
ตอนที่ 7
วันแรกของการศึกษางานเพื่อดูแลธุรกิจฟาร์มไข่มุก‘ภูเก็ต เพิร์ล เวิร์ล จำกัด’ นายหัวเริ่มต้นด้วยการพาสูรย์กับปีวราไปพบคุณณรงค์ซึ่งเป็ผู้ช่วยคนสำคัญของที่นี่มาั้แ่ยุคบุกเบิกครั้งยังเป็เพียงฟาร์มไข่มุกเล็กๆเกือบสิบห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันเ้าตัวดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานดูแลทุกภาคส่วนขององค์กร
ธุรกิจไข่มุกของที่นี่แบ่งสถานที่ประกอบการออกเป็สองส่วน...ฟาร์มเลี้ยงมุกจะอยู่บริเวณอ่าวสะปำทางทิศตะวันออกของภูเก็ต ห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร แถบทะเลอันดามันใช้เวลาเดินทางโดยเรือประมาณ 10 นาที ส่วนโรงงานไข่มุกภูเก็ตตั้งอยู่ฝั่งตัวเมืองเป็สถานที่จำหน่ายเครื่องประดับที่ทำจากเพชร ไข่มุก ทองฯลฯโดยออกแบบงานฝีมืออย่างประณีตเป็ที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่กว่าธุรกิจของตระกูลสมบูรณ์พูนผลจะประสบความสำเร็จในระดับนี้ล้วนผ่านอุปสรรคนานัปการ
แต่ที่เพิ่งสร้างชื่อจนกลายเป็ข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อปีที่แล้วคือการคิดค้นอย่างต่อเนื่องเป็เวลากว่าสามปีโดยพัฒนาลักษณะเด่นของมุกเซ้าซีและมุกมาเบ้เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดมุกชนิดใหม่ที่มีสีรุ้งประกายทอง ครั้นประสบความสำเร็จในขั้นต้นจึงได้ยื่นจดสิทธิบัตรในนามของบริษัท
แล้วนี่ก็เป็เหตุผลหนึ่งที่เสี่ยสวัสดิ์หวังจะต่อยอดธุรกิจ สร้างชื่อเสียงให้ดังกระฉ่อนไประดับโลกท่านจึงมีแิอยากจะให้สูรย์มาทำหน้าที่บริหารและดูแลการตลาดอย่างต่อเนื่องส่วนปีวราให้ควบคุมงานทางด้านภาพลักษณ์ขององค์กร
แต่กระนั้นก็มีอยู่น้อยคนที่ทราบถึงภาวะฝืดเคืองของฟาร์มไข่มุกที่นี่เมื่อสิบกว่าปีก่อนซึ่งเงินทุนหมุนเวียนนั้นขาดสภาพคล่องจนเกือบถึงขั้นวิกฤตด้วยปัญหาหลายประการทั้งด้านผลผลิตไม่ถึงตามเป้าอันมีต้นเหตุมาจากสภาพดินฟ้าอากาศเป็ตัวแปรแต่ระหว่างที่เสี่ยสวัสดิ์กำลังประคับประคองธุรกิจไม่ให้ล่ม เพียงไม่ถึงครึ่งปีท่านสามารถฟื้นฟูสภาพการเงินจนกระเตื้องเข้าสู่ภาวะปกติจนนำมาซึ่งการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยเงินก้อนโตจากใครบางคน
ซึ่งท่าน ‘คดโกง’มา
แล้วสิ่งที่ปกปิดมายาวนานนั้นเล่ามันจะถูกลบเลือนไปได้นานเพียงไร เมื่อความลับไม่เคยมีอยู่ในโลก
เสียงคุณณรงค์เอ่ยทักทายผู้มาเยือนยังฟาร์มทั้งหมดดังลั่นสมกับตัว“เมื่อวานอาไม่อยู่ ไปธุระที่หาดใหญ่ เลยไม่ทันอยู่ต้อนรับหลานชายเป็ยังไงบ้างล่ะ อาได้ข่าวว่าสาวๆที่อยู่บนเกาะต่างตื่นเต้นที่ได้พบหน้าหลาน”
หนุ่มสาวประนมมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าโดยที่สูรย์เป็คนตอบ “คุณอาก็พูดเกินไปครับ คนที่เข้ามาทักทายส่วนใหญ่ก็เป็คนคุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น เคยเห็นผมั้แ่สมัยยังเด็กๆพอได้เจอผมอีกทีตอนโตแล้ว ก็เลยแวะเข้ามาชวนคุย...ก็เท่านั้นเอง”
คุณณรงค์เป็ชายสูงวัยอายุปาเข้าไปหกสิบตอนต้น รูปร่างท้วมสมบูรณ์ ไว้หนวดเหนือริมฝีปากบางเป็สีดำแซมขาวเช่นเดียวกับเส้นผมซึ่งบางเรียบ หน้าตาท่านเป็คนใจดี สุภาพ คิ้วบางอยู่เหนือดวงตาเล็กยิบหยีดูเหมือนมีเชื้อสายจีนมากกว่าจะเป็คนทางภาคใต้ยกเว้นก็แต่สีผิวที่เข้มมาั้แ่เกิดและสำเนียงภาษาที่เป็เครื่องบ่งชี้ว่าคุณณรงค์เป็หนุ่มใต้ขนานแท้
ถ้าคุณณรงค์มายืนเทียบกับเสี่ยสวัสดิ์รูปร่างของฝ่ายหลังแม้จะมีโครงสร้างที่สูงใหญ่แต่น้ำหนักตัวก็ไม่ได้น้อยกว่าคุณณรงค์ แต่ว่าหน้าตานั้นคมคาย สุขุมลุ่มลึกทิ้งเค้าความหล่อเหลาเป็ต้นพิมพ์แก่บุตรชาย ยิ่งดวงตาของเสี่ยใหญ่มองใครในความเรียบนิ่งกลับซ่อนความกรุ้มกริ่มเ้าชู้อย่างหาตัวจับยากทีเดียว
“นอกจากโตเป็หนุ่มหล่อเฟี้ยวไม่แพ้สมัยรุ่นพ่ออาว่าสูรย์ท่าทางจะเ้าชู้ไม่แพ้พ่อเราเหมือนกันนะ”
คุณณรงค์ออกความคิดเห็นโดยไม่ได้คิดอะไรทว่ากลับกระทบเข้ากับความรู้สึกของปีวราอย่างจัง เธอจึงกลบเกลื่อนสีหน้าด้วยการมองไปยังด้านในเรือนรับรองเวลานั้นนายหัวของฟาร์มก็เปลี่ยนเื่พอดี
“แล้วนี่ตกลงว่าจะเริ่มให้สูรย์เรียนรู้ตรงไหนก่อนดียังไงฝากนายช่วยดูแลทั้งคู่ด้วยนะ เอาตามที่เราเคยคุยกันไว้พอดีมีธุระบนฝั่งนิดหน่อย...”นายหัวใหญ่หันไปมองคู่คิดในการทำงานอย่างรู้กัน โดยไม่ต้องเอ่ยว่าธุระของตนนั้นคือสิ่งใดฝ่ายนั้นก็รับคำอย่างเข้าใจ
“ตามสบาย ไปจัดการธุระทางโน้นให้เรียบร้อยละกัน” แล้วคุณณรงค์ก็หันไปทางชายหนุ่ม “ส่วนทางนี้เดี๋ยวอาจะเป็คนสอนงานคร่าวๆให้กับสูรย์เองแล้วจะให้ดำเกิงมาเป็ผู้ช่วยอีกแรง...อ้อ! ส่วนหนูปี่นี้ก็เรียนรู้งานในส่วนของสูรย์ไปก่อนนะ ถ้าหนูปีเข้าใจงานทั้งหมดถึงเวลาไปทำงานในส่วนประชาสัมพันธ์มันก็จะได้ทำง่ายขึ้น”
ท้ายๆผู้าุโหันมาทางหญิงสาวแล้วก็หมุนตัวกลับ ไม่ได้สนใจว่านายหัวจะแยกตัวไปตอนไหนหรือว่าเธอกับสูรย์จะก้าวตามไปแล้วหรือไม่ เธอจึงได้แต่เดินตามทิ้งห่างจนเกือบ่ตัวทำเป็เมินมองสูรย์ซึ่งพยายามชะลอฝีเท้า เพื่อรอก้าวเดินไปพร้อมกัน
ในจังหวะที่คุณณรงค์เดินนำหน้าะโเรียกหาดำเกิง ซึ่งมีบทบาทในการรับฟังคำสั่งจากคุณณรงค์อีกทอดหนึ่งให้ทำทุกหน้าที่แล้วแต่จะสั่ง
ดำเกิงเป็เด็กหนุ่มผิวสีเข้มไม่แพ้นายเกลี้ยงหน้าตาก็ละม้ายคล้ายคลึงด้วยเป็ญาติกันห่างๆ...เ้าตัวกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาจากมุมห้องซึ่งใช้เป็ที่พำนักรองรับแขกตรงรี่เข้ามารอฟังคำสั่ง เห็นคุณณรงค์กำลังชี้มือชี้ไม้ไปหลายทิศทางคล้ายแจกแจงจ่ายงานที่เหมาะสมให้อีกฝ่ายทราบ แล้วพากันหายไปทางด้านหลัง
จังหวะนั้น สูรย์ซึ่งเดินขนาบข้างมือสองข้างล้วงกระเป๋าอย่างไว้ท่าแต่เอียงคอพูดกับเธอด้วยเสียงเบาพอได้ยินกันสองคน
“บอกตามตรงไม่นึกไม่ฝันเลยจริงๆ ว่าเธอจะคือน้องปีของพี่”
นี่เป็ประโยคแรกนับแต่เช้าของวันนี้ที่สูรย์ได้เอ่ยกับเธออย่างใกล้ชิด และเขาถือสิทธิ์ในอดีต เรียกแทนตัวว่า ‘พี่’ อย่างที่เคยเป็ โดยไม่ตะขิดตะขวงใจแทนที่จะเรียกว่า ‘คุณ’ อย่างที่พูดกันวันสองวันนี้
“แล้วยังไงคะ...จะสิบปีที่แล้วเวลานี้ ตอนนี้ หรือว่าผ่านไปอีกกี่ปี...ฉันก็คือปีอยู่วันยังค่ำ”
น้ำเสียงเธอกระด้างดวงตาแข็งไร้เยื่อใย...แต่ชายหนุ่มก็มิได้ถือสา ทอดเสียงอ่อน “อย่าพูดตัดรอนกันแบบนั้นสิเมื่อเช้าที่โต๊ะอาหาร พี่ทั้งตื่นเต้น ทั้งใ แล้วก็ดีใจ...”
หญิงสาวชะงักกึกหันขวับไปมองด้วยสายตานิ่งจนไม่อาจเดาความคิดได้ “แต่ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรไปกับคุณ”
ชายหนุ่มเผลอตัวไปจับต้นแขนฝ่ายหญิง“ทำไมถึงคุยกับพี่ห่างเหินแบบนั้นล่ะ เรียกพี่ว่าพี่เหมือนเดิมแล้วแทนตัวเองว่าปีแบบเดิม เมื่อก่อนโน้น ไม่ได้หรือไง”
“ฉันไม่นับว่าคุณเป็พี่คุณมันก็แค่คนที่เคยรู้จัก อ๋อ! ไม่ใช่สิฉันไม่เคยรู้จักคุณด้วยซ้ำ ว่าคุณเป็ใคร”
“โธ่! ปี ถ้าเป็เื่...”
ชายหนุ่มกำลังจะเท้าความเื่เมื่อคืนก่อนปีวราพลันจับข้อมือของเขาสะบัดออก ยิ้มเหยียดยาว แล้วสะบัดหน้าอย่างไม่แยแสจังหวะเดียวกับที่คุณณรงค์เดินกลับมาพร้อมกับดำเกิง ทั้งคู่ยิ้มร่ามาแต่ไกล
แต่กระนั้นเท่าที่ปีวราจับสังเกตได้ กลับรู้สึกว่ารอยยิ้มสุภาพของชายสูงวัย กลับดูมีนัยยะแฝงไว้ชอบกล
.........................................................