16
ต้องมาบ่อย ๆ เสียแล้ว
หลังจากเก็บผักเสร็จเจียงถิงถิงก็พาผู้ช่วยหนุ่มเข้าไปในครัวเพื่อยกอาหารหลากหลายที่นางลุกมาเตรียมเสียั้แ่ยังไม่ถึงยามเฉิน มีทั้งปลาเผา หมูกรอบ กุ้งต้มที่ถูกนางแกะเปลือกออกไปจนหมด อันอี้เฉินยกชามน้ำจิ้มสีไม่คุ้นตา พร้อมทั้งจานแผ่นแป้งสีขาวขุ่นไม่หนาไม่บางตามนางออกไป
เขาเคยบอกนางว่าจะส่งสาวใช้มาให้อีกนางก็ไม่้า มีเพียงผู้คนเดียวที่นางอยากให้อยู่ข้างกายงานอื่น ๆ นางก็ทำได้เองจนหมดจึงไม่้าให้ใครเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายในเรือน
พอมาถึงโถงกลางเรือนก็ยื่นจานอาหารให้เจียงถิงถิงนำขึ้นโต๊ะจัดเรียงไว้ จัดแจงวางอาหารเสร็จเ้าของเรือนก็นั่งลงก่อนจากนั้นบุรุษข้างกายก็ขยับตัวนั่งตาม แต่ยังไม่ทันที่ผู่เย่ว์จะได้นั่งลงข้างกายนายหญิงของตนก็มีเสียงทุ้มเข้มดังมาจากประตู
แม้ไม่ได้ยินบ่อยเท่าใด แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนจำได้ว่าเป็เสียงของเ้าของคฤหาสน์ทั้งหลังแห่งนี้
“ข้ามาทันมื้อเช้าพอดีสินะ ดีเสียจริง” หยุนฮ่าวหรานกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มปนความขบขันเล็กน้อย ขาเรียวยาวก้าวข้ามธรณีประตูเดินตรงเข้ามานั่งข้างกายภรรยาเอกอย่างเจียงถิงถิง ท่ามกลางความเงียบแม้ไม่มีผู้ใดออกปากเชื้อเชิญ
“ท่านมีธุระใด มาทำไมแต่เช้า” ไม่รีรอสิ่งใดเจียงถิงถิงวางตะเกียบในมือลงแล้วหันไปถามด้วยสีหน้าจริงจัง นางไม่มีเหตุอันใดให้มีเยื่อใยต่อบุรุษผู้นี้ จึงไม่จำเป็ต้องรักษามารยาท อยู่ ๆ ก็มาเรือนนางแต่เช้าเช่นนี้หากไม่มีเื่ก็คงต้องมีเื่เป็แน่ ที่ผ่านมาพันค่ำคืนหมื่นราตรีไม่เคยย่างกรายมาเรือนภรรยาเอกเลยสักครั้งแท้ ๆ
“ข้ามากินข้าวกับฮูหยินตนเองมีอันใดแปลกหรือ”
“ท่านเองก็รู้ว่าระหว่างเราสองคน มันเป็อย่างไร ไม่ต้องอ้อมค้อมมีสิ่งใดก็กล่าวมาเถอะ”
“ข้าเพียงอยากมากินอาหารฝีมือฮูหยินก็เท่านั้น” พลันตะเกียบไม้คีบหมูกรอบหั่นชิ้นจ่อริมฝีปากหลังกล่าวจบ หยุนฮ่าวหรานดมกลิ่นอาหารที่ถูกตะเกียบคีบอยู่จากนั้นจึงเอ่ยถามคนข้าง ๆ อีกครั้งด้วยความอยากรู้
“นี่เนื้อหมูใช่หรือไม่” เจียงถิงถิงขยับริมฝีปากลงอย่างเซ็ง ๆ จากนั้นก็ถอนหายใจเอือกใหญ่ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุรุษที่มีฐานะเป็สามีจึงทำตัวแปลกประหลาดเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมาสนใจใยดีภรรยาเอกอย่างนางเลยสักครั้ง
“ใช่ นั่นหมูกรอบกินไม่เป็ก็ไม่จำเป็ต้องฝืน ท่านกลับไปกินกับซ่งเยี่ยนฟางก็ย่อมได้” คนทำตอบด้วยใบหน้าไม่ใส่ใจพลางยกตะเกียบขึ้นมาคีบกุ้งวางบนแผ่นแป้งที่นางทำเอง จากนั้นจึงหยิบผักมาวางทับไป้า ตักน้ำจิ้มในชามราดไปเป็อย่างสุดท้าย พอพันแป้งเข้าหากันจนเป็ม้วนได้ก็ยัดใส่จนเต็มปาก
อันอี้เฉินมองการกระทำของนางด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เดี๋ยวนี้ไม่ว่านางทำสิ่งใดล้วนแต่ดูงดงามน่าเอ็นดูสำหรับเขาทั้งสิ้นไม่เว้นตอนกำลังออกปากบ่นเขาพร่ำเพรื่อก็ตาม พอเห็นนางเคี้ยวจนหมดจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน “อร่อยหรือไม่”
“เหตุใดยังต้องถาม ท่านกินอาหารที่ข้าทำมาตั้งกี่เดือนแล้วคุณชายอัน”
“ฮ่า ๆ จะไม่ถ่อมตัวเสียหน่อยหรือ” คนฟังหยอกเย้าก่อนจะเอื้อมมือที่มีตะเกียบอยู่ไปคีบผัดผักมาใส่ชามตนเอง ท่ามกลางสีหน้าไม่ยินดียินร้ายของหยุนฮ่าวหราน เขารู้สึกว่าญาติผู้น้องและภรรยาเอกของตนสนิทชิดใกล้กันเกินกว่าที่ควรอย่างที่ซ่งเยี่ยนฟางเคยบอกเอาไว้
“ข้าอยากกินอาหารฝีมือเ้า และเ้าก็ควรปรนนิบัติข้าไม่ใช่หรือในฐานะฮูหยินของข้า” หยุนฮ่าวหรานกล่าวราวกับกำลังข่มผู้ใดอยู่และญาติผู้น้องของเขาก็ฉลาดพอจะรู้ว่า บัดนี้ญาติผู้พี่ของตนเองคงรู้สึกหึงหวงภรรยาเอกขึ้นมาบ้างแล้วกระมังจึงได้มีท่าทีเช่นนี้ต่อเขา
“เหอะ ท่านคงฝันอยู่กระมัง จึงได้คิดว่าข้าจะปรนนิบัติท่านกินอาหาร อยากกินก็กินเองไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียหน่อย ข้าก็จะกินของข้ากินไม่ได้ก็เชิญกลับได้เลยเ้าค่ะ สามี” เจียงถิงถิงว่าจบก็ใช้ตะเกียบลอกหนังปลาที่มีเกลือโปะข้างนอกอยู่ออก ไอร้อนระอุพวยพุ่งออกมาจากเนื้อปลาสีขาว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของใบชาลอยตลบอบอวลจนผู้ที่นั่งอยู่ลอบกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว
น้ำจากเนื้อปลาปริ่มเปรอะตะเกียบไม้ยามที่เจียงถิงถิงใช้มันกดลงไปบนเนื้อปลาสีขาว จากนั้นจึงคีบเนื้อปลาใส่ปากเคี้ยวสีหน้าราวกับกำลังล่องลอยก็ไม่ปาน บุรุษทั้งสองรีบยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อปลามาชิมด้วย
"ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ารสมือเ้าดีเช่นนี้ เห็นทีข้าคงต้องมากินอาหารของเ้าบ่อย ๆ เสียแล้ว" เอ่ยเย้าภรรยาเอกเสร็จก็ยื่นตะเกียบไปคีบกุ้งที่จานกลางมาจิ้มน้ำจิ้มอย่างเจียงถิงถิงทำเมื่อครู่ ปากก็เคี้ยวอาหารไม่หยุด มือก็คืบอาหารไม่ปล่อย หยุนฮ่าวหรานกินอาหารมากกว่าทุกวันจนบ่าวคนสนิทเองยังนึกแปลกใจ
ั้แ่เดือนก่อนเ้านายของเขาก็ไม่อยากอาหารเลย ทำสิ่งใดให้ก็ตักชิมไม่กี่คำก็ทิ้งเสียแล้วแม้แต่ซ่งเยี่ยนฟางป้อนก็ยังไม่เจริญอาหารเท่าที่ควร
ตอนนี้กลับสนใจกินอาหารซ้ำยังให้ฮูหยินที่เคยบ่นว่าเกลียดนักเกลียดหนาสอนกินอาหารอีก
หลังกินอาหารกันเสร็จเ้าของเรือนข้างอย่างเจียงถิงถิงก็ขอตัวออกไปก่อนเพื่อชงชาดอกไม้ที่นางทำเองมาให้ หยุนฮ่าวหรานและอันอี้เฉินจึงถูกไล่มานั่งเล่นที่ศาลาดอกท้อริมบ่อบัว
"เ้ากับฮูหยินคงสนิทกันมากใช่ไม่"
"ข้ากับนางเป็สหายกันมาเกือบสิบปีแล้ว จะไม่สนิทได้อย่างไรเล่าท่านพี่"
"เช่นนั้นข้าคงต้องเตือนเ้าไว้ อย่าใกล้ชิดนางให้มากภายนอกจะเข้าใจผิดได้" น้ำเสียงคร่ำเครียดเอ่ยบอกญาติผู้น้องของตน เขารู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้ทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่านี้จึงเอ่ยเตือนออกไป
"ข้าไม่สนใจปากผู้อื่น ถิงถิงเองนางก็บอกข้าเช่นนั้น แล้วตอนนี้นางยิ่งไม่คล้ายถิงถิงคนเก่าไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่านางคือฮูหยินของท่านพี่ ท่านไม่ต้องเป็ห่วงไป" คนฟังกำมือแน่นระงับโทสะที่สุมอกเอาไว้ พลางคิดในใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป กำปั้นค่อย ๆ คลายออกพร้อมกับที่หยุนฮ่าวหรานแย้มรอยยิ้มให้ญาติผู้น้องของตน
"แต่อย่างไรเสียนางก็ยังได้ชื่อว่าเป็ฮูหยินของข้า"
"ท่านพี่ไม่ต้องคิดมากไป ข้าจะรอให้ครบหนึ่งปีดังที่ท่านกับนางได้ให้สัตย์สัญญากันไว้" รอยยิ้มเสแสร้งของคนอายุมากกว่าหุบลงเร็วพลัน ใบหน้าเจื่อนลง
"มื้อเช้านายท่านไปกินข้าวที่เรือนข้างเ้าค่ะนายหญิงรอง"
"คนแซ่เจียงนั่นล่อลวงท่านพี่ ข้าจะกำจัดนางไปให้ได้ เ้าคอยดูเถอะหลินซาง"