บทที่ 1 คุกเข่ารับโทษ
“นี่เป็ของข้า”
“ข้าเห็นมันก่อน”
“ข้าเก็บได้ก่อนแท้ๆ”
“ผู้ใดเห็นก่อน ผู้นั้นย่อมเป็เ้าของ”
“แหวะ! เ้าไร้ยางอายจริงๆ”
“เ้าต่างหากที่ไร้ยางอาย!”
“เ้าผลักข้าทำไม!”
“แล้วอย่างไรล่ะ”
“อ๊า...”
ศีรษะเ็ปราวกับจะแตกเป็เสี่ยงๆ เสียงวุ่นวายที่ยังหลงเหลืออยู่ในสมองของหนิงลั่วปะปนกับภาพเหตุการณ์ที่คลุมเครือ ภาพเ่าั้ดูแปลกประหลาดเสียจนเธอคิดว่าตัวเองฝันไปว่ากลายเป็คนในยุคโบราณ
แต่เสียงสะอื้นไห้ข้างหูนี่มันคืออะไร จะสมจริงเกินไปแล้ว
“พี่สาม! พี่สาม! ได้โปรดฟื้นเถอะ!” เสียงเล็กแ่แว่วมา คำพูดนั้นมาพร้อมกับััอ่อนโยนที่ค่อยๆ เขย่าร่างเธอ
ความรู้สึกนี้ช่างสมจริงเหลือเกิน!
ร่างกายของเธอเย็นะเืราวจมอยู่ในหุบเหวน้ำแข็ง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เด็กคนนี้เรียกเธอว่าพี่สาม? น้ำเสียงของเขาคล้ายกับเสียงแ่เบาในความฝัน เธอกับเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน
หนิงลั่วจำได้ว่าตัวเองประสบอุบัติเหตุ ถูกรถบรรทุกชน เธอตายแล้วหรือ
ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้สมจริงเหลือเกิน! แต่เปลือกตาของเธอกลับหนักอึ้งจนไม่อาจลืมขึ้นมาได้
นอกจากความเ็ปทั่วร่าง เธอยังมีความทรงจำแปลกๆ ปะปนเข้ามา เป็ความทรงจำของเด็กสาวแปลกหน้าอายุสิบขวบ...เธอก็ชื่อหนิงลั่วเหมือนกัน?
เธอพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ แต่ศีรษะกำลังปวดราวถูกเข็มแทง หนิงลั่วรู้สึกว่าความทรงจำของเด็กสาวคนนั้นสำคัญกับเธออย่างยิ่ง จึงพยายามตบศีรษะเบาๆ เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่น และก็ได้ผลจริงๆ!
เมื่อหนิงลั่วลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นคือสถานที่แปลกตา
ที่พักเหล่านี้ต่ำเตี้ยและทรุดโทรมเป็อย่างยิ่ง บรรยากาศโดยรอบช่างอ้างว้างไร้ชีวิตชีวา
สายฝนโปรยปรายอยู่ภายนอก เสียงลมพัดหวีดหวิวดังก้องในโสตประสาท ร่างของเธอเองกลับกำลังคุกเข่าอยู่กลางสายฝน!
นี่มันเื่อะไรกัน ใครเป็คนสั่งให้เธอคุกเข่า
ก่อนที่เธอจะเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า หญิงร่างอ้วนท้วมผิวคล้ำ ใบหน้าอัปลักษณ์ราวอสูรก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอ หญิงคนนั้นชี้นิ้วมาที่ใบหน้าของเธอพร้อมตวาดเสียงแหลมด้วยถ้อยคำหยาบคาย
“เ้าสาม! เ้าคุกเข่ารับโทษตรงนี้เสียให้ดี ดูสิว่าพวกเ้าสองพี่น้องก่อเื่อะไรขึ้นมา! พี่สาวเ้ามือบอน ทำกำไลมรดกของข้าแตกเป็เสี่ยงๆ แต่กลับไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายแม้แต่แดงเดียว ส่วนเ้า! เ้ากล้าผลักฮวนเอ๋อร์ของข้าตกเขา เ้าคิดจะฆ่านางใช่หรือไม่ เด็กสาวอกตัญญูไร้หัวใจเช่นเ้าสมควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง!”
เห็นหญิงคนนี้แล้ว ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของหนิงลั่วก็คือนางคณิกาแก่ในหอคณิกาของยุคโบราณ ขาดแค่เพียงเครื่องสำอางฉูดฉาดและการยืนเรียกลูกค้าข้างถนนเท่านั้น แต่ในขณะนั้นเอง ชื่อหนึ่งพลันผุดขึ้นในหัวเธอ
เฉินซื่อ...
แท้จริงแล้ว หญิงคนนี้คือป้าสะใภ้ใหญ่ของร่างนี้ นางเป็คนใจแคบ ปากร้าย ี้เี และมักชอบเอาเปรียบผู้อื่น โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งบ้านรอง
เมื่อเห็นหนิงลั่วไม่ตอบโต้ เพียงใช้สายตาแปลกประหลาดจ้องมองตนเองราวกับถูกกดจนพูดไม่ออก เฉินซื่อยิ่งได้ใจ กล่าวด้วยเสียงแหลมสูงกว่าเดิม “มองอะไร! อย่ามาใช้ตาปลาตายของเ้าจ้องข้า! พวกเ้าอยู่บ้านมีข้าวให้กินกลับไม่รู้จักทำงานให้ดี นี่แหละคือจุดจบของพวกเ้า! ั้แ่บิดามารดาอายุสั้นของเ้าตายไป พวกเราบ้านใหญ่เลี้ยงดูพวกเ้าพี่น้องเนรคุณมาตลอด! ตอนนี้ช่างดีนัก ไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณ กลับคิดจะแก้แค้นพวกเราเสียอย่างนั้น!”
คาดไม่ถึงว่าคำพูดของเฉินซื่อเพิ่งจบลง ก็มีเด็กชายตัวน้อยวิ่งออกมาจากด้านหลัง เขาใช้ศีรษะพุ่งเข้าชนร่างอ้วนท้วมของหญิงคนนั้นเต็มแรง
เฉินซื่อไม่ทันตั้งตัว จึงเซถลาไปด้านหลังทันที
เด็กชายตัวน้อยดูกล้าหาญนัก ไม่เพียงชนอีกฝ่ายจนเสียหลักแล้ว ยังกล้ายืนกางแขนปกป้องหนิงลั่วอย่างแน่วแน่ราวกับแม่ไก่ที่ปกป้องลูกของตนเอง “ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านพูดเหลวไหล! ชัดเจนว่าพี่ฮวนเอ๋อร์เป็คนผลักพี่สามของข้าแท้ๆ พวกท่านกลับลงโทษพี่สามของข้าเสียอย่างนั้น! พวกท่านเป็คนเลว! รอให้ข้าโตขึ้น ข้าจะจับพวกท่านไปขังคุก แล้วหวดก้นให้เข็ดเลย!”
แม้เด็กชายจะสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุน แต่กลับดูน่ารักแข็งแรง หนิงลั่วพลันเข้าใจว่าเสียงร้องไห้ก่อนหน้านี้เป็ของใคร เพราะก่อนหน้านี้เด็กชายตัวน้อยหมอบอยู่ด้านหลังของเธอ ร่างเขาเล็กเท่าแมว ทำให้เธอไม่ทันสังเกต
เมื่อคิดทบทวน เด็กชายคนนี้ก็คือน้องชายของเ้าของร่างเดิม อายุเพียงห้าขวบ แม้ยังเด็กมาก แต่กลับรู้ความเกินวัย เพราะในบ้านตอนนี้เขาเป็ผู้ชายเพียงคนเดียว จึงรับหน้าที่ปกป้องพี่สาวของตนเอง
เฉินซื่อถูกคำพูดของเสี่ยงเสี่ยงทำให้โกรธจนหน้าดำหน้าแดง นางพลันยกมืออ้วนใหญ่ขึ้นมาหมายจะคว้าตัวเขา “เ้ากระต่ายน้อยกล้าดีนัก! เ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไรถึงได้กล้าชนข้า ข้าจะหวดก้นเ้าให้แหลกเป็ชิ้นๆ” กล่าวจบ นางก็ไม่รอช้า คว้าตัวเ้าหนูเสี่ยงเสี่ยงขึ้นมาแล้วเงื้อมือฟาดลงไปทันที
“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงร้องนี้หลุดออกจากปากของหนิงลั่วโดยอัตโนมัติ ไม่เพียงเพราะกลายมาเป็พี่สาวของเด็กน้อยผู้นี้ แต่ยังเป็เพราะเห็นว่าเฉินซื่อรังแกผู้อ่อนแอกว่า จึงจำเป็ต้องออกหน้าห้าม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ร่างกายนางไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ไม่ต้องพูดถึงการห้ามปรามเลย แม้แต่ลุกขึ้นยืนยังเป็ไปไม่ได้
เฉินซื่อเป็คนตาโปนโต หน้าท้องพลุ้ย ข้อมือยังสวมกำไลหยกสีเขียวที่ดูอย่างไรก็เป็ของปลอม รูปลักษณ์ของนางในยามนี้ช่างคล้ายแม่มดยิ่งนัก หากเป็คนอื่นคงถูกข่มขวัญจนตัวสั่นไปแล้ว แต่เสี่ยงเสี่ยงกลับฉลาดเฉลียว เขาแสร้งส่งเสียงร้องโหยหวนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันก็เล็งจังหวะเหมาะแล้วกัดลงบนแขนอ้วนของเฉินซื่อเต็มแรง
“โอ๊ย!” เฉินซื่อร้องลั่นด้วยความเ็ป นางสะบัดเสี่ยงเสี่ยงออกโดยไม่รู้ตัว เสี่ยงเสี่ยงจึงฉวยโอกาสนี้วิ่งหนีออกมา
เมื่อเฉินซื่อเปิดเสื้อขึ้นดู นางเห็นว่าแขนของตนมีรอยเืซึม สีหน้าจึงพลันแดงก่ำดั่งตับหมู ดวงตากลมโตแทบจะถลนออกจากเบ้า “เ้ากระต่ายน้อย! เ้ากล้ากัดข้าหรือ ข้าจะถอนเขี้ยวเ้าทิ้งให้ดู!”
แต่ตอนนี้เสี่ยงเสี่ยงหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเฉินซื่อแล้ว เขาหันกลับไปมองนางที่กำลังหอบหายใจไล่ตามเขาแต่จับไม่ทัน จึงแลบลิ้นทำหน้าล้อเลียนใส่
เฉินซื่อโกรธจนแทบกระอักเื พอเห็นว่าไล่ไม่ทัน ก็เปลี่ยนวิธีแทน นางนั่งลงกับพื้น แล้วฟาดขาตัวเองพลางร้องไห้เสียงดังจนทั้งหมู่บ้านได้ยิน ก่อนกรีดร้องโอดโอยว่า “ตายแล้ว! เด็กเลวตีป้าสะใภ้ใหญ่! ท่านแม่! ท่านต้องออกมาดูแล้ว! หากท่านไม่ออกมา ต้องมีคนตายแน่ๆ!”
เสียงของเฉินซื่อดังจนแทบเทียบได้กับเสียงิญญาร่ำไห้ ความโกลาหลนี้ดึงดูดเพื่อนบ้านให้พากันออกมาดูเหตุการณ์
หนิงลั่วกอดร่างเล็กของเสี่ยงเสี่ยงไว้แน่น พลางนั่งคุกเข่าตัวตรง
ผู้คนที่ออกจากบ้านมาเห็นภาพตรงหน้าก็ต้องตะลึง สาวน้อยวัยสิบขวบแห่งบ้านรองหนิงลั่วถูกลงโทษให้คุกเข่า เสื้อผ้าเปียกปอนไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเซียวราวกระดาษขาว
ข้างๆ เธอคือเสี่ยงเสี่ยง น้องชายวัยเพียงห้าขวบ ดวงตาแดงก่ำแนบชิดอยู่กับพี่สาว
สภาพของสองพี่น้องช่างน่าเวทนา และที่ยิ่งกว่านั้นคือ แม่เฒ่ากลับไม่ออกมาดูพวกเขาแม้แต่น้อย นี่มันช่างน่าหดหู่ใจยิ่งนัก
“เวรกรรมแท้ๆ บ้านใหญ่กับแม่เฒ่าตระกูลหนิงรังแกเด็กๆ บ้านรองอีกแล้ว บิดามารดาของเด็กสองคนนี้ไม่อยู่แล้ว ช่างน่าสงสารยิ่งนัก!”
“ใช่เลย ก็แค่เพราะไข่นกไม่กี่ใบ หนิงฮวนถึงกับผลักหนิงลั่วตกลงไปจากเนินเขา แม่เฒ่าไม่พูดอะไรสักคำ กลับให้คนลากนางมาคุกเข่าหน้าประตูบ้าน ส่วนหนิงฮวนที่เป็คนผลักกลับลอยนวล” อาสะใภ้ฟางเป็คนพูดจาตรงไปตรงมา ปกติชอบสอดรู้สอดเห็นเื่ของชาวบ้านอยู่แล้ว เมื่อเห็นคนออกมามุงดู นางก็ไม่ยืนฟังอยู่ที่มุมกำแพงบ้านตนเองเฉยๆ แต่เดินมายังหน้าประตูบ้านตระกูลหนิง อธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ผู้คนฟัง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็พากันเห็นใจสองพี่น้องยิ่งขึ้น
“หนิงลั่วเอ๋ย เด็กน้อยผู้น่าสงสาร ถูกใส่ร้ายแท้ๆ แล้วทำไมถึงไม่แก้ตัวล่ะ”
“ใครบอกว่าไม่พูด นางกลับมาก็พูดเลยว่าหนิงฮวนแย่งไข่นกของนางไป แล้วยังผลักนางจนศีรษะแตกอีก แต่แม่เฒ่ากลับดื้อแพ่ง ปักใจเชื่อว่าหนิงลั่วเป็ฝ่ายผิด พวกเ้าดูสิ เป็หลานสาวเหมือนกันแท้ๆ แต่ลูกสาวบ้านใหญ่อาการยังไม่ทันหนัก ก็เชิญหมอถามหายา แต่ลูกสาวบ้านรองหัวแตกเป็แผลยาวขนาดนั้นกลับต้องมานั่งรับโทษอยู่ตรงนี้”
“เฮ้อ แม่เฒ่าคนนั้นช่างใจร้ายเสียจริง”
“นี่จะลำเอียงเกินไปแล้ว”
“ลำเอียงจนแทบไม่มีขอบเขต!” คนที่ยืนล้อมอยู่พากันพูดเสียงดังอย่างกระตือรือร้น
ตอนนี้ หนิงลั่วเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น คำพูดของคนรอบข้างล้วนได้ยินชัดเจนไม่มีตกหล่น เธอพยายามขุดค้นความทรงจำที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาใหม่ในหัว เพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าให้กระจ่าง