เวลา 22 นาฬิกา หลังพาน้องๆ ไปส่งแล้ว พวกเรากลับสู่เส้นทางหลักไปหาตาลุงลูกเจี๊ยบที่โทรตามจิกมาตลอดทาง เป็คนแก่ขี้เหงารึไงก็ไม่รู้
"ชิด ฉันไม่อยากไปหาลุงเลยว่ะ" สันชัยครึ่งแขกหน้าเข้มขมวดคิ้วแล้วลั่นขึ้น "โดนสวดอีกแหง"
"เออน่า ให้ทานคนแก่ ได้ด่าเราเขาก็ยืดอายุไปไง ฮ่าฮ่าฮ่า"
สารวัตรเจี๊ยบ หรือลุงเจี๊ยบ หรือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหัวรุนแรง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่... เป็ตาลุงใจดีคนนึงที่ค่อนข้างจะทำงานตรงไปตรงมา ด้วยความที่เป็อดีตสารวัตรทหาร อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการทำงานลุงแกจะเนี๊ยบจนน่ารำคาญ ประกอบกับท่าเดินหลังตรงใบหน้าบึ้งย่นขมวดคิ้วตลอดเวลากับสายตาที่ดุเหมือนพร้อมหาเื่ ทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้าใกล้ แถมเวลาคุยกับลูกน้องจะพ่นทุกคำแบบไม่คัดสรรความไพเราะ...
"เอาล่ะ ถึงแล้ว" พี่ครึ่งแขกจอดรถเข้าลานจอดขนาด 7 คันเก๋ง เข้าเขตร้านหมูกระทะบุฟเฟต์เล็กๆ เลยจากแยกลาดพร้าวที่ยังคงพลุกพล่านแม้ถนนยังซ่อมไม่เสร็จมา 3 ซอย
"เฮ้ย! ไอ้พวกเด็กเปรตเอ๊ยยยยย ใครใช้ให้พวกมึงไปยิงกระหน่ำกลางเมืองว้อยยยยยยยยย!!!" เสียงด่าแผดลั่นมาจากภายในร้านที่มีลูกค้าแน่นขนัด ด่าเื่ที่ควรจะลับแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งสิ้น โอยยยย บักตาลุงเอ๊ย!
ลุงเจี๊ยบผู้มีตำแหน่งใหญ่โตนั่งเหยียดหลังกลางร้านหน้าบึ้งไม่สนใจใคร ไม่เกรงใจใคร และไม่กลัวอะไรเลย ทั้งที่มีค่าหัวในตลาดหลักล้าน ส่วนสาเหตุที่กร่างได้ขนาดนี้ ก็เพราะไอ้พวกที่นั่งกินกันอยู่ในร้านนั่นมันลูกน้องแกทั้งนั้น
"ขนมาหมดกระทรวงเลยรึไงวะนั่น?" ไอ้เจถึงกับอึ้งแล้วหันมองไปตามตึกสูงรอบด้าน "เอามือปืนมาเฝ้าตึกอีกด้วย! ใช้ภาษีมาทำบ้าอะไรของแกวะ ชิด ฉันว่ากลับเหอะ"
ผมลงรถตบไหล่บักเจแล้วลากมันเข้าร้าน... อนึ่งตาลุงเจี๊ยบคนนี้นั้น เวลางานเป็คนโคตรจะตงฉินก็จริง แต่พอเลิกงานปุ้บจะแปลงร่างเป็เสี่ยใหญ่คุมธุรกิจใต้ดินเื้ัแบบเต็มรูปแบบ และเพราะการคุมของแกทำให้ตัวอันตรายที่แย่กว่าไม่กล้าแหยมในเขต กทม. ทำให้พ่อค้าแม่ค้าพากันเทคะแนนให้จนได้เป็ ส.ส.ถึง 4 สมัย มีอำนาจอยู่ในมือของจริง ซึ่งตัวผมรับเงินเดือนจากเขาคนนี้ และร้านหมูกระทะร้านนี้ก็เป็ของคนรู้จักตาลุง
อีกหนึ่งลักษณะที่ทำให้คนพากันเกรงใจแกนอกจากหน้าบึ้งตึงคือ เวลาพูดแกจะกัดฟันแล้วเผยอริมฝีปากข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้หน้าแกไม่น่าคบหาอยู่ตลอดเวลา ให้ตายสิ
พวกเราก้าวเข้าร้านไปอย่างเนิบนาบเพื่อให้ลูกน้องใกล้ตัวของแกเข้ามาตรวจค้นตัวได้ง่ายๆ
"ให้ตายสิลุง ผมแค่ทำหน้าที่พลเมืองดีนะ" ผมกล่าวขณะที่ลูกน้องสารวัตรชักปืนที่เหน็บเอวผมออกมา ผมจ้องตามันยักคิ้วซ้าย 2 ที เป็สัญญาณ ซึ่งมันก็เก็บปืนเข้าซองในเอวผมตามเดิม เทียบระดับกันแล้วผมเป็หัวหน้าพวกมัน และพากันกับไอ้เจเดินเข้าไปที่โต๊ะขนาด 4 คน กลางร้านที่ตาลุงหน้าดุกัดฟันนั่งอยู่
"จะกัดฟันใส่ผมกับไอ้เจทำไม เคี้ยวเนื้อย่างเข้าไปสิ เคี้ยวละเอียดๆ ด้วย"
"เอ็งเงียบปากไปเลย โทรแจ้งตำรวจไปก็จบแล้ว"
สันชัยใช้โอกาสนี้แปลงร่างเป็สันขวานแทรกกลางว่า "ไม่จบน่าลุง กว่าตำรวจจะซิ่งมาถึงคงตายหมดอ่ะ"
ลุงเจี๊ยบจ้องหน้าไอ้เจตาเข จากนั้นคีบเนื้อย่างจากเตายัดเข้าปากมัน "มึงเคี้ยวไป!"
"โฮ้ยยย ฮ้อนนน! ฮำฮ่าอะไฮหองฮุ๊ง!"
"ไอ้ชิด พลเมืองดีไม่มีใครพกปืน!" และหันไปงัดคางบักสันชัยต่อ "ไอ้เจ!!!!" ขึ้นเสียงจนปากอ้าเลยแฮะ "พลเมืองดีทั่วไปเขาไม่มีรถกันะุหุ้มเกราะที่ขับชนทะลุตึกได้ว้อยยยย!" จากนั้นใช้มืออีกข้างจับหัวไอ้เจตะปบให้มันเคี้ยวเนื้อร้อนๆ
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า หน้าเอ็งตลกเป็บ้าเลยว่ะเจ" ซึ่งผมก็ตบมุข... ป้าบ! แล้วก็โดนตบหัวตาม
"ว่าแต่เื่ที่เราจะคุยกันเนี่ย..." ผมยื่นหน้าเข้าไปหาลุง จ้องตาที่หนังขอบย่นของเขา "มันคุยตรงนี้ได้เหรอ?"
ด้วยความที่แกไม่ยอมคน ก็ยื่นหน้ากัดฟันเผยอริมปากเข้ามา "ทำไมจะไม่ได้วะ?" ถ้าคนนอกไม่รู้จักพวกเรา ก็คงคิดว่าเด็กกับผู้ใหญ่หาเื่กันอยู่ ภาพมันออกมาแบบนั้นเลยล่ะ
"โอเคครับลุง ขอสั้นๆ 3 บรรทัด" สันชัยแทรกหน้าเข้ามาอีกคน
พวกเราพยักหน้าพร้อมกันแล้วเอนหลังลง... เพื่อให้เด็กเสิร์ฟสาวรินเบียร์ให้ "อ๊ะ ขอบคุณครับ"
"ขอบใจนะหนู" ลุงเจี๊ยบกล่าวพร้อมยิ้มแบบไม่เข้ากับหน้า สมกับเป็นักการเมือง เปลี่ยนสีเร็วจริง
"อยู่ชนด้วยกันก่อนสิคนสวย" ไอ้สันขวาน ลุงหันไปจ้องหน้าไอ้เจทำให้มันต้องพ่นต่อ "อ่าา วันนี้ไม่สะดวกเนาะ แหะ แหะ" คลำดูไม่มีหางมึงเอาหมดเลยสินะ
"เซนต์ลูเซียน..." ลุงเจี๊ยบเผยอปากพูดเสียงลั่นไม่สนรอบข้าง ส่วนผมก็หันขวับไปรอบๆ ดูอาการของคนที่ได้ยิน พอมีคนสบตาผมก็ยิ้มแหยงแล้วโบกมือทำนองว่าไม่มีปัญหา ลูกน้องแกหมดร้านจริงๆ แฮะ
"...เป็องค์กรที่เหมือนกับตำรวจของนักเวท"
"มือปราบมารเหรอ? JK ขนดกปั้นหม้อ*ก็มา" *(Harry Potter)
"ไอ้กล้วยแขกมึง เงียบ" ลุงถลึงตาใส่ไอ้เจมัน ส่วนมันก็ยิ้มกวนประสาทตอบ
"ข้าเองก็เคยเป็สมาชิกของมัน" คำพูดนั้นทำให้ผมต้องแทรก
"งั้นลุงเองก็เป็นักเวทเหรอ"
"ใช่ ส่วนเวทมนต์ที่ข้าถนัดเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง"
"นี่ผมอยู่กับลุงมาตั้งนานยังไม่รู้ตัวเลยเหรอเนี่ย" น่ากลัวจริงๆ
ลุงเจี๊ยบหัวเราะ หึหึ แล้วเล่าต่อไป เวลาเลยไปเรื่อยๆ พร้อมกับขวดเบียร์ที่กองมากขึ้น หลายเื่ราวที่ฟังดูหลุดโลกพ่นออกมาจากริมฝีปากที่เผยอข้างเดียวนั่นไม่หยุด ทั้งหัวหน้าไอ้จ่าเส็งกับแก๊งพระเก๊
"ชิดเอ้ย ประเทศเรากลายเป็สาธารณรัฐมากี่ปีแล้ว? พวกมันยังคงแสวงหาอดีตอันหวานหอม ข้าไม่รู้ว่ามันจะทำยังไงแต่การที่เอ็งเชือดมันทิ้งไปก็เป็การดี"
"แล้วทำไมลุงถึงเก็บมันไว้อีกล่ะ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะ?"
"ไอ้เส็งเคยเป็ลูกน้องข้าสมัยา ถึงจะแพ้ยับแต่ก็เคยร่วมกันสู้มา ข้าอยากช่วยมัน"
"น่าเสียดายเนาะ" สันชัยพูดลอยๆ ก่อนกระดกเบียร์
"อายุก็มากขึ้นแล้ว อุตส่าห์หาตำแหน่งสบายๆ ให้อยู่ในรัฐการ... ช่างเถอะ"
จากที่คุยกันมา ลุงเจี๊ยบไม่รู้เื่แขนขวาแห่งอำนาจของผม จะรู้อยู่แล้วแต่ไม่พูดถึง หรือไม่รู้เลยก็ตาม ผมไม่คิดจะเปิดประเด็น หลายครั้งที่การเงียบกับเื่ที่ทุกคนต่างก็รู้กันอยู่แล้วจะเกิดประโยชน์มากกว่า ดั่งสุภาษิตโบราณ 'พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียจะได้ตำลึงทอง' แถมสีหน้าลุงเองก็อ่านโคตรยาก
ตอนแรกผมคิดว่าจะโดนลอบเชือดทิ้งกลางทาง เลยเอารถกันะุมาใช้ แต่ดูท่าลุงเจี๊ยบจะไม่้าฆ่าผม นั่นเป็สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเหตุการณ์วิปริตระลอกนี้เลยทีเดียว
"ไอ้ชิด เอ็งจงระวังไว้ ข้าเคยเป็สมาชิกระดับล่างของเซนต์ลูเซียน ถึงพอจะรู้เส้นทางของพวกมัน ข้าก็ไม่มีเส้นสายหรืออำนาจพอจะคุ้มกะลาหัวเอ็งได้" เขาทำหน้าเข้มหนักกว่าเดิม ด้วยหน้าที่เริ่มแดงเพราะฤทธิแอลกอฮอล์ยิ่งเห็นชัด
"ตอนนี้เื่ที่ว่าเอ็งเป็คนขัดขวางอะไรสักอย่างที่องค์กร้ายังเงียบอยู่ แต่เดี๋ยวพวกมันต้องขยับแน่ และมันก็ต้องมาหาข้าที่ในตอนนี้มีอำนาจทางการเมือง" เขากระดกเบียร์อีกครั้ง "ถ้าต้องสู้กับพวกมัน ต่อให้ยกกำลังทหารทั้งประเทศมาก็ตายเปล่า"
"แย่แฮะ..." ก็เหลืออีกทาง "เล่าเื่ที่ลุงรู้จักหัวหน้าผมมาเถอะ"
"พันโทเฟลินีกับข้าเคยพึ่งพากันนิดหน่อย ตอนนั้นเอ็งยังไม่ได้อยู่ในหน่วย แค่นี้คงพอ"
"โอเคๆ ตัดจบก็ไม่ว่ากัน"
"ความทรงจำของเอ็งถูกดัดแปลงด้วยพลังเวทมนต์"
หือ!?
"ลุงว่าไงนะ!" ผมทุบโต๊ะลุกขึ้นยืน ทำเอาพวกในร้านหันจ้อง
สันชัยที่กำลังมึนลุกขึ้นโปรยยิ้มไปรอบๆ แล้วบอกว่าไม่มีอะไรกล่อมจนทุกคนกลับไปนั่งล้อมหม้อไฟดังเดิม
ลุงเจี๊ยบพยักหน้าให้ผมใจเย็นลง "นั่งสิ ข้าจะเล่าให้ฟัง..."
พวกเราออกจากร้านตอนตี 2 เพราะว่าดึกมากแล้วจึงเปลี่ยนไปนอนที่บ้านไอ้เจแทน เป็ทางวิ่งผ่านซอยโชคชัย 4 ที่บ้านของน้องอรุณแฟนสุดรักของมันตั้งอยู่ด้วย ถนนโล่งโป่รงยามดึก เปิดกระจกรถให้ลมโกรกดับอาการมึนเมาได้เป็อย่างดี
ไอ้เจขับรถไปมือกุมขมับไป ทั้งที่ไม่น่าจะเมา
"เฮ้ยชิด ช่วยบอกทีสิว่าไอ้ที่เราคุยกันในร้านนั่นมันเป็แค่เื่ตลกแบบเลิฟคอมเมดี้"
"เสียใจว่ะ ดูนี่" ผมยกแขนขวาถลกแขนเสื้อให้มันดู แขนที่มืดมิดไร้แสงสะท้อนแม้ว่าไฟข้างถนนจะส่องจ้าก็ตาม แล้วเอามีดอรัญญิกแท้แทงลงไปจนมิดด้าม มีดฝังลงไปทะลุลำแขน ไม่มีเืไหล ไม่เจ็บสักนิด
"นี่ยุคอวกาศนะเว้ย"
"ก็ใช่น่ะสิ"
เื่ที่คุยกันในร้าน สารวัตรเล่าว่าความทรงจำของผมโดนดัดแปลง... ไปเยอะมากๆ เยอะจนตัวเขาไม่รู้ว่าอันไหนจริงหรือปลอม เป็การแก้ไขในระดับสามจอมปราชญ์ อนึ่งไอ้สามจอมปลวกนี่คือสุดยอดจอมเวทแห่งยุคนี้
ในวันที่ผมโซเซหนีตายไปนอนแหมะอยู่หน้าบ้านของเขา ลุงแกบอกอีกว่านั่นไม่ใช่บังเอิญ แต่เป็การโปรแกรมไว้ให้ผมมุ่งตรงมาหาเขาโดยตรง นั่นเป็เหตุผลที่เขามั่นใจว่าหัวหน้าที่ตายไปของผมเป็คนส่งผมมา มันไม่มีเหตุผลอื่นที่ทหารเด็กไร้ที่ไปอย่างผมจะขับเครื่องบินเจ็ตมาโดดร่มลงในประเทศที่เป็พันธมิตรกับอเมริกา สู้บินต่อไปลงจีนยังจะหนีได้ง่ายกว่า ซึ่งมันก็จริง แถมความทรงจำของผมเองก็ค่อนข้างวกวนตามที่เขาเล่า...
"นี่มันพล็อตเื่นิยายน้ำเน่าชัดๆ" ผมหลุดขำออกไป ถ้าเป็สมัยยังเป็ทหารผมคงไม่สงสัยอะไร แต่พอได้เข้ามาััสังคมคนธรรมดา ไอ้ความผิดปกติของตัวเองมันก็เด่นชัด... คนธรรมดาไม่ฆ่าคนโดยไม่รู้สึกอะไรได้
ผมฆ่าคนมาเยอะมาก ฆ่าจนกระทั่งคนแรกที่ฆ่าหน้าตาเป็ยังไงก็จำไม่ได้แล้ว แต่นั่นก็อาจเป็เพราะความทรงจำถูกแก้ไข สับสนงงงวยไปหมดเลยแฮะ
"จะเลี้ยวเข้าซอยแล้ว แวะซื้ออะไรมั้ย?" สันชัยชะลอรถก่อนเลี้ยว ข้างหน้าซ้ายมือมีร้านสะดวกซื้ออยู่ ถัดไป 5 บล็อค ฝั่งเดียวกันคือบ้านอรุณ
"ไม่อ่ะ อยากนอนเรียบเรียงสมอง ต้องรีบหาทางออกนอกประเทศด้วย"
เราตกลงกันว่าผมจะตรงดิ่งไปอินเดีย ประเทศที่หลังาก็วุ่นวายพอกัน ลุงเจี๊ยบบอกไว้ว่า ที่นั่นเป็ดินแดนมิคสัญญีสำหรับนักเวท ไม่มีองค์กรเวทมนต์ไหนมีอำนาจพอจะควบคุม ถ้าอยากหลบสายตาตำรวจเวทก็ต้องเป็อินเดีย อีกอย่างนึงคือที่นั่นมีคนรู้จักของผมอยู่ด้วย ช่างบังเอิญจนไม่น่าเชื่อ
"...หรือว่าเขาเองก็รู้เื่นี้" ถึงจงใจไปเปิดสำนักงานใหญ่ที่อินเดีย
"อรุณดับไฟนอนแล้วแฮะ" ไอ้เจขับช้าๆ ผ่านบ้านของเธอไป
"ตี 2 แล้วไง แปลกตรงไหน-" แปลกจริงด้วย!!!
"ไอ้เจ! จอดรถด่วนเลย!" แขนขวาของผมสั่นระริก
"อะไร? มีอะไรวะ"
มันไม่สงสัยก็ไม่แปลก สำหรับคนที่ไม่โดนมาก่อนไม่มีทางรู้ตัวแน่ "บ้านอรุณอยู่ซ้ายมือใช่มั้ย?"
"ก็ใช่" มันขมวดคิ้วส่งสายตารำคาญ
"รถเราก็วิ่งชิดซ้ายจริงมั้ย?"
"เออ"
"พอจะเข้าหน้าบ้านอรุณทำไมออกขวา"
"เออจริงด้วยว่ะ! ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย"
มือสันชัยหักพวงมาลัยออกขวาเต็มที่ ส่วนแขนขวาผมสั่นตอนที่มันเริ่มเลี้ยว
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ไล่กลิ่นเบียร์ แล้วตบไหล่ไอ้เจ
"พรุ่งนี้เดี๋ยวฉันมาคนเดียวเอง" ผมบอกมันที่ทำตาเลิกลั่ก
"เฮ้ยๆ อย่าทำอะไรเธอนะเว้ย"
"ไม่ต้องห่วง อรุณทำข่าวอิสระคงดักง่าย ส่งข้อความนัดล่ะ" ผมจิ้มมือถือส่งข้อความหาอรุณ บอกเธอว่ามีข้อมูลเด็ดให้เธอ เื่ที่ผมทำงานให้นักการเมืองเธอรู้ดี ข้อมูลจากผมเธอต้องรอรับแน่
"ไอ้ที่ฉันเลี้ยวออกขวาโดยไม่รู้ตัวนี่คงไม่ใช่เวทมนต์อะไรนั่นใช่ไหม?"
"โทษทีว่ะ พอดีมันใช่ ออกรถไปก่อนซิ"
ไอ้อาการที่ออกห่างจากพื้นที่โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอึมครึมเมื่อเข้าใกล้ แล้วแขนขวายังสั่นเตือนไม่หยุดจนรถเลยออกมาถงสงบลงแบบนี้
"เขตอาคม"