ซานหลางต้มน้ำ ส่วนจ้าวซื่อช่วยอาบน้ำให้เจินเจิน ด้านกู้อวี้บอกให้น้องชายคนรองพาหมอเทวดาชวีเข้าไปพักผ่อนขณะที่ตนเองสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดกับท่านอารองหยวน
“ท่านอารองหยวน เหตุใดเจินเจินถึงพูดว่าก่อนคุณชายหลิ่วจะลงจากเขาไปมีคนจับตัวนางแล้วจะโยนลงหน้าผา”
หยวนเหล่าเอ้อร์ถลึงตาโต มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย?
“หลังจากพวกเราขึ้นเขาทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่ง…” หยวนเหล่าเอ้อร์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ฟัง
“พวกเราเห็นพวกเขาขึ้นไปบนยอดเขาสำเร็จแล้วระหว่างที่รอไม่มีอะไรทำจึงไปเก็บสมุนไพรที่บริเวณข้างๆ ที่พัก แต่พอกลับมาอีกครั้งกลับพบว่ามีซากศพมากมายนอนเกลื่อนคนเหล่านั้นมีทั้งองครักษ์ของคุณชายหลิ่ว และศพของคนชุดดำที่ไม่รู้ที่มาที่ไป
“ข้ารู้ในทันทีว่าสถานการณ์ไม่ดีแน่แล้ว เลยถอดเสื้อผ้าบนตัวศพออกแล้วนำมามัดติดกันเพื่อทำเป็นเชือกจะได้ปีนขึ้นไปตามหาเจินเจินบนยอดเขา ระหว่างนี้เองท่านหมอชวีก็นั่งกระเช้าลงมาชายชราผู้หน้าด้านหน้าทนผู้นั้นให้เจินเจินคอยดึงเชือกให้เพื่อที่ตัวเองจะได้ลงมาด้านล่างข้าต่อยเขาไปหนึ่งทีก่อนจะปีนขึ้นไปตามหาเจินเจิน แต่ปีนไปได้แค่ครึ่งทางก็พบว่านางกำลังไต่เถาวัลย์ลงมาเวลานั้นข้าตกใจแทบตาย ไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าบนยอดเขามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นด้วยคนแซ่ชวีผู้นั้นไม่เล่าให้ข้าฟังเลยแม้แต่ประโยคเดียว!”
กู้อวี้ฟังแล้วก็พอจับใจความเรื่องราวอย่างคร่าวๆ ได้พอประมาณคุณชายหลิ่วกับหมอเทวดาชวีเป็นคนเมืองหลวง มาที่นี่เพื่อตามหาสมุนไพร สมุนไพรที่ตามหานั้นคงมีความสำคัญอย่างมากต่อมาก็ถูกคนลึกลับกลุ่มหนึ่งไล่ตามฆ่า
นี่หมายความว่าศัตรูของทั้งคู่เป็นคนที่แข็งแกร่งมาก การที่คุณชายหลิ่วสามารถหลบหนีออกไปได้แสดงว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดา
ทั้งที่ก่อนขึ้นเขาหลิ่วตี๋สัญญาว่าจะปกป้องดูแลเจินเจินอย่างดีแต่พอถึงยามที่ภยันตรายมาถึงตัวก็กลับเลือกที่จะทอดทิ้งเด็กสาวตัวน้อย แววตากู้อวี้ยามนี้เต็มไปด้วยความคับแค้นใจเขาจะจดจำแค้นในครั้งนี้เอาไว้ แต่หากจะแก้แค้น…
เขาก้มมองขาของตนเองก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เรื่องนี้ท่านทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อไปไม่ว่าผู้ใดมาถามก็อย่าพูดเรื่องที่เกี่ยวกับคุณชายหลิ่วออกไป”
แขนมีเรี่ยวแรงไม่เท่าขา[1] เวลานี้กู้อวี้ยังไม่มีกำลังมากพอทว่าวิญญูชนแก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย
“เรื่องนี้ข้าทราบแล้ว ต้องโทษข้าที่โลภมาก หาไม่แล้ว…”
กู้อวี้ตัดบท“เรื่องที่ท่านต้องขึ้นเขาไปกับพวกเขาเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้หากเขาใช้ไม้อ่อนแล้วท่านไม่ตกลง ทางนั้นก็ต้องใช้ไม้แข็งกับท่านเป็นแน่ซึ่งหากเขาใช้ไม้แข็ง ท่านย่อมไม่มีทางขัดขืนได้เลย”
หยวนเหล่าเอ้อร์ชื่นชอบนิสัยเช่นนี้ของกู้วี้เป็นที่สุด ชายหนุ่มเป็นคนรู้จักพูด
“คุณชายหลิ่วได้ให้คนนำตั๋วเงินห้าพันตำลึงมามอบให้ท่านพ่อเป็นค่าจัดงานศพตั๋วเงินอยู่กับท่านพ่อ หากท่านพ่อกลับมา ข้าค่อยนำเงินมาให้ท่าน” กู้อวี้เอ่ยคำ
ครั้นหยวนเหล่าเอ้อร์ได้ยินคำว่าตั๋วเงินห้าพันตำลึงก็ยิ้มกว้างแววตาเป็นประกาย เขาเรียนหนังสือกับกู้อวี้มาหลายวันแล้วจึงรู้แล้วว่าห้าพันตำลึงนั้นคือเท่าใดแต่พอคิดได้ว่าเป็นเงินที่เขาเกือบต้องใช้ชีวิตแลกมา ความดีใจก็พลันสลายหายไปจนหมด
“แล้วระหว่างทางลงจากเขา พวกท่านพบเจอปัญหาอะไรอีกหรือไม่”กู้อวี้เอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าหยวนเหล่าเอ้อร์กลับมาเป็นปกติ
ขาขึ้นเขามีองครักษ์ของหลิ่วตี๋ไปด้วยจึงไม่น่ามีปัญหาอะไร ทว่าตอนกลับลงมาทุกคนเป็นคนธรรมดาไม่มีวรยุทธ์อีกทั้งบนเขายังเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย ทุกที่มีแต่อันตราย
“เจ้าคงไม่ทราบ เจินเจินของข้าเลี้ยงแมวเอาไว้หนึ่งตัว ไม่ใช่สิเป็นเจินเจินที่เข้าใจว่ามันคือแมว แต่ความจริงแล้วคือเสือขาวตัวใหญ่มากตัวหนึ่งตัวของมันน่าจะยาวประมาณสองหมี่กว่าเห็นจะได้ ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่งมันเป็นคนส่งพวกเราลงจากเขา ทั้งยังคอยไปล่าสัตว์ป่ามาให้กินเวลามันอยู่กับเจินเจินดูเชื่องและว่าง่ายอย่างยิ่ง”หยวนเหล่าเอ้อร์เล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ
กู้อวี้ “…”
เจินเจินยังมีความลับที่น่าตกใจซ่อนอยู่อีกมากน้อยเพียงใดกันนะ นางมีเรี่ยวแรงเยอะเลี้ยงเสือขาวตัวใหญ่ไว้หนึ่งตัว แล้วยังมีอะไรอื่นอีกหรือไม่
“เสือขาวตัวนี้คงไม่ได้ชื่อว่าเสี่ยวไป๋กระมัง” กู้อวี้กล่าวถาม
หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มหัวเราะออกมา “ใช่ นางเคยเล่าให้เจ้าฟังหรือ ก่อนหน้านี้ข้ากับภรรยานึกว่าเสี่ยวไป๋ที่เจินเจินพูดถึงคือบุตรของนายพรานที่อาศัยอยู่บนเขาไม่คิดว่าจะเป็นเสือขาว”
กู้อวี้คิดในใจ ยามที่ได้ยินเรื่องนี้จากปากของเจินเจิน เขาเองก็คิดว่าเสี๋ยวไป๋ที่ว่าเป็นบุตรของนายพรานซึ่งอาศัยอยู่บนเขาเช่นกันเวลานี้เองเจินเจินที่อาบน้ำชำระกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยจนตัวหอมฟุ้งก็วิ่งเข้ามาหาแล้วปีนขึ้นไปบนตักก่อนจะนั่งนิ่งอยู่บนนั้นหากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงจะอุ้มลงจากตัวไปแล้ว ทว่าหลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ชายหนุ่มก็ไม่อยากปฏิเสธทั้งยังใช้สองมือกอดเด็กหญิงเอาไว้อีกต่างหาก
“พี่ชาย คืนนี้ข้าขอนอนกับท่านได้หรือไม่”แลเห็นกู้อวี้ไม่ปฏิเสธที่ตนเองนั่งบนตักเช่นนี้ เจินเจินจึงคิดได้คืบจะเอาศอกแต่ไม่ว่าพี่ชายจะตอบตกลงหรือไม่ นางย่อมปีนเข้าทางหน้าต่างเหมือนเช่นเคยก็ได้ ก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง
“ได้สิ”
“หืม?” เจินเจินนึกว่าตนเองหูฝาดไป
กู้อวี้ใช้นิ้วดีดที่หน้าผากเจินเจินเบาๆ “เจ้าไม่ได้ฟังผิดหรอก”
เจินเจินยิ้มกว้าง ยื่นแขนไปโอบรอบคอกู้อวี้ ก่อนจะหอมแก้มอีกฝ่าย
เจินเจินไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ทำให้กู้อวี้ผู้เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงความคิดความหวาดกลัวที่เกิดจากการสูญเสีย ทำให้ชายหนุ่มเลือกที่จะทอดทิ้งขนมธรรมเนียมที่ตนเองยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอดและลดขีดจำกัดของตนเองลง
ทุกคืนเขาเฝ้าบอกกับตนเองว่า หากเจินเจินได้กลับมา เขาจะตามใจนางทุกอย่างไม่ว่าเด็กหญิงอยากทำสิ่งใด เขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้มันเป็นจริงและแม้ว่าสิ่งที่นางอยากทำจะอันตรายหรือผิดต่อขนบธรรมเนียมเขาก็จะทำให้นางโดยไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น
ไม่นานต่อมา กู้ซิ่วไฉกับกู่ซื่อก็กลับมาถึงบ้านกู้ซิ่วไฉเพิ่งกลับมาจากไปสืบหาข่าวว่าแถวนี้มีนายพรานบ้างหรือไม่เพราะคิดว่าหากอาศัยแค่คนของสำนักคุ้มกันภัยคงไม่เพียงพอในขณะที่กู่ซื่อไปจุดธูปขอพรที่วัด เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้เจินเจินกับครอบครัวกลับมาอย่างปลอดภัย
ครั้นกลับมาถึงบ้านและเห็นครอบครัวของหยวนเหล่าเอ้อร์กลับมาอย่างปลอดภัย สามีภรรยากู้ก็น้ำตาไหลออกมาอย่างปลื้มปีติมื้อเย็นกู่ซื่อทำอาหารมากมายหลายจานเพื่อฉลองที่ครอบครัวของหยวนเหล่าเอ้อร์กลับมาอย่างปลอดภัยหยวนเหล่าเอ้อร์กินอิ่มจนหน้าท้องนูนขึ้นมาเล็กน้อย รสชาติอาหารฝีมือกู่ซื่ออร่อยมากจริงๆ
หลังจากกินข้าวเสร็จกู่ซิ่วไฉมอบตั๋วเงินให้แก่หยวนเหล่าเอ้อร์ ก่อนที่สามีภรรยาสกุลหยวนจะบอกลาแล้วกลับบ้านไปก่อนนอนหยวนเหล่าเอ้อร์ที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเอ่ยกับจ้าวซื่ออย่างทอดถอนใจว่า“ปัญหาทำให้เห็นธาตุแท้ของคน คนดีเช่นสกุลกู้ใต้หล้านี้ไม่รู้จะมีอีกหรือไม่บัดนี้พวกเราพอมีฐานะขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่สู้จัดแจงเรื่องแต่งงานของเจินเจินกับกู้อวี้เสียให้เรียบร้อยไม่ว่าขาของกู้อวี้จะหายดีหรือไม่ก็ตาม ขอแค่เจินเจินมีชีวิตที่สุขสบายได้รับการดูแลอย่างดี เพียงแค่นี้ข้าก็สบายใจแล้ว”
จ้าวซื่อย่อมตามใจผู้เป็นสามี อีกทั้งหลังเกิดเรื่องนี้ขึ้นนางเองก็รู้สึกว่าคนสกุลกู้ช่างเป็นคนดีเหลือเกินหากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เมื่อได้ยินว่าพวกนางเสียชีวิตบนเขา คงจะยึดเอาเงินที่ได้มาเป็นของตนเองไปแล้วนั่นคือตั๋วเงินตั้งห้าพันตำลึงเชียวนะ
“ข้าแล้วแต่ท่าน สกุลกู้หัวอ่อน พวกเราสามารถบงการได้ประการสำคัญคือฝีมือการทำอาหารของฉินเจียมู่นั้นยอดเยี่ยมมาก” จ้าวซื่อเอ่ยตอบ
หยวนเหล่าเอ้อร์พยักหน้า เวลานี้เองได้มีเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น บนท้องฟ้าปรากฏแสงจากพลุสว่างจ้า
หยวนเหล่าเอ้อร์สวมเสื้อนอกลุกออกไปดู พบว่าพลุมากมายถูกจุดขึ้นทำให้ท้องฟ้าในเวลานี้สว่างจ้าไปทั่วบริเวณ เขามองไปยังทิศทางที่พลุถูกจุดมาจากทิศทางของบ้านสกุลกู้
“ฉินเจียกงบอกว่าพลุเหล่านี้คนของสำนักคุ้มกันภัยซื้อหามาเพื่อใช้จุดเป็นสัญญาณทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า หากคนของสำนักคุ้มกันภัยเจอกับอันตรายบนเขาจะจุดพลุส่งสัญญาณให้ทราบแต่หากพวกเรากลับมาที่หมู่บ้านแล้ว สกุลกู้จะจุดพลุเพื่อส่งสัญญาณให้คนบนเขากลับลงมา”
“แล้วถ้าพวกเขาแกล้งทำเป็นไม่เห็นเล่า หากรออยู่บนเขาอีกหลายวันถึงค่อยลงมา”จ้าวซื่อเอ่ยถามอย่างใสซื่อ ด้วยเพราะนี่เป็นนิสัยของสามีนาง
[1]แขนมีเรี่ยวแรงไม่เท่าขาเป็นสำนวน อุปมาถึง เมื่อมีกำลังน้อยก็ไม่ควรไปต่อสู้ให้เสียเวลา