เมื่อกลับไปถึงเรือนเย่ชิงชิงก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้เย่จื้อเฟิงฟัง ทว่ายังมิทันได้เอ่ยจบความชายหนุ่มก็ร้อนใจมาก
“ห้องเก็บฟืน? นี่จวนจะเข้าฤดูหนาวแล้วจะนอนในห้องเก็บฟืนไหวได้อย่างไร!” เย่จื้อเฟิงตบโต๊ะดัง‘ปัง’ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “สู้พวกเราเอาเงินไปซื้อเจ้าหมาของแม่นางทังมาเสียดีกว่าครอบครัวของนางจะได้หายขุ่นเคือง”
นางซูซึ่งกำลังเย็บผ้าใต้แสงเทียนพลันเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาอย่างพินิจก่อนจะเอ่ยว่า “กระตือรือร้นเช่นนี้คงจะหลงเสน่ห์แม่นางผู้นั้นเข้าแล้วกระมัง?”
“แค่กแค่กแค่ก” เย่จื้อเฟิงสำลักน้ำลายของตนเองทันทีเขาขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ พูดอะไรกัน!”
นางซูค่อยๆร้อยด้ายเข้าเข็มอย่างใจเย็น แล้วเอ่ยว่า “ได้ยินว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ของแม่นางทังปฏิบัติต่อนางเข้มงวดนัก แต่ก็ยังเป็นคนในครอบครัวหากนางป่วยไข้เพราะความหนาวเย็น มิใช่พวกเขาก็ต้องจ่ายค่ายาหรอกหรือ? ในเมื่อพี่ชายและพี่สะใภ้ของนางหวงแหนเงินทองนักคงไม่ปล่อยให้นางลำบากเพียงนั้นหรอก”
แต่เย่จื้อเฟิงยังไม่วางใจเขาส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “หากนางเป็นหวัดแต่ไม่ยอมจ่ายค่ายาเล่า?”ครอบครัวเช่นนี้พวกเขาเคยพบเจอมาแล้ว สกุลเย่นั่นอย่างไรเล่าเห็นพวกเขาป่วยไข้ยังไม่ใส่ใจ มิหนำซ้ำยังหลบหนีไปไกลเพราะกลัวจะติดโรคอีก!
“วางใจเถิด แค่หมาตัวหนึ่งคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก”
ที่นางซูเอ่ยเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลด้วยเครื่องแต่งกายและรูปลักษณ์ของแม่นางทัง แม้จะสวมเสื้อผ้าหยาบๆ ที่ดูเรียบง่ายแต่ก็สะอาดสะอ้านยิ่งกว่านั้นแววตาของนางก็มิได้ฉายแววหวาดกลัวหรือความไม่พึงพอใจจากการถูกกดขี่ข่มเหงสิ่งที่กล่าวได้ก็คือพี่ชายและพี่สะใภ้ของนางปฏิบัติต่อนางอย่างลำเอียงและตระหนี่ถี่เหนียวอยู่บ้างแต่ก็มิได้ถึงขั้นทารุณกรรม และที่สำคัญ มารดาของนางก็ยังอยู่
“ท่านพี่คงจะเป็นห่วงนางมากจนแทบคลั่ง” เย่ชิงชิงหัวเราะแล้วเอ่ยอายุย่างเข้าสิบสี่ปี คงเป็นวัยที่หัวใจชายหนุ่มเริ่มหวั่นไหว~
“เงียบไปเลยนะ!” เย่จื้อเฟิงรู้สึกอับอายและหงุดหงิดเขาจึงตวาดน้องสาวเป็นครั้งแรกเช่นนี้
เย่ชิงชิงหาได้สนใจเขาไม่หันไปหานางซูแล้วเอ่ยว่า “ยามวิกาลเช่นนี้มืดจนมองไม่เห็นแล้ว ท่านแม่อย่าเย็บผ้าต่อเลยเจ้าค่ะ”
“แค่รอยขาดเล็กๆ เท่านี้ อีกเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว” นางซูไม่ฟัง
งานการต่างๆในช่วงกลางวันทำให้นางวุ่นวายจนไม่มีเวลาเย็บเสื้อผ้าเสื้อผ้าใหม่เหล่านี้ด้ายรุ่ยออกมาจึงต้องเย็บให้แน่นหนาเสียหน่อย
นางซูร้อยด้ายเข้าเข็มไปพลางบ่นพึมพำไปพลาง “ชิงชิงของเราดีพร้อมทุกอย่างเว้นเพียงอย่างเดียวคือเรื่องงานเย็บปักถักร้อยนี่แหละ อนาคตหากแต่งงานไปแล้วใครจะเย็บเสื้อผ้าให้สามีกับลูกเล่า? จะให้สาวใช้เป็นคนทำหรือ?”
เย่ชิงชิงได้ยินดังนั้นก็หดคอลง ไม่เหลือบตามองสิ่งใด
นางซูเงยหน้าขึ้นมามองบุตรสาวครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเฮ้อ...”
เย่จื้อเฟิงเห็นว่าภัยกำลังเปลี่ยนทิศทางเขาหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “น้องสาวเรียกว่า ‘หูไม่ได้ยินเป็นช่วง’ ขอรับ
“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร การปักผ้าแต่ละเข็มแต่ละเส้นนั้นต้องใช้ใจและเวลานี่แหละที่แสดงออกถึงความเอาใจใส่ของคนคนหนึ่งได้มากที่สุดถึงเวลานั้นหากแม้แต่เสื้อผ้าของลูกก็ยังตัดเย็บไม่ได้...”
เย่จื้อเฟิงพยักหน้า“ท่านแม่พูดถูก พวกเราสวมเสื้อผ้าที่ท่านแม่ทำให้นั่นอบอุ่นยิ่งนัก!”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เจ้าปากหวานเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้!” นางซูส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะ
เย่ชิงชิงที่อยู่ข้างๆหันกลับมามอง “ท่านพี่ช่างพูดช่างจาถึงเพียงนี้แล้วเหตุใดจึงไม่ไปปลอบพี่ทังหน่อยเล่าเจ้าคะ? หรือท่านจะเย็บถุงหอมให้ข้างในนั้นจะได้เต็มไปด้วยความห่วงใย!”
“มีที่ไหนพูดกับพี่ชายเช่นนี้!” เย่จื้อเฟิงเบิกตากว้างชายหนุ่มอย่างเขาจะไปเย็บถุงหอมได้อย่างไร? “คำพูดเช่นนี้ห้ามนำไปพูดข้างนอกเด็ดขาดระวังจะทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของแม่นางทัง!”
นางซูกับเย่ชิงชิงมองตากันเขาไม่เถียง แสดงว่าเขาสนใจแม่นางผู้นั้นอยู่จริง
บางทีปีหน้าก็อาจจะให้เขาหมั้นหมายได้แล้วแม้ว่าครอบครัวของพวกนางจะไม่ได้ร่ำรวยนัก แต่ก็ยังดีกว่าชาวนาทั่วไปส่วนครอบครัวของทังหว่านหรงก็ดูไม่ร่ำรวยนัก ถือว่าทั้งสองครอบครัวเหมาะสมกันเรื่องนี้มีลู่ทาง!
นางซูยิ่งคิดก็ยิ่งยินดีแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควร ไม่พูดถึงจะดีกว่าปล่อยให้เด็กทั้งสองได้ทำความคุ้นเคยกันไปก่อน
ชั่วพริบตาเดียวก็เข้าสู่วันแรกของฤดูหนาวปีนี้หิมะแรกของปีกลับยังไม่ตกเสียทีคนเฒ่าคนแก่ต่างกล่าวว่าปีนี้จะหนาวเย็นกว่าทุกปีที่ผ่านมา
นางซูรีบเย็บเสื้อบุฝ้ายเพิ่มอีกหลายตัวให้บุตรทั้งสองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความหนาวเย็นอีกทั้งยังเกรงว่าถึงเวลานั้นจะลำบากในการทำเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินสูตรชิงชิงจึงรับคนเพิ่มอีกสี่คน
ตอนนี้ถั่วและมันเทศในแปลงนาคงเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้วนอกจากหัวไชเท้าและผักกาดขาวก็ไม่มีพืชผลอื่นใดอีกฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับให้พื้นดินได้ฟื้นตัวและเป็นช่วงเวลาที่ชาวนาได้พักผ่อน
คนงานสี่คนถูกจ้างมาอย่างรวดเร็วเมื่อรวมกับหญิงชาวบ้านที่มาทำงานเกือบทุกวัน ก็รวมเป็นสิบเอ็ดคนคนมากย่อมมีกำลังมาก แต่ละวันผลิตเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินสูตรชิงชิงได้มากกว่าพันไหในครึ่งเดือน หักลบค่าขนส่งประจำวันแล้วก็ยังคงเหลือเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินสูตรชิงชิงที่เก็บไว้ได้อีกหลายพันไห
“อีกครึ่งเดือนพวกเจ้าก็พักงานได้เลย!” นางซูมองห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินสูตรชิงชิงแล้วยิ้มไอสีขาวลอยออกมาตามลมหายใจ
เมื่อดูสภาพอากาศแล้วอีกไม่กี่วันหิมะคงจะตก ถึงเวลานั้นเมื่ออากาศหนาวจัดจนทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็งคงจะทำงานได้ไม่สะดวกแม้ว่าใต้โรงเรือนจะปลูกตี้ฟูจื่อล้อมรอบไว้เพื่อกันลมและกันไฟแต่ต้นพืชเพียงน้อยนิดจะต้านทานความหนาวเย็นได้อย่างไร ภายนอกก็ยังคงเป็นภายนอกหากอยู่ข้างนอกนานๆ ในวันที่หิมะตก คงทนไม่ไหวเป็นแน่
“ทุกคนพากันบอกว่าปีนี้จะหนาวมาก” พี่เจียงที่สวมถุงมือเหลาไม้ไผ่อยู่ไม่ไกลนักเอ่ยสนับสนุน“ปีนี้พักผ่อนเร็วขึ้นก็ดีเหมือนกัน ทำงานกันมาทั้งปีแล้วพวกเจ้าจะได้มีฤดูหนาวที่ดีบ้าง!”
สตรีอีกคนกล่าวเสริมว่า“ใช่แล้วเจ้าค่ะชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็พูดว่าซูเหนียงจื่อเป็นคนขยันที่สุดทำมาหากินไม่หยุดหย่อนไม่ว่าจะลมพัดฝนตก พวกเราคงทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ!”
“พูดเช่นนั้นคงไม่ได้หรอก” นางซูค่อยๆพลิกกลับถั่วเหลืองหมักชุดสุดท้ายของปี “ข้าไม่ได้โดนลมโดนฝนจนเป็นอะไรไปเสียหน่อยจะหาข้ออ้างพักผ่อนได้อย่างไรเล่า? อีกอย่างที่รับปากคนอื่นไว้ก็ต้องทำจนสำเร็จมิใช่หรือ?”