“นั่นเสียงอะไร! พวกเ้าได้ยินเหมือนกันหรือไม่?”
กระตุกบังเหียนครั้งหนึ่งเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของอาชาคู่กาย หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนย่อยในชุดเสื้อคลุมสีดำเหลียวหลังไปถามผู้ใต้บังคับบัญชาที่กรีฑาตามมาเป็ขบวน
“ได้ยินชัดเจนขอรับ หัวหน้า!”
ทหารหนุ่มในชุดเสื้อคลุมสีเทาที่อยู่ใกล้ที่สุดขานตอบเสียงดังฟังชัด จากนั้นตามด้วยเสียงฝีเกือกม้าหลายตัวพลันหยุดการเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียง
“ทุกคน เตรียมพร้อมต่อสู้!”
“รับคำสั่ง!”
สิ้นเสียงประสานตอบรับแข็งขัน พลันไอควันสีสันต่าง ๆ ปราฏขึ้น ไหลเวียนอาบรอบกายทหารหน่วยลาดตระเวนแต่ละคน ชัดเจนว่าคือพลังปราณหลากหลายสังกัดธาตุที่พวยพุ่งออกมา แปรสภาพเป็พลังเสริมความแข็งแกร่งกายา อีกทั้งยังเป็ขุมพลังงานสำหรับวิชายุทธ์และเคล็ดวิชาแขนงต่าง ๆ คล้ายกับน้ำมันที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องยนต์
“ต้นเสียงมาจากตรงนั้น ข้ากับพวกเ้าสองคนจะขึ้นไปตรวจสอบ ส่วนที่เหลือเตรียมพร้อมดูท่าทีอยู่ตรงนี้”
ผู้เป็หัวหน้าออกคำสั่ง พลางมือซ้ายชี้กวาดไปทางผู้ใต้บังคับบัญชาสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งขณะนี้กระบี่ของพวกเขาถูกดึงจากฝักเป็ที่เรียบร้อย เตรียมพร้อมรับศึกเต็มอัตรา
“รับทราบ!” คำตอบยังคงแข็งขันเช่นเคย
จากนั้นหนึ่งหัวหน้า สองผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมใจก้าวลงจากหลังอาชา เมื่อเท้าััพื้นก็ตั้งท่าเตรียมะโเหินหาวสู่พุ่มไม้ต้องสงสัยบนแง่งหินริมหน้าผา
“วิชายุทธ์ระดับเต่าดิน ชั้นนภา ย่างก้าวเมฆา!”
นอกเหนือจากเคล็ดวิชาแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็ต้องฝึกฝนเพื่อเป็กลายเป็ผู้เก่งกาจในจักรวรรดิเหลียนหยางคือสิ่งที่เรียกว่า ‘วิชายุทธ์’ ซึ่งแตกต่างจากเคล็ดวิชาโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่เคล็ดวิชาคือการระดมพลังปราณในกายมาพลิกแพลงผนวกรวมกับขั้นตอนตามคัมภีร์ตำรา สร้างสรรค์ความวิจิตรพิสดารต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตร่างกายมนุษย์พึงกระทำได้ อีกทั้งเคล็ดวิชายังมีสังกัดธาตุ ดังนั้น หากไม่ใช่ผู้เปี่ยมพร์ที่นานทีปีหนจะถือกำเนิดสักคน การฝึกเคล็ดวิชาที่สังกัดธาตุแตกต่างจากพลังปราณในกายจึงเป็เื่ที่แทบเป็ไปไม่ได้ ทว่าสำหรับการฝึกวิชายุทธ์ สังกัดธาตุคือสิ่งที่ไม่ต้องคำนึงถึง ด้วยเพราะหลักของวิชายุทธ์คือการหลวมรวมพลังปราณให้เป็อันหนึ่งอันเดียวกับร่างกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ส่วนอวัยวะส่วนต่าง ๆ และสำแดงมันออกมาในรูปแบบกระบวนท่า
ด้วยเหตุนี้ แม้เคล็ดวิชาจะเป็สิ่งที่แลดูอัศจรรย์กว่า แต่ผู้แกร่งกล้าย่อมไม่อาจเป็ผู้แกร่งกล้าโดยสมบูรณ์หากบกพร่องด้านวิชายุทธ์ เรียกได้ว่าหากอยากไต่เต้าสู่เส้นทางที่สูงขึ้นในถนนสายผู้เยี่ยมยุทธ์ สองสิ่งนี้คือหยินกับหยางที่ไม่อาจละทิ้งสิ่งหนึ่ง
สำหรับวิชายุทธ์ย่างก้าวเมฆา ถือเป็วิชายุทธ์ที่ทหารสังกัดกองทัพจักรวรรดิเหลียนหยางทุกคนต้องฝึกฝน ด้วยอานุภาพที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเท้าทั้งสองข้าง ที่เรียกว่าเพียงปลายเท้าสะกิดพื้นก็สามารถะโพุ่งตัวได้ไกลหลายเมตร แม้ยังอ่อนด้อยว่าวิชายุทธ์เหาะเหินเดินอากาศระดับสูงอยู่หลายขุม แต่สำหรับนายทหารชั้นยศไม่ใหญ่โต ก็นับว่ามีประโยชน์และช่วยอำนวยความสะดวกไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม คล้อยหลังปลายเท้าสะกิดพื้นเพียงชั่วพริบตา ยังไม่ทันที่ร่างฉกรรจ์ทั้งสามจะทะยานขึ้นเหนือพสุธา เหตุไม่คาดฝันพลันอุบัติ
เฟี้ยว!
สุ้มเสียงคล้ายบางสิ่งเคลื่อนไหวฝ่าห้วงอากาศด้วยเร็วสูงดังขึ้น ต้นเสียงคือพุ่มไม้ที่อเล็กซ์และจางเหว่ยซ่อนตัวอยู่ พุ่งปราดสู่ทางสัญจรเบื้องล่างที่ทหารหน่วยลาดตระเวนประจำการอยู่
ฉับ!
เหล่าทหารยังไม่ทันขยับระแวดระวังตัวตามสัญชาตญาณ เสียงของมีคมเฉือนลงบนิัมนุษย์ติดต่อกันหลายเสียงก็ดังขึ้นเสียงก่อน ตามด้วยหนึ่งเสียงโลหะกระทบกัน
ท่ามกลางความโกลาหล ยังไม่มีใครกระจ่างแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น กลับปรากฏเงาร่างสูงโปร่งภายใต้ฝุ่นควันตลบอบอวล และเมื่อฝุ่นควันจางหาย จึงได้ทราบว่าเ้าของเงาร่างดังกล่าวก็คือจางเหว่ย
เหนือเส้นทางสัญจรคับแคบ ณ จุดกึ่งกลางขบวนหน่วยทหารลาดตระเวน จางเหว่ยยืนอยู่ด้วยท่าทีสง่างาม มือหนึ่งกุมกระบี่จันทร์เสี้ยวที่ยามนี้ทั่วเล่มอาบย้อมด้วยสีแดงฉาน ประจันหน้ากับหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนย่อย ผู้เคยมีสีหน้าแข็งกร้าวสมกับที่ผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมใจฝากชีวิต ทว่ายามนี้กลับถอดสีกลายเป็ซีดเผือดอย่างยากอำพราง
ทั้ง ๆ ที่จางเหว่ยปรากฏกายอย่างชวนพิศวงท่ามกลางวงล้อมศัตรู แต่กลับไม่มีผู้ใดคิดโรมรันโจมตี สาเหตุเพราะนายทหารใต้บังคับบัญชาอีกเก้าคน บัดนี้ิญญากำลังจะหลุดออกจากร่าง โลหิตไหลทะลักปานเขื่อนแตก ต้นสายคือาแฉกรรจ์บริเวณลำคอที่ถูกเฉือนเรียบเนียน ประหนึ่งเป็การปลิดชีพที่ประณีตใจเย็น แต่ละคนต่างนอนรอคอยความตายเรียงรายเต็มเส้นทางสัญจร แววตาฉายชัดซึ่งความกลัว ริมฝีปากขมุบขมิบคล้าย้าพูดบางสิ่ง ทว่าปราศจากสุ้มเสียง ก่อนที่คล้อยหลังไม่กี่วินาที ร่างทั้งเก้าบนพื้นก็แน่นิ่งลง
ฉากสังหารหมู่สุดโหดเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่กี่วินาที สิ่งนี้คือหลักฐานที่ประจักษ์ชัดถึงความเก่งกาจและเหี้ยมโหดของหนึ่งบุรุษที่ยามปกติใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา
โดยในวินาทีที่หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาอีกสองคนเตรียมทะยานร่างขึ้นไปตรวจสอบพุ่มไม้ต้องสงสัย เป็วินาทีเดียวกันที่จางเหว่ยโฉบร่างโผล่พ้นจากหมู่แมกไม้ด้วยอัตราความเร็วที่เกินกว่าสายตามนุษย์ธรรมดาจะแลเห็น พุ่งปราดสู่เบื้องล่าง เป้าหมายคือกลุ่มทหารลาดตระเวน ยิ่งไปกว่านั้นร่างสูงโปร่งของเขาคล้ายมีสายฟ้าสีเหลืองทองไหลเวียนอาบทั่วกาย
พริบตาหลังจากนั้น จางเหว่ยก็เข้าประชิดเป้าหมายคนแรกดุจภูตพราย เป็นายทหารผู้โชคร้ายที่นั่งบนหลังอาชาอยู่ท้ายแถวสุด เขามองไม่ทันด้วยซ้ำว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับร่างกายตน รู้ตัวอีกทีความเ็ปเกินบรรยายก็มาเยือน ตามด้วยโลหิตพุ่งกระฉูดจากลำคอ แม้อยากอ้อนวอนเพียงใด ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความตายที่คืบคลานได้
คนแรกเป็เพียงการเปิดม่าน เพราะจากนั้น หนึ่งร่างบุรุษหนุ่มที่อาบเคลือบด้วยพลังปราณสายฟ้า ในมือถือกระบี่รูปร่างพระจันทร์เสี้ยวเปื้อนโลหิตก็ทะยานปลิดชีพทหารหน่วยลาดตระเวนจากคนหนึ่งสู่อีกคนราวกับภาพฉายซ้ำ โดยที่เท้าไม่แม้ัักับพื้นพสุธาสักครั้ง ร่างกำยำทยอยร่วงหล่นจากหลังม้าปานใบไม้ร่วง ช่างเป็ฉากที่น่าสังเวชยิ่ง
เก้าลมหายใจดับลงในชั่วพริบตา จางเหว่ยเหลือเพียงเป้าหมายรายสุดท้าย คือหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนในชุดคลุมสีดำที่มือซ้ายกำง้าวใหญ่ไว้แน่น เขาแตกต่างจากเหล่าผู้โชคร้ายก่อนหน้า ด้วยตระหนักถึงการโจมตีว่องไวปานอสนีที่มาถึงตัวได้ทันเวลาพอดิบพอดี
เคร้ง!
กระบี่จันทร์เสี้ยวที่อาบโลหิตมาอย่างอิ่มหนำปะทะกับง้าวที่ขนาดใหญ่กว่าเกือบเท่าตัว เกิดเสียงดังกึกก้องกัมปนาท กลบเสียงคลื่นกระทบฝั่งไปชั่วครู่ ด้านจางเหว่ย หลังการปะทะกันของสองศาสตราวุธ ร่างสูงโปร่งก็ทะยานล่องในห้วงอากาศอยู่หลายวินาที ก่อนร่อนลงพื้นอย่างนุ่มนวลไร้ที่ติ
นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาที่ประจักษ์พยานจากมุมสูงอย่างอเล็กซ์กะพริบตาไปเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น
“ความรวดเร็วที่บ้าคลั่งปานนี้ หรือว่าจะเป็เคล็ดวิชาธาตุสายฟ้าระดับหงส์แดง ชั้น์ ‘สุ้มเสียงอสนีบาต’ เคล็ดวิชาในตำนานที่ว่ากันว่าหายสาบสูญไปจากจักรวรรดิเหลียนหยางหลายทศวรรษ” หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนกล่าวพลางกัดฟันแน่น ดวงตาเบิกโพลงด้วยมวลอารมณ์หลากหลายที่ปะปนกัน ทั้งตกตะลึงและหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ
“สมกับเป็นักรบยุทธ์ขั้นห้า อย่างน้อยก็พอมีความรู้ติดตัว และสัญชาตญาณยังว่องไวพอ การที่ข้าหมายปลิดชีพพวกเ้าทั้งหมดภายในกระบวนเดียวคงเป็การประมาทไปหน่อย” ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว จางเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เ้าเป็ใครกันแน่ ฝีมือเช่นนี้ เคล็ดวิชาเช่นนี้ไม่ปรากฏให้เห็นในเมืองไคชุนมานานนับทศวรรษ และเหตุใดฝีมือเยี่ยงเ้าจึงมาอยู่ตรงนี้ เ้าน่าจะต้องเข้าเป็ทหารแห่งจักรวรรดิเหลียนหยางอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง?” หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนย่อย พยายามสะกดข่มความกลัวเต็มความสามารถขณะเอ่ยคำ สำหรับทหารที่ชั้นยศต่ำต้อย และระดับพลังปราณอยู่ที่นักรบยุทธ์ขั้นห้า เคล็ดวิชาสูงสุดที่เขามีติดตัวอยู่ในระดับเต่าดำ ชั้นนภาเท่านั้น เปรียบเทียบกับสุ้มเสียงอสนีบาตที่อยู่ในระดับเต่าดำ ชั้น์ เกรงว่าคงไม่ต่างอะไรจากกวางน้อยกับพญาราชสีห์
“ใจเย็นก่อนสหาย ไม่ต้องรีบร้อน ทุกคำถามที่เ้าสงสัย ข้าจะตอบให้ทุกครั้งที่เ้าต้านคมกระบี่ข้าได้ข้อเสนอนี้ดีหรือไม่” แม้วาจาจางเหว่ยยังคงติดความขี้เล่นตามแบบฉบับของเขา ทว่าครานี้กลับฟังดูเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าครั้งไหน
เมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ละเว้นชีวิตตน หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ก่อนตวาดหนึ่งเสียง “ข้าเจียวหั่ว บุตรชายคนโตแห่งตระกูลเจียว ชีวิตเดียวที่มี หากได้สละเพื่อปกป้องแผ่นดินจักรพรรดิเฟยหลง นับว่าคุ้มค่าและเป็เกียรติยิ่งแก่วงศ์ตระกูลแล้ว!”
เสียงที่แผดออกคล้ายเป็การปลุกความฮึกเหิม สลัดความกลัวที่เกาะกินขั้วหัวใจออกไป จากนั้นจึงกระทืบเท้าหนึ่งคำรบ สองมือหยาบกร้านกำง้าวขนาดสูงกว่าตัวแน่น
‘เคล็ดวิชาธาตุดิน ระดับเต่าดำ ชั้น์ คลื่นแผ่นดินกระแทก’
เจียวหั่วตั้งมั่น คำรามเคล็ดวิชาไม้ตายก้นหีบของตนในใจ ก่อนสองมือยกง้าวซึ่งบัดนี้มีไอหมอกพลังปราณสีน้ำตาลไหลอาบอยู่ขึ้นเหนือศีรษะ วาดเป็วงกว้าง และเพียงชั่วพริบตาง้าวก็แหวกม่านอากาศ ลงมากระทบกับพื้นพสุธาเบื้องหน้าอย่างหนักหน่วง เกิดเสียงที่ดังสนั่นยิ่งกว่าครั้งไหน
ตูม!
หนึ่งเสียงกึกก้องพ้นผ่าน ตามด้วยคลื่นกระแทกที่ก่อตัวขึ้นใต้พื้นดิน รุนแรงจนดันทะลุผิวดินแตกระแหงเป็เสี่ยง ๆ
คลื่นกระแทกพุ่งตรงจากจุดที่ง้าวกระทบสู่จุดที่จางเหว่ยยืนอยู่ด้วยความเร็วปานม้าพยศ คะเนจากสายตา อานุภาพทำลายล้างของมันน่าจะรุนแรงเพียงพอที่จะปลิดชีพมนุษย์ผู้หนึ่งได้
จางเหว่ยผู้เป็เป้าหมายมองคลื่นแผ่นดินกระแทกที่กำลังเดินทางมาถึงตัวด้วยแววตาเยียบเย็น ปราศจากความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ชายหนุ่มทอดถอนใจพลางคิดว่า
‘น่าสงสารเ้าพวกข้ารับใช้ทรราชผู้น่าสงสาร แม้แต่ห้วงสุดท้ายของชีวิตก็ยังคงจงรักภักดี ไม่นึกสงสัยแม้เพียงนิดว่าตนเองเป็เพียงหมากเบี้ยตัวหนึ่ง’
อย่างไรก็ตาม ความสงสารเพียงเล็กน้อยไม่อาจเทียบกับเพลิงแค้นในใจที่ทรงพลังยิ่งกว่า ต่อให้น่าสงสารเพียงใด แต่ขึ้นชื่อว่าเป็หมารับใช้ของจักรพรรดิเฟยหลง โทษสถานเดียวคือความตายโดยไร้ข้อแม้!
ทันใดนั้น จางเหว่ยทำท่าคล้ายสืบเท้าเดินไปข้างหน้า ทว่าความอัศจรรย์คือ ในทุกย่างก้าว ร่างสูงโปร่งกลับค่อย ๆ ลอยเหนืออากาศสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยมีพลังปราณสายฟ้าอาบเคลือบขาทั้งสองข้าง หากมองจากมุมกว้าง คล้ายบุรุษหนุ่มกำลังก้าวขึ้นบันไดล่องหน และเมื่อถึงจุดที่กับคลื่นกระแทกที่หอบเศษดินผสมหินมาอย่างเกรี้ยวกราด ความอัศจรรย์อีกฉากหนึ่งก็อุบัติขึ้นแบบไม่ให้พักหายใจ เพราะแทนที่ร่างชายหนุ่มจะโดนพลังมหาศาลอัดประสานจนกระเด็นไป กลับกลายเป็ว่าจางเหว่ยใช้เท้าเหยียบลงไปบนเศษหินในอากาศ จากก้อนหนึ่งสู่ก้อนหนึ่งด้วยอัตราเร็วปานสายฟ้าฟาด ราวกับเขากำลังเต้นระบำโดยมีก้อนหินเป็พื้นเวที
ยิ่งก้าวยิ่งเข้าใกล้ รู้ตัวอีกทีจางเหว่ยก็มาประจันหน้ากับหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเจียวหั่วในระยะทำการของง้าวเล่มั์แล้ว ฝ่ายเริ่มโจมตีที่บัดนี้พลิกผันกลายเป็ฝ่ายตั้งรับ เมื่อเห็นว่าไม้ตายก้นหีบพลาดเป้าไปโดยที่ทำอันตรายเป้าหมายไม่ได้แม้ปลายเล็บ จึงง้างง้าวใหญ่ขึ้นอีกรอบ วาดเป็วงกว้างกรีดห้วงอากาศ หมายทุ่มแรงทั้งหมดฟาดฟันไปยังร่างจางเหว่ยที่พุ่งเข้ามา
ด้านจางเหว่ยที่ทั่วร่างมีหมู่มวลปราณสายฟ้าไหลเวียนไม่ขาดสาย แม้มีกระบี่ในมือ ทว่าไม่สนใจใช้มันตั้งรับการโจมตีอันดุดันของศัตรู บุรุษหนุ่มตัดสินใจเคลื่อนไหวในรูปแบบที่คาดไม่ถึง ด้วยการะโพุ่งร่างให้สูงขึ้น หลบรัศมีทำลายล้างของง้าวเล่มั์ได้ฉิวเฉียดด้วยการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลกระแสปานวารี เท่านั้นยังไม่พอ จางเหว่ยยังเหยียบลงบนส่วนใบมีดของง้าว ก่อนใช้มันเป็ฐานส่งแรงะโต่ออีกระลอกหนึ่ง พลิกแพลงอาวุธศัตรูเข้าเป็ส่วนหนึ่งกับกระบวนท่าตนเองได้อย่างหน้าตาเฉย
สิ้นการััระหว่างเท้าเคลือบสายฟ้ากับโลหะแหลมคม ร่างของจางเหว่ยพุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยอัตราเร่งที่ทวีขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าเมื่ออยู่ในระยะประชิด ง้าวเล่มั์ก็มีค่าอะไรไม่ต่างจากเศษกรวด
บัดนั้น หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนย่อยเจียวหั่วประจักษ์ชัดเจนด้วยสองตาว่าระหว่างร่างตนกับคมกระบี่ของจางเหว่ย ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอีกต่อไป ่เสี้ยววินาทีที่ตระหนักได้ว่าความตายอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก แม้จะเตรียมใจมาเพียบพร้อมเพียงใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความกลัวที่แล่นจากกระดูกสันหลังเข้าจับขั้วหัวใจได้
ฉับ!
สำหรับนักโทษปะา วินาทีก่อนตายน่ากลัวยิ่งกว่า่เวลาที่ความตายมาเยือน ดังนั้นนับเป็โชคดีของเจียวหั่วที่คู่ต่อสู้ของเขาคือจางเหว่ย เพราะเพียงเสี้ยวพริบตาหลังลิ้มรสความกลัว คมกระบี่ก็เฉือนเข้าที่คอ แม้ศีรษะไม่ถึงกับขาดวิ่น แต่โลหิตก็พวยพุ่งปานน้ำพุ ร่างของเจียวหั่วทรุดลงแน่นิ่งกับพื้นท่ามกลางความเงียบงัน เป็วินาทีเดียวกับที่จางเหว่ยเก็บกระบี่กลับคืนสู่ฝัก พลังปราณสายฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างค่อย ๆ จางหายไป