ฝุ่นดินและละอองใบไม้ชื้นกระจัดกระจายตลบอบอวลกวาดผ่านร่องหินราวกับลมพายุหมุนขนาดย่อม หลงเทียนกดแผ่นหลังแนบสนิทเข้ากับผิวััขรุขระของโขดหินแกรนิตสีเทาดำขนาดมหึมา มือข้างหนึ่งของเขากดบ่าของหลินเยว่ให้หมอบต่ำลง ขณะที่มืออีกข้างคว้าคอเสื้อป่านของศิษย์พี่เป่ากระชากลงมารวมกลุ่มใต้เงาหินอย่างทุลักทุเล แรงสั่นะเืที่แล่นพล่านขึ้นมาจากผิวดินป่าไม่ต่างจากคลื่นความถี่สูงในห้องเครื่องจักรโรงงาน เสียงกิ่งไม้ใหญ่หักโค่นและเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านะเิก้องใกล้เข้ามาจนแก้วหูอื้ออึง
“หมอบไว้! อย่าเพิ่งขยับ!” หลงเทียนเค้นเสียงกระซิบสั่งการลอดไรฟัน สายตาจ้องเขม็งผ่านช่องว่างระหว่างซอกหินออกไปเบื้องหน้า
เงาร่างของสัตว์อสูรหลากหลายสายพันธุ์พุ่งทะยานผ่านแนวไม้ที่หักระเนระนาดไปทีละตัว สุนัขจิ้งจอกอัคคีขนสีแดงเพลิงสามตัวะโข้ามพุ่มไม้หนามอย่างไม่คิดชีวิต หางของพวกมันลุกไหม้เป็เปลวไฟสั้นๆ ทิ้งรอยเขม่าดำไว้ตามใบไม้ หมูป่าเขี้ยวหินิัหนาสีเทาดำวิ่งชนตอไม้ผุจนกระจุยเป็เศษซาก ร่างกายเทอะทะของมันเบียดเสียดชนกันเองจนเกือบเสียหลักล้ม แต่พวกมันก็ไม่ได้หันมารังควานมนุษย์สามคนที่ซ่อนอยู่แม้แต่น้อย ดวงตาของสัตว์ร้ายทุกตัวเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด ราวกับเื้ัของพวกมันมีเพชฌฆาตที่มองไม่เห็นกำลังไล่กวาดชีวิต
ท่ามกลางฝุ่นดินสลับเสียงฝีเท้าหนีตาย หลงเทียนสะดุดตากับร่างปราดเปรียวร่างหนึ่งที่กระโจนออกจากดงดิบ มันคือกวางวารีระดับสอง สัตว์อสูรที่ตามตำราทั่วไปของสำนักระบุว่าจะอาศัยเฉพาะในเขตลำธารลึกที่มีปราณน้ำหนาแน่น ทว่ายามนี้ สภาพของมันกลับดูไม่ได้ ผิวเกล็ดละเอียดสีครามที่ควรจะชุ่มชื้นมันปลาบกลับแห้งผาก แตกเป็ริ้วลายและมีฝุ่นสีเทาเกาะกรังจนคล้ายดินแห้งแล้ง ดวงตาคู่กลมโตสีน้ำเงินเข้มขุ่นมัวฉายแววแตกตื่น ลมหายใจที่พ่นออกจากจมูกมีฟองน้ำลายสีขาวแห้งกรังเกาะอยู่ตรงมุมปาก มันสะดุดรากไม้จนหน้าทิ่มดิน แต่ก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยขาที่สั่นเทา ก่อนจะพุ่งร่างแหวกกอหญ้าหนีเตลิดไปทางทิศใต้โดยไม่เหลือบมองมนุษย์หรือแม้แต่สัตว์อสูรธาตุไฟรอบข้าง
หลงเทียนขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณความระแวงทำหน้าที่เร็วกว่าสมอง ความเป็จริงทางกายภาพของโลกนี้กำลังเพี้ยน กวางวารีที่ขาดน้ำจนเกล็ดแห้งกรังพุ่งหนีมาบนทางลาดชันแห้งแล้งของเทือกเขาวารีอภิบาลเนี่ยนะ? มันเหมือนกับเห็นกบูเาพุ่งหนีตายข้ามถนนยางมะตอยตอนเที่ยงวันเพื่อหาที่หลบแดด ชัดเจนว่าในป่าลึกข้างในต้องเกิดเื่ผิดปกติร้ายแรงจนระบบนิเวศน์พังทลายชั่วคราว
เมื่อสิ้นเสียงฝีเท้ากู่ร้องตัวสุดท้าย ฝุ่นดินค่อยๆ ลอยฟุ้งกระจายตัวออกไปตามกระแสลมป่า หลงเทียนขยับเท้าขวาเคาะส้นเท้าลงบนหน้าดินเบาๆ สองครั้ง เ้าเหราที่แนบตัวราบไปกับโคลนปนฝุ่นป่าขยับหัวเหลี่ยมสีมรกตขึ้นช้าๆ มันส่งเสียงขู่ฟู่แ่เบาเพื่อบอกว่ารอบตัวปลอดภัยแล้ว หลินเยว่ถอนหายใจยาวพลางเอามือลูบอก ตัวสั่นระริกขณะที่ศิษย์พี่เป่าค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ปัดเศษดินออกจากกางเกงป่านด้วยใบหน้าที่ถอดสี
“คุณพระช่วย... สัตว์อสูรหลากธาตุวิ่งรวมกันหนีตายเป็ฝูงแบบนี้ ข้าอยู่สำนักมาสามปียังไม่เคยพบเห็นเลยหลงเทียน! นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นในป่าส่วนลึกกันแน่?” เป่าเอ่ยพลางกระชับขวานสั้นในมือแน่นเหงื่อท่วมฝ่ามือ
“หากพวกมันแตกตื่นเพราะภัยพิบัติในป่าลึก ก็ไม่ควรมีสัตว์อสูรธาตุน้ำเตลิดออกมาในสภาพขาดปราณวารีเช่นนั้น” หลินเยว่กระซิบเสียงเครือ พลางขยับหน้ากากผ้าปิดจมูก “กวางวารีตัวเมื่อครู่แทบไม่มีพลังปราณหลงเหลือเพื่อปกป้องผิวเกล็ด มันดูราวกับถูกบางสิ่งรีดเค้นปราณวารีออกจากร่างจนหมดสิ้น...”
ยังไม่ทันที่หลงเทียนจะวิเคราะห์ต่อ เสียงฝีเท้าที่ก้าวย่างแ่เบาและสม่ำเสมอผิดกับเสียงตื่นตระหนกเมื่อครู่ก็ดังขึ้นจากทาง้าเนินเขาลาดฝั่งขวา เสียงฝ่าตีนบดใบไม้แห้งดัง *กรวบ... กรวบ...* อย่างมีจังหวะจะโคนจนเ้าเหราตวัดปลายหางโค้งตั้งชันเตือนภัยทันที
หลงเทียนหันขวับไปมอง มือซ้ายขยับลงต่ำหลบอยู่ใต้ร่มผ้าป่านเกร็งกล้ามเนื้อพร้อมเรียกรับแรงปะทะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ทว่าร่างที่ก้าวผ่านม่านฝุ่นควันลงมากลับเป็หญิงสาวในชุดศิษย์ฝึกหัดสีฟ้าครามสะอาดสะอ้าน ชายแขนเสื้อของนางปักลวดลายเมฆาสามเส้นบ่งบอกฐานะศิษย์ฝึกหัดขั้นปลาย รูปร่างโปร่งบาง ใบหน้ารูปไข่พริ้มเพราแฝงแววสงบนิ่งจนดูขัดกับบรรยากาศวิบัติรอบตัว บนบ่าขวาของนางมีนกขนาดกลางขนสีแดงชาดส่องประกายสลวยงดงามเกาะอยู่ ดวงตาของวิหคตัวนั้นล้อมรอบด้วยวงขนสีทองเหลืองอร่าม คอยก้มๆ เงยๆ ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ แหลมสั้น แต่ปีกยาวของมันกลับขยับไหวไปมาอย่างกระสับกระส่าย ดั่งพยายามจะเสาะหาร่องรอยบางอย่าง
“เฟิ่งหลิง... เหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?” หลินเยว่หลุดปากอุทานด้วยความแปลกใจ
สตรีผู้มาใหม่คลี่ยิ้มบางเบา ดวงตาสีดำขลับลึกล้ำกวาดมองคนทั้งสามและสะดุดเข้าที่เ้าเหราครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ “ศิษย์น้องหลินเยว่ ศิษย์พี่เป่า และ... ศิษย์น้องหลงเทียนสินะ ข้าคือเฟิ่งหลิง พอดีมารับภารกิจลาดตระเวนชายขอบป่าชั้นนอกเพื่อสะสมแต้มผลงานเช่นกัน เมื่อเห็นฝุ่นดินฟุ้งตลบจึงนึกห่วงว่าพวกท่านจะถูกฝูงสัตว์อสูรทำร้าย”
ศิษย์พี่เป่าขมวดคิ้วก้าวมายืนข้างหลงเทียน กระซิบเสียงเบาจนแทบไม่พ้นริมฝีปาก “หลงเทียน... นางผู้นี้ไม่ธรรมดา นางหงส์สีชาด สัตว์อัญเชิญสายเืวิหคอัคคีชั้นสูงสายเืบริสุทธิ์ มูลค่าของมันในตลาดประมูลอาจเทียบเท่าอาคารที่พักของสายนอกถึงสามหลัง เหตุใดศิษย์ฝึกหัดที่มีสัตว์ระดับนี้ต้องมาทนเหนื่อยสะสมแต้มผลงานเล็กน้อยร่วมกับศิษย์ระดับล่างเช่นพวกเราในวันหยุดด้วย? เื่นี้ผิดปกติเกินไป”
หลงเทียนปัดสายตามองท่าทางของเฟิ่งหลิง นิ้วมือของนางเรียวยาวสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณละเอียดผุดผ่องไร้แผลช้ำจากการทำงานหนักแบบศิษย์ฝึกหัดทั่วไป แถมที่นิ้วชี้ข้างซ้ายยังสวมแหวนหยกสีเข้มอันเป็อุปกรณ์มิติคุณภาพสูงที่มักพบเฉพาะในกลุ่มนายน้อยตระกูลใหญ่ ข้ออ้างเื่การเร่งหาแต้มผลงานเพื่อเลื่อนขั้นด่วนจึงฟังดูเหมือนหัวหน้าแผนกผู้ดีเงินถังที่แอบขับรถยุโรปมารับส่งงานพาร์ทไทม์ส่งอาหารเพื่อแก้เบื่อ ชัดเจนว่านางมีเจตนาซ่อนเร้นบางอย่าง
“ข้าพอรู้ทิศทางป่าแถบนี้และเส้นทางอ้อมหลบฝูงสัตว์อสูรตื่นตระหนกได้อย่างปลอดภัย” เฟิ่งหลิงเอ่ยเสนอตัวพลางชี้มือไปทางแนวเทือกเขาชันทิศตะวันตก “หากพวกท่านไม่รังเกียจ ข้าขอร่วมทางไปด้วยจะดีกว่า อย่างไรเสียทางไปแปลงสมุนไพรอภิบาลเก่าที่พวกท่านต้องซ่อมแซมก็อยู่ในเส้นทางเดินอ้อมของข้าพอดี”
หลงเทียนนิ่งเงียบประเมินข้อมูลในสมอง ในสถานการณ์ที่แผนที่ในมือศิษย์พี่เป่าอาจใช้งานไม่ได้ผลเพราะทิศทางสัตว์ป่าอพยพเปลี่ยนหน้ามือเป็หลังมือ การมีระบบ GPS เดินได้ย่อมดีกว่าการเดินสุ่มเข้าไปชนกลุ่มะุปืนกล แต่เขาก็ไม่พร้อมจะแบกคนแปลกหน้าชวนสงสัยเข้าไปข้างหลังโดยไม่มีการป้องกัน
“ตกลงครับ แต่พวกเราจะใช้เส้นทางไหล่เขาตะวันตกตามที่คุณว่า หวังว่าข้อมูลเส้นทางปลอดภัยของแม่นางเฟิ่งหลิงจะไม่พาพวกเราไปจอดป้ายกลางรังตัวอะไรเข้านะครับ” หลงเทียนตอบเสียงเรียบ พลางสบตาเฟิ่งหลิงนิ่ง
เฟิ่งหลิงเพียงแค่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าดวงตากลับพินิจดูหลงเทียนอย่างวิเคราะห์ลึกซึ้ง
---
ขบวนเดินทางปรับเปลี่ยนทิศทางก้าวเดินสูงขึ้นตามแนวทางลาดไหล่เขาทางทิศตะวันตก ความชันของทางลาดหินกรวดทำให้ฝีเท้าสไลด์ลื่นไถลได้ง่าย หลงเทียนต้องใช้จอบพิเศษที่ผู้าุโโม่ให้ยืมปักยึดกับดินป่าเพื่อพยุงตัวประคองตำแหน่งเป็ระยะ เสียงลมหายใจของศิษย์พี่เป่าดังฟืดฟาดด้วยความเหนื่อยล้า ขณะที่หลินเยว่คอยกวาดสายตามองซ้ายขวาเพื่อคัดสรรสมุนไพรสดขูดลงห่อผ้า
“ศิษย์น้องหลงเทียน ลองดูรอบด้านสิ มีบางสิ่งผิดธรรมชาติอย่างยิ่งในผืนป่าแห่งนี้” เฟิ่งหลิงชี้ชวนขณะหยุดยืนข้างโคนต้นไม้ใหญ่โบราณ
หลงเทียนเดินเข้าไปใกล้พิจารณาตามพิกัดที่นางชี้ ที่โคนต้นไม้มีรอยถูกเปลวไฟแผดเผาจนเปลือกไม้หนาสีน้ำตาลแห้งเกรียมลอกร่อน ควันไฟจางๆ ยังคงระเหยลอยละล่อง ทว่าเมื่อก้มลงมองหน้าดินรอบโคนรากกลับพบว่าผิวดินเปียกชื้น มีน้ำขังเอิบอาบสลับกับรอยโคลนเหนียวหนะกระจัดกระจาย ราวกับเพิ่งมีถังน้ำขนาดใหญ่โดนเทราดลงบนดินที่ไหม้เกรียม ข้อมูลกายภาพช่างขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เขตป่าชุ่มชื้นอันอุดมด้วยปราณวารีจะเกิดรอยไหม้สลับกับดินเละโคลนกะทันหันเช่นนี้ได้อย่างไรหากไม่ใช่เพราะฤทธิ์เดชของสัตว์ร้าย
หลงเทียนยกเท้าซ้ายเคาะลงบนหินผุเบาๆ สองจังหวะถี่ประสานงานใต้ดินกับเ้าเหรา มันเป็ระบบสัญญาณเคาะส้นเท้าแบบคีย์ลัดบนคีย์บอร์ดที่เขาตั้งค่าและซักซ้อมมาอย่างดี
*แปะ... แปะ...* (สดับแรงสั่นะเืปฐีเฉพาะจุด)
เ้าเหราที่หมอบต่ำลากพุงอยู่ข้างโคนไม้ปักกรงเล็บแหลมคมลงลึกกับผิวดินเปียก มันสั่นหัวเบาๆ ส่งกระแสคลื่นตอบรับกลับมาสู่ส้นเท้าของหลงเทียน แรงะเืย้อนกลับแฝงคลื่นไอเย็นกระเพื่อมถี่หยดหน่วงใต้ชั้นดินหนาม มันไม่ใช่พลังงานไฟปะทุของูเาไฟ แต่เป็พลังปราณน้ำที่กำลังบีบตัวเคล้นอัดแทรกซึมไปตามรอยต่อของเปลือกโลกราวกับมีท่อส่งน้ำแรงดันสูงรั่วอยู่ใต้ฝ่าเท้า
ในจังหวะนั้นเอง เ้าหงส์สีชาดบนบ่าของเฟิ่งหลิงกลับตื่นตัวขึ้นกะทันหัน มันยืดคอระหงขนสีเพลิงชี้ตั้งแผ่รัศมีความร้อนอ่อนๆ ทว่าแววตาคู่กลมสีทองกลับเบิกกว้างจ้องตรงไปยังทิศทางลำธารหินแห้งขอดด้านล่างซึ่งห่างออกไปราวสิบวา ร่างกายของมันกระสับกระส่ายจนสลัดกรงเล็บแหลมพยายามโผกระพือปีกบินพุ่งลงไปหามวลอากาศที่ปะปนกระแสไอเย็นนั้นดั่งพบเจอน้ำทิพย์โอสถรักษารอยเ็ป
“นิ่งลงเดี๋ยวนี้!” เฟิ่งหลิงหลุดปากเอ่ยเสียงต่ำ ร่างบางเกร็งชะงักลนลานรีบใช้สองมือโอบตะครุบร่างวิหคอัคคีไว้แน่นประคองแนบอก มือเรียวสั่นระริกยามลูบลงตามแผงขนสีเพลิงเพื่อสยบความกระวนกระวาย แววตาคู่สวยฉายประกายลนลานปิดบังอย่างเด่นชัดยามที่นางพยายามหลบสายตาวิเคราะห์ของหลงเทียนก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ พลางคลี่ยิ้มแห้งแล้งกลบเกลื่อน “ขออภัยด้วย... เ้าตัวเล็กของข้าคงตอบสนองต่อกระแสพลังย้อนแย้งกะทันหัน สัตว์ธาตุเพลิงเมื่อพบเจอไอเย็นย่อมเกิดความกระสับกระส่ายขึ้นบ้างเป็ธรรมดา”
หลงเทียนตีสีหน้าเรียบเฉย พยักหน้ารับคำของนางเบาๆ แต่ในใจกลับหัวเราะในความไม่แเีนั้น สัตว์อัญเชิญธาตุไฟระดับสูงที่แพ้ไอเย็นจนคลั่งตื่นใ? แต่เมื่อครู่หงส์ของนางแทบจะโผบินตรงดิ่งเข้าหาทิศทางแหล่งไอเย็นนั้นเองอย่างกระตือรือร้นราวกับมันเจอสมบัติล้ำค่าที่ช่วยต่อชีวิตได้ แถมตัวนางเองก็ลนลานกลบเกลื่อนรอยต่อพิรุธจนนิ้วมือสั่นระริก ชัดเจนว่าสตรีผู้นี้แสร้งทำเป็เดินสะสมแต้มผลงานเพื่ออาศัยพวกตนบังหน้าในการสืบเสาะหาตำแหน่งของ “แหล่งปราณน้ำพิเศษ” บางอย่างในพื้นที่เทือกเขาร้อนแห่งนี้โดยไม่ให้คนในสำนักจับตา
ทว่ายังไม่ทันที่หลงเทียนจะซักไซ้ต่อ เสียงของศิษย์พี่เป่าที่เดินล่วงหน้าไปตรวจป้ายพิกัดพ้นเหลี่ยมผาก็ดังขึ้นในโทนเสียงต่ำเครียด “หลงเทียน! หลินเยว่! รีบมาดูตรงนี้ด่วน!”
หลงเทียนและหลินเยว่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาศิษย์พี่เป่าที่ยืนหอบอยู่ข้างต้นสนโบราณพิกัดริมหน้าผา บนเปลือกไม้สนหนาปรากฏรอยสัญลักษณ์อย่างเป็ทางการของกองตรวจตรานอกสำนักธาราเมฆ ซึ่งเป็สลักรอยรูปวงกลมล้อมเครื่องหมายขีดสามเส้นเพื่อบ่งบอกทิศทางหลบเลี่ยงหน้าผาสูงชันอันตราย ทว่ายามนี้ รอยไม้กลับโดนของมีคมขูดแกะใหม่อย่างรีบร้อน เศษไม้สดยังตกอยู่ที่พื้นโคนต้น รอยเดิมถูกขูดจนเว้าแหว่งสลับเปลี่ยนเป็รูปหัวลูกศรชี้ทางลงไปสู่หุบเขาลึกทิศใต้แทน
“ตราพิกัดปลอดภัยของกองตรวจลาดตระเวนถูกผู้ใดจงใจแก้ไขลบสลักใหม่! รอยแกะสลักเดิมถูกขูดจนแหว่งแล้วขุดทับเป็หัวลูกศรชี้ลงสู่หุบเขาลึกด้านทิศใต้แทน” เป่าชี้ไม้ชี้มือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผู้ใดกันช่างชั่วช้ากระทำการอุกอาจระหว่างภารกิจศิษย์ฝึกหัดเช่นนี้? นี่มิใช่้าล่อผู้คนไปสู่นอกเส้นทางเพื่อเอาชีวิตหรอกหรือ!” หลินเยว่หน้าเสีย มือที่ประคองถุงยาเริ่มสั่น
“หรือจะเป็ฝีมือของพวกจ้าวเฟิงและกวนเซิง? พวกมันอาจสั่งให้ใครลอบขึ้นมาแก้ไขตราพิกัดเพื่อล่อพวกเราเข้าไปติดกับดักฝูงอสูรคลั่ง หวังปิดปากเื่การประลองเมื่อวานนี้!” เป่าเสนอหน้าดำคร่ำเครียด
หลงเทียนส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ “กวนเซิงอยากให้เราทำงานพลาดเพื่อหาเื่ไล่ออก หรือแกล้งให้เราเหนื่อยรากเื แต่การส่งคนขึ้นมาแก้ไขสัญลักษณ์เขตล่าป่าชั้นนอกในจังหวะสัตว์ตื่นกระเจิงกะทันหันแบบนี้ดูจะมีต้นทุนและเวลาเตรียมการมากเกินไปสำหรับสลัดคราบแกล้งส่วนตัว... มันเหมือนมีระบบที่ใหญ่กว่านั้นกำลังขุดบ่อล่อปลาอะไรบางอย่างอยู่ และมีใครบางคนไม่อยากให้คนนอกเข้าไปขัดจังหวะในพิกัดลึก”
สายตาประชดประชันของหลงเทียนเหลือบมองไปที่เฟิ่งหลิงที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง นางดูไม่ตื่นตระหนกกับป้ายที่ถูกแก้ไขเลยแม้แต่น้อย ท่าทางของนางยืนยันชัดเจนว่านางรู้ว่ามีคนบางกลุ่มกำลังปฏิบัติการลับอยู่ในเขตป่าแห่งนี้
---
“รอเดี๋ยวก่อนครับแม่นางเฟิ่งหลิง” หลงเทียนก้าวเท้าไปขวางหน้าสตรีในชุดฟ้าครามช้าๆ ขณะที่ขบวนกำลังจะออกเดินเท้าตัดลงเนินลาดเขาตะวันตก
เฟิ่งหลิงชะงักฝีเท้า เอียงคอเล็กน้อยอย่างฉงนใจ เ้าหงส์สีชาดบนบ่าของนางหรี่ตาส่งเสียงขู่ฟู่เตือนสติ “มีเื่ใดหรือ ศิษย์น้องหลงเทียน?”
“ก่อนที่เราจะก้าวเข้าหาเป้าหมายแปลงสมุนไพรอภิบาลเก่า เราต้องเคลียร์กติกาการอยู่ร่วมกันใหม่สักหน่อย” หลงเทียนเปิดประเด็น น้ำเสียงแฝงความจริงจังเด็ดขาดตามแบบฉบับชายไทยที่ผ่านการเซ็นข้อตกลงหุ้นส่วนที่ทำงานเก่า “ผมไม่สนใจว่าคุณจะปิดบังตัวตนระดับลูกสาวมหาเศรษฐีหรือแอบตามหาขุมทรัพย์ล้ำค่าชนิดไหนในป่าชุ่มชื้นนี้ แต่การร่วมทีมชั่วคราวของเราต้องมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยร่วมกัน”
เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วมองเขากลับด้วยความแปลกใจ แววตาของนางไหวระริกก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นิ่งสงบดั่งเดิม
“ข้อแรก... หากคุณรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจุดไหนมีพิกัดอันตรายหรือรังของตัวอะไรอยู่ คุณต้องเปิดเผยข้อมูลก่อนล่วงหน้าทันที ห้ามปล่อยให้พวกเราเดินดุ่มเข้าไปชนเพื่อให้คุณฉวยโอกาสผ่านทางคนเดียว ข้อสอง... หากแผนการลับหรือความลับของคุณชักนำฝูงสัตว์ร้ายเข้ามาทำร้ายศิษย์พี่เป่าหรือหลินเยว่จนได้รับาเ็ ข้อตกลงร่วมหุ้นนำทางนี้จบลงทันที และผมจะถือว่าคุณเป็ศัตรูคุกคามชีวิตทีมเราั้แ่วินาทีนั้นเป็ต้นไป” หลงเทียนกวาดสายตาจ้องจับแววตาคู่สวยไร้ความลังเล
เป่าและหลินเยว่หันมาสบตากัน ทึ่งในความกล้ายื่นคำขาดชี้ขาดของหลงเทียนต่อศิษย์ฝึกหัดฝีมือดีที่มีสัตว์อัญเชิญระดับสูง สตรีส่วนใหญ่อาจจะแสดงโทสะออกมาเมื่อโดนตั้งแง่ แต่เฟิ่งหลิงกลับคลี่ยิ้มออกมาแ่เบา รอยยิ้มของนางดูสว่างไสวผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด
“ศิษย์น้องหลงเทียนช่างระแวดระวังและตรงไปตรงมาดีแท้ ข้ายอมรับเงื่อนไขของท่าน ข้าจะแจ้งพิกัดปลอดภัยเท่าที่ล่วงรู้ล่วงหน้า และจะไม่ลากคนในทีมของท่านให้ต้องเสี่ยงอันตรายเพราะ ‘ธุระส่วนตัว’ ของข้าอย่างเด็ดขาด” เฟิ่งหลิงก้มหัวตอบรับเล็กน้อย
ภายใต้การชี้แนะเส้นทางเลี่ยงมุมทับซ้อนของเฟิ่งหลิง ขบวนเดินทางเล็กๆ สามารถเล็ดลอดผ่านหลืบหินและช่องทางลมไหล่เขาฝั่งตะวันตกหลุดพ้นพื้นที่รอยต่อดุร้ายมาได้อย่างราบรื่น โดยไม่ปะทะกับสัตว์อสูรตื่นคลั่งแม้แต่ตัวเดียว จนกระทั่งเวลาบ่ายคล้อย ฝีเท้าของทุกคนก็ก้าวเหยียบลงบนลานดินราบโล่งชายป่าอันเป็ที่ตั้งของแปลงสมุนไพรอภิบาลเก่า
รั้วไม้ไผ่หนามผุพังรอบแปลงสมุนไพรเอียงกะเท่เร่ตามกาลเวลา รากไม้และหญ้าคาขึ้นรกชัฏบดบังสมุนไพรชลธารประปราย ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงักฝีเท้าไม่ใช่ความทรุดโทรมของสถานที่ แต่เป็ความวิปริตของสภาพแวดล้อมตรงหน้า
ร่องน้ำชลประทานธรรมชาดดินเหนียวที่ขุดลอกมาจากสายน้ำธารป่าลึก้าสำหรับหล่อเลี้ยงแปลงสมุนไพรกลับแห้งผาก หน้าดินเหนียวแตกระแหงเปราะบางเป็ร่องลึก ปราศจากหยาดน้ำแม้แต่หยดเดียว ทว่าเมื่อทอดสายตามองข้ามร่องน้ำแห้งขอดไปยังเนินดินผาสูงฝั่งตรงข้าม ผิวดินแถบนั้นกลับชุ่มโชกไปด้วยโคลนตมสีเข้ม น้ำไหลซึมผ่านร่องหินต้อยๆ สัญญาณแรงะเืใต้ดินแผ่รังสีพลังปราณน้ำเย็นะเืและเข้มข้นจนทำให้ไอแดดร้อนรอบตัวกลายเป็ไอเย็นคล้ายหมอกหนา
และสิ่งที่ปรากฏเด่นหราอยู่บนลานดินเปียกชื้นฝั่งตรงข้าม คือรอยกดทับขนาดมหึมาลึกเกือบครึ่งศอก กว้างร่วมสามฟุต รอยโคลนเหนอะหนะถูกลากถูเป็ทางยาว คล้ายกับมีร่างลื่นลากผิวหนาหนืดของอสุรกายเลื้อยคลานขนาดั์คืบคลานลากตัวผ่านกวาดทำลายแนวพุ่มหญ้าและกอไม้จนราบเตียนมุ่งหน้าลงไปทางหลืบเหวป่าลึกทิศใต้
“นี่มัน... รอยของสัตว์อสูรธาตุน้ำระดับสูงอย่างนั้นหรือ? ทว่าที่นี่คือชายป่าชั้นนอกของเทือกเขาวารีอภิบาล! สัตว์อสุรกายขนาดั์เช่นนี้ตามปกติควรนอนกบดานใต้บึงน้ำลึกในป่าชั้นใน เหตุใดจึงขึ้นมาทิ้งร่องรอยอยู่แถวนี้ได้?” หลินเยว่เอ่ยเสียงสั่นพร่า ร่างกายซูบซีด
หลงเทียนเดินตรงเข้าไปคุกเข่าลงข้างร่องลึก ยื่นนิ้วมือไปแตะโคลนเปียกชื้นขึ้นมาดมกลิ่น ไอเย็นจากเนื้อดินแล่นผ่านปลายนิ้วขึ้นมาจนเย็นวาบ ความชื้นยังใหม่เอี่ยม ร่องรอยการเคลื่อนที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานก่อนหน้าพวกตนมาถึง
เขามองรอยลึกขนาดั์สลับกับร่องน้ำชลประทานที่ขอดสนิทราวกับโดนสูบตัดขาดต้นทางในพริบตา ปริศนาแห่งเทือกเขาวารีอภิบาลกำลังขยายวงใหญ่กว่าแผนกลั่นแกล้งกระจอกๆ ของผู้ดูแลกวนเซิงอย่างลิบลับ สิ่งใดกันแน่ที่เป็ตัวบีบบั้นผลักดันให้สัตว์ั์ระดับนี้ออกมาเคลื่อนไหวนอกถิ่นฐานเดิม? และน้ำทั้งหมดในร่องน้ำถูกเบี่ยงหนีไปสะสมตัวอยู่ที่ใดในป่าลึก?
หลงเทียนแตะััผิวดินเปียกชื้นช้าๆ สายตาคมปลาบทอประกายวิเคราะห์ลึก ท่ามกลางเสียงขู่ฟู่ต่ำของเ้าเหราที่จ้องเขม็งลงไปในความมืดสลัวของหุบเหวด้านล่างอย่างไม่ยอมละสายตา