ตอนที่ 18ถ้าคะแนนต่ำต้องบวช!
พวกเขาก็แนะนำและบอกเื่สำคัญๆ ก่อนจะพูดถึงพวก คะแนนจิตพิสัย ถ้าเหลือ 50 จาก 100ปิดเทอมต้องบวชเรียนที่วัด!
กฎข้อนี้…เสือน้อยกับเข้มก็พึ่งรู้เหมือนกันเพราะส่วนมากแล้วคนปกตินักเรียนดี ๆ ไม่มีทางคะแนนต่ำไปถึงขั้นนั้นโดยปกติแล้วมีน้อยมากและคนพวกนี้มักเป็เด็กเกเร
เสือน้อยได้แต่ปาดเหงื่อจากนั้นเขาก็ไม่ยั้งมือเริ่มตั้งคำถามรัว ๆ เกี่ยวกับพวกบรรดาครูฝ่ายปกครอง ชอบจับผิดอะไรบ้าง
พวกรุ่นพี่พวกนั้นก็บอก“หลัก ๆ ก็โดดคาบเรียน สูบบุหรี่ ปีนกำแพงหนีเรียนไม่ก็มุดช่องหมาลอดฝั่งโน่น”รุ่นพี่ชี้ไปให้ดู
ดูท่าเขาต้องไปอ่านหนังสือกฎระเบียบข้อปฏิบัติภายในโรงเรียนเผื่อว่าเวลาที่จะโดนหักคะแนนจะได้รู้ตัว ประเดี๋ยวเถียงไม่ได้
“เขาไม่อยากตายแบบไม่รู้อะไรเลยถ้าจะตายเพราะรู้มากนั่นจึงจะเหมาะสมกับเขา” เสือน้อยพยายามให้เหตุผลตัวเอง
พวกรุ่นพี่ก็ถามบ้าง“มีใครมาหาเื่เอ็งบ้างหรือยัง?”
พวกเขาอยากรู้นักว่าเปลี่ยนโรงเรียนใหม่จะเป็เสือหรือเป็แมวแต่จากนิสัยแล้ว เสือมันคงไม่ทิ้งลายง่าย ๆ และพวกเขาก็ตกตะลึง เพราะมีไอ้เวรไปหาเื่ไอ้เสือน้อยเมื่อเช้า
สำหรับพวกเขาแล้วที่เข้ามาคุยเพราะอยากรู้เื่นี้มากที่สุด
พวกรุ่นพี่ได้แต่ยิ้มเจื่อนและก็พลันนึกถึงภาพอนาคต ก่อนแยกย้ายกันไปเข้าแถว
เข้มลูบจมูกนึกถึงภาพตอนไอ้เสือโดนเบียดต่อหน้าสาวปกติถ้าโดนหักหน้าตรง ๆ แบบนี้ไอ้เสือแทบจะกระโจนเข้ากัดเสียด้วยซ้ำ…
แม้แต่เขาเองยังรู้สึกโกรธแทนเพื่อนตัวเองเลยและสำหรับไอ้เสือน้อย ถ้าไม่เป็เพราะชอบผู้หญิงคนนั้นมาก ๆมันก็คงเก็บงำความโกรธเกรี้ยวไว้ใส่ทีเดียวเลย เข้มคิดว่าอาจเป็ไปได้ทั้งสองอย่าง
“มันคงไม่อยากสร้างภาพจำให้เธอมั้งที่เจอกันไม่กี่วันก็เป็พวกนักเลงหัวไม้ แค่โดนชนนิดหน่อยก็ชกต่อยฝ่ายตรงข้ามต่อหน้าั้แ่แรกพบเลย” เขาได้แต่ลอบคิดแบบนี้ในใจ
สำหรับเด็กมัธยมนั้นนับถือกันที่กำปั้นมากกว่าเหตุผลเป็อย่างนี้เรื่อยมาั้แ่สมัยก่อนจวบจนปัจจุบัน เคารพคนตัวใหญ่เสียงดังรังแกคนตัวเล็กอ่อนแอ
พวกนักเลงหัวไม้และเด็กเกเรมีอยู่ทั่วทุกที่ เรียกได้ว่าโรงเรียนไหนก็มีเพราะแต่ละคนต่างถูกเลี้ยงดูมาคนละแบบ ร้อยพ่อพันแม่โรงเรียนจึงเป็สถานที่ขัดเกลา บ่มเพาะนิสัยให้ลูกศิษย์อยู่ในร่องในรอยเสือน้อยนึกถึงคำพูดที่พ่อสอน…
……
พริบตาทีเดียวเวลาก็ผันผ่านไปไวเหมือนโกหก หนึ่งเดือนต่อมา...
ระหว่างนี้นักเรียนใหม่ก็เริ่มปรับตัวเข้าได้กับบรรยากาศใหม่ ๆ สถานที่ใหม่ และครูคนใหม่ วิถีชีวิตที่ต้องเติบโตขึ้นนั้นเป็ธรรมดาของมนุษย์กฎธรรมชาตินั้นดำรงอยู่ไม่แปรเปลี่ยน
สำหรับเสือน้อยพริบตาเดียวเพียงเดือนเดียวเขาก็รู้สึกโตขึ้นเยอะมาก ทั้งความคิดและจิตใจ
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาตัวของเขาก็ได้สนทนากับพ่อพูดถึงละคร อย่างสนุกสนานเขารู้สึกตื่นเต้นกับความเ้าเล่ห์ และอุบายมากมายของมนุษย์ที่สุดจะพรรณนาออกมาได้
ครั้นเมื่อครั้งตอนประถม‘บทกลอนท่านภู่’ ในเื่พระอภัยมณีนั้นดังขึ้นทันทีที่เขาเริ่มดูละครชุดสามก๊กไปได้ครึ่งเื่มันออกมาจากส่วนลึกของภายในจิตใจ ที่บรรยายได้หมดจดเสียเหลือหลาย
“แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลดก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”
‘สามก๊ก’ นั้นเป็วรรณกรรมที่นำมาทำเป็ละคร ซึ่งมันเต็มไปด้วยแผนการการใช้เล่ห์เพทุบาย การชักเย่อกับจิตใจคน เล่นกับจิตใจคน
เสือน้อยเหมือนตื่นรู้จากปัญญาเทียบกับในอดีตแล้วที่บ้าพลังแม้จะมีลูกล่อลูกชน แต่หลังจากดูสามก๊กจบ เขาก็เป็เหมือนเสือติดปีก!
พ่อผันเคยบอกว่า“มีคนพูดเปรียบเปรยไว้ ถ้าอ่านสามก๊กจบ…คบไม่ได้”
ที่ตอนเด็ก ๆพ่อไม่ได้เปิดให้ดูก็ด้วยเพราะรู้ว่าเสือน้อยยังไม่ถึงวัย และดูไปก็ไม่เข้าใจเปรียบดั่งวิชาคณิตศาสตร์ที่ซึ่งเริ่มต้นจากเรียนรู้ตัวเลขหากข้ามขั้นมาเรียนบวกลบคูณหาร หรือการยกกำลังเลย ย่อมทำไม่ได้
เพราะด้วยไม่มีพื้นฐานซึ่งเป็สิ่งสำคัญที่จะนำไปใช้คำนวณและนี่คือตรรกะง่าย ๆ ที่พ่อผันคิดว่าควรสร้างรากฐานไปทีละเล็ก ทีละน้อย…
ผันรู้ดีว่าความรู้ประเภทนี้‘เหมือนดาบสองคม’ หากว่ามองในแง่ดีก็ใช้ประเทืองปัญญา กระตุ้นสมอง หลักคิดความเป็ไปของโลก หากมองในแง่ร้าย ก็คล้ายสอนคนให้กลายเป็โจร หรือชี้โพรงให้กระรอก
สำหรับพ่อผันก็เตรียมใจเผื่อไว้ทั้งสองกรณีแล้วโดยเฉพาะกรณีหลัง...ยิ่งกับเด็กวัยรุ่นที่มักเป็ขบถในตัวเองชอบตั้งคำถามกับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และพร้อมที่จะแหกคอกกับกฎเ่าั้
.....
‘เื่ของผู้หญิง’ เสือน้อยก็ไม่เคยละเลยตอนแรกแม้จะขัดเขินบ้าง แต่พอปรับตัวได้ก็ดีขึ้นเป็ธรรมชาติมากยิ่งขึ้น พ่อบอกว่า“อย่าผลีผลาม รีบเร่งกับความรัก และคาดหวังว่าต้องได้เป็แฟนนักเลย”
เขาสอนให้ตัวของเสือน้อยรู้จักคุณค่าตัวเองพอมีความมั่นใจในตัวเองถึงจะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ออกมาได้ดี
ซึ่งที่โรงเรียนเขามักจะบังเอิญไปเจอเธออยู่บ่อยๆ
เสือน้อยเริ่มชวนคุยเก่งขึ้นมีลูกล่อลูกชน แต่กับฝ่ายหญิงเองก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ที่เข้ามาตามจีบเธอเป็ดาวเด่นยามเมื่อไปไหนมาไหน รัศมีที่แผ่ซ่านออกมานั้น ย่อมชักชวนให้คนเคลิบเคลิ้มเธอเป็ผู้หญิงที่มีเสน่ห์แม้แต่กับเพศเดียวกัน
คนที่รุกหนักที่สุดก็คือ‘พีรพัฒน์’ ห้องแปด
ไอ้หนุ่มคิ้วหนาที่มาชนเสือน้อยกระเด็นในสัปดาห์แรก
อีกฝ่ายคล้ายกับหมาบ้าเที่ยวขู่ใครต่อใครไปทั่ว และก็พร้อมที่จะกัดทุกคนที่จะไปแย่งเหยื่อแย่งอาหารของมันกินทั้งที่จริงแล้วฝ่ายหญิงเองก็ยังไม่นับว่าเป็อะไรกับเขาเสียด้วยซ้ำทำเอาหลายคนไม่พอใจ!
ในทุกวันเสือน้อยจะส่ง SMSหรือไม่ก็ทักแชต MSN เป็หลักภาษิตว่าน้ำหยดทุกวันหินมันยังกร่อน สำหรับเขาแล้วก็ค่อย ๆ เป็ค่อย ๆ ไป
ส่วนตัวเขานั้นก็มีสาวทักมาจีบบ้างเหมือนกันซึ่งเสือน้อยก็พูดคุยอย่างเป็กันเอง ไม่ได้ปฏิเสธขับไล่ไสส่งเพราะผูกมิตรไว้ดีกว่ามีศัตรู
เวลาโดยมากหลังเลิกเรียนเขามักจะอาศัยอยู่ร้านเกมกับเพื่อน ๆ นี่คือกิจกรรมหลักของเสือน้อย่นี้คือการสานสัมพันธ์ผ่านเกม ทำให้เดือนนี้เสือน้อยเองแทบจะไม่ได้ไปช่วยแม่ขายกับข้าวเลย
ผิดกับลูกหมีที่เสมอต้นเสมอปลายแม่ชบาก็บ่นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้สนใจเขามากนัก คิดในใจเพียงว่า “วันไหนที่มันไม่มีเงินใช้…มันก็กลับมาตายรังเองนั่นแหละ!”
และที่สำคัญ่นี้อารมณ์แม่ไม่ค่อยจะดีนักไม่ใช่เพราะวัยทองหมดประจำเดือนหรืออะไร แต่เป็เพราะเธอโดนโกงเงินต่างหาก
และคนที่โกงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็คนต้อนวัวควาย ปลูกผักสวนครัวอยู่หน้าบ้านนี่เอง รู้จักกันมาหลายสิบปีไม่คิดว่าจะทำกันได้ลงคอ!
เื่มันก็เริ่มจากสองสามีเพื่อนบ้านเอาโฉนดมาวางค้ำประกันขอกู้เงิน ซึ่งมันเป็ราคาที่มากกว่ากรมที่ดินประเมินราคาไว้เสียอีกในตอนนั้นแม่ชบาสองจิตสองใจ เพื่อนบ้านสองคนนี้ก็รู้จักมักจี่กันดีเห็นกันมาก็นมนาน
แต่พอเห็นว่าเดือดร้อนเื่เงินจึงได้เอาโฉนดมาวางค้ำประกันไว้ แถมพูดเกลี้ยกล่อมจนแม่ชบาใจอ่อนพวกเขางัดสารพัดวิธีจนชบาทำสัญญากู้ยืม
โดยมีการพูดคุยร่างสัญญากันอย่างฉุกละหุกผ่านทางโทรศัพท์กับทนายดำรง จากนั้นก็จ่ายเงินสด ให้ไปเก้าแสนบาทถ้วน
แต่แล้วสัปดาห์ก่อนปรากฏว่าแม่รู้ข่าวจากเพื่อนบ้านว่า “ลูกชายสองผัวเมีย…ติดพนันจนไปยืมเงินบ่อนมาเล่นทั้งที่หมดตัวแล้ว จนโดนอุ้มไปขู่เตรียมเผานั่งยางเดือดร้อนคนเป็พ่อแม่รีบวิ่งหาเงินไปใช้คืนและเงินที่ว่าก็คือเงินของแม่ชบาคนสวยแห่งตำบลบ้านใหม่”
ทั้งครอบครัวรู้ว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายทั้งที่ใช้คืนเงินแล้วแต่อีกฝ่ายอ้างว่ายังต้องหาดอกเบี้ยมหาโหดมาคืนด้วยจึงพากันเผ่นหนีกลับต่างจังหวัด กลับไปที่บ้านเกิดกันหมด
พอแม่ชบารู้ข่าวก็ถึงกับโกรธควันออกหูถามทนายว่าจะได้เงินคืนมั้ย ทางทนายบอกว่า “คงไม่มีหวังแต่ถ้ายึดที่ดินก็ต้องฟ้องแพ่งขึ้นโรงขึ้นศาลอีกนาน…”
แม่ชบาหัวฟัดหัวเหวี่ยงเสือน้อยจึงพยายามหลบหน้าไม่ไปให้เห็น เพื่อจะได้ไม่เพิ่มอารมณ์หงุดหงิดของคุณแม่ ที่กำลังหัวร้อนเป็อย่างมากทั้งวันเธอนั่งกดโทรศัพท์บ้างก็ส่งข้อความ บ้างก็โทรออก
ทางทนายเสนอว่าให้มีแต่ยอมเสียเปรียบถึงพอจะได้ทุนคืนมาบ้างโดยเจรจาให้มาโอนที่ดินกัน จนอีกฝ่ายยอมใจอ่อนไว้หน้าหล่อนจึงแอบกลับมาจากต่างจังหวัดเงียบ ๆ นัดแนะกันไปโอนที่ดิน
อีกฝ่ายไหว้ขอโทษอย่างจริงใจพร้อมกับยกสิ่งปลูกสร้างกับวัวควายให้ด้วย เพราะเขาไม่มีปัญญาหารถมาขนไป และก็กลัวพวกนักเลงบ่อนมันตามมาเล่นงาน!
พอโอนเสร็จพวกเขาก็นั่งรถกลับบ้านที่ต่างจังหวัดในทันที...
ทางด้านเสือน้อยพอรู้ว่าที่ดินจะเป็ของตนแล้วแม่ยังบอกว่า “พวกวัวควายที่อยู่ในนี้ก็ตกเป็ของเขาจึงเดินไปหาลุงก้านกลางทุ่งชวนคุย”
อันที่จริงเขาก็รู้จักมักจี่กับลุงก้านแถมยังเคยไปขโมยมะม่วงบ้านแกอยู่เลย
ส่วนลุงก้านถูกเพื่อนร่วมก๊งเหล้าฝากให้เลี้ยงวัวควายเป็อาทิตย์พอรู้ว่าเพื่อนหนีหนี้ก็รู้สึกสับสนบอกไม่ถูก
แม่ชบาจึงจ้างลุงแกมาช่วยดูอยู่พักหนึ่งส่วนตัวลุงแกเองนั้นก็ปลูกสวนทำไร่อยู่ห่างไปหลายร้อยเมตรจากบ้านและเคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควายมาก่อนจึงต้องพึ่งลุงแก หาคนมาขัดตาทัพไปก่อน
ไม่กี่วันต่อมาแม่ชบากับพ่อตัดสินใจขายวัวควายทั้งหมด เพราะพวกเขาเลี้ยงมันไม่เป็ด้วยเกิดมาก็ไม่เคยทำไร่ทำนา หรือต้อนวัวต้อนควายมาก่อน
พวกวัวควายพวกนี้ส่วนใหญ่เ้าของเก่าก็เลี้ยงขุนไว้ส่งโรงเชือด แต่ก็มีบางตัวที่มันยังโตไม่ได้ที่
ภายในที่ดินที่ได้มามีการปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายซึ่งเป็อาชีพหลักของทั้งสอง ส่วนวัวควายเหล่านี้พึ่งมาหัดเลี้ยงได้ไม่กี่ปีปกติมักกั้นอยู่ในคอก
นอกจากนั้นก็เป็บ้านไม้สองชั้นแบบง่ายๆ ทรัพย์สินมีค่าที่มีอยู่ภายในก็ขนออกไป กลางดึกวันที่หนีแล้วนอกจากนั้นก็มีแต่เปลผูกเสาทั้งสองที่แกว่งไปมา มองเผิน ๆ นึกว่าบ้านร้าง