ตอนที่ 25 ูเาฉินหลิง
มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนปรับความเข้าใจกันอยู่เกือบค่อนวัน ท่ามกลางความโล่งใจของคนในจวนสกุลมู่ที่เห็นคู่สามีภรรยาคู่ใหม่ กลับมาหยอกเย้ากันเหมือนแต่ก่อน มิใช่นั่งเป็รูปปั้นกันอย่างเช่นเมื่อตอนเช้า
“ข้าคัดลอกภาพวาดนั้นเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เราเข้าวังไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อดีหรือไม่”
“เอาตามที่ท่านว่าแล้วกัน แต่ข้าอยากขอยืมภาพนั้นสักประเดี๋ยว อาจารย์ยังอยู่ที่นี่ ข้าอยากไปสอบถามบางอย่างกับท่าน”
จินอวิ๋นเซียนเดินไปที่โต๊ะของตน หยิบกระดาษแผ่นใหญ่ที่ตอนนี้ปรากฏภาพทิวทัศน์งดงาม มู่จิ่นเหยียนรู้สึกทึ่งกับฝีมือการวาดภาพของฮูหยินตน จนต้องเอ่ยชื่นชมจนไม่หยุดปาก
“เ้าก็พูดเกินไป ข้าแค่คัดลอกมิได้ลงมือวาดเองเสียหน่อย หากจะชื่นชมต้องชมเสด็จแม่ของข้า”
“ชมท่านก็เหมือนชมพระนาง เอาล่ะเดี๋ยวข้ากลับมา”
มู่จิ่นเหยียนถือภาพวาดนั้นออกจากเรือน มุ่งหน้าไปยังที่พักของอาจารย์หลี่ทันที เขารู้ดีว่าหลายครั้งความสงสัยของเขาอาจารย์หลี่ผู้นี้ก็เป็ผู้ไขข้อสงสัย
ครั้งนี้ก็อีกเหมือนกัน ภาพวาดนี้ดูยังไงก็ยิ่งเหมือนแผนที่สักแห่ง เพียงแต่สัญลักษณ์ใดๆ ล้วนไม่คุ้นตา เขาหวังว่าอาจารย์หลี่ผู้ที่รอบรู้อาจจะให้คำตอบใดๆ กับเขาได้บ้าง
ส่วนจินอวิ๋นเซียนเมื่อคัดลอกภาพวาดเสร็จแล้ว ก็เหมือนจะว่างงาน จึงนั่งลงจดรายการข้าวของเครื่องใช้ที่จะสั่งให้ชุนกงกงช่วยจัดเตรียม เพราะคิดว่าอีกไม่นานตนและมู่จิ่นเหยียนคงต้องออกเดินทางไกลแน่
ไม่เพียงของใช้ส่วนตัวที่ต้องเตรียม ยารักษา หรือพวกอาหารแห้งก็คงต้องมีติดตัวเอาไว้บ้าง ดีที่จวนสกุลมู่เป็ทหารมาหลายชั่วคน เื่การเตรียมเสบียงออกรบจึงมิใช่ปัญหา
มู่ฮูหยินหลังจากรับทราบเื่จากองค์หญิง ก็สั่งให้หานผู่และปี่หวงที่มีประสบการณ์คอยช่วยเหลือ มู่ฮูหยินรับรู้ดีว่าชะตาของมู่จิ่นเหยียนกับจินอวิ๋นเซียนเกี่ยวพันกัน ครั้งนี้เกรงว่าพวกเขาทั้งสองคนคงจะตัดสินใจออกเดินทางแล้วเป็แน่ จึงมิได้ซักไซ้ถามให้มากความ ได้แต่ช่วยเหลือตามที่เห็นสมควร
ส่วนมู่จิ่นเหยียนเมื่อไปถึงเรือนพักของอาจารย์ตน ก็ยื่นภาพวาดนั้นให้กับอาจารย์หลี่พิจารณาอย่างรวดเร็ว
“นึกอย่างไรถึงวาดภาพให้ข้า”
“นี่ท่านฝันหรือละเมอ ข้าหรือจะจับพู่กันวาดภาพให้ท่าน…โอ๊ย”
อาจารย์หลี่เขกศีรษะสั่งสอนมู่จิ่นเหยียนหนึ่งครั้ง ทั้งที่ตนเองก็รู้ดีว่าศิษย์ตัวแสบของตนนั้น ไม่มีทางจับพู่กันวาดภาพเหล่านี้แน่นอน เพียงแต่อดหมั่นไส้ไม่ได้
“ไอเ้าศิษย์อกตัญญู จะเดินทางไกลอยู่แล้วยังไม่รู้จักมอบของให้อาจารย์”
“ข้ามอบเสี่ยวเป่าให้ท่านดูแลแล้วอย่างไร พอใจหรือไม่”
“เหอะ …ว่าแต่เอาภาพนี้มาให้ข้ามิใช่มาถามข้าหรอกนะว่าที่นี่ที่ใด”
“ท่านรู้แล้วยังจะย้อนถามข้าทำไมกันเล่า”
“เ้าดูไม่ออกจริงๆ หรือว่าที่นี่ที่ใด”
“ดูไม่ออก….โอ๊ย”
“ท่านเขกหัวข้าอีกแล้วนะ!”
มู่จิ่นเหยียนถูกเขกศีรษะเป็ครั้งที่สอง เขานั้นมิได้สนใจเื่ศึกษาตำรามาั้แ่เด็ก หนังสือเรียนต่างๆ ยิ่งไม่เข้าหัว โดยเฉพาะพวกโคลงกลอน ปรัชญาต่างๆ แต่หากเป็เื่การศึกา วรยุทธ์ เขายังพอฝืนอ่านมันได้อยู่บ้าง
“นี่เป็แนวสันเขาฉินหลิง เพียงแต่ภาพวาดนี้เหมือนจะเป็ภาพกลับหัวของูเาฉินหลิงเสียมากกว่า”
“ูเาฉินหลิงอย่างนั้นหรือ”
“ถูกต้อง ูเาฉินหลิงนั้นเป็เทือกเขาโบราณขนาดใหญ่ มองเพียงแวบเดียวก็รับรู้ได้ ลักษณะของูเานี้เป็แบบเฉพาะตัว มิค่อยเหมือนกับยอดเขาอื่น ้าหน้าร้อนแต่กลับยังปกคลุมไปด้วยหิมะ ด้านล่างยังมีสัตว์ต่างๆ รวมถึงพวกพืชสมุนไพรมากมาย
แต่ว่ากันว่าลึกเข้าไปด้านในนั้นอันตราย น้อยคนที่จะเคยเข้าไปแล้วเอาชีวิตรอดกลับมา”
“เหตุใดถึงมิได้กลับมา ูเาฉินหลิงมีสัตว์ร้ายมากมายอย่างนั้นเชียวหรือ”
“ว่ากันว่าูเาลูกนี้ภายในมีทะเลสาบห้าแห่ง ูเายังแบ่งเป็ชั้นๆ อีกด้วย น่าจะมีประมาณ9ชั้นเห็นจะได้ อีกทั้งยอดเขายังสูงเสียดฟ้า หากเ้าไปยืนอยู่ที่เชิงเขา ก็ยากนักที่จะมองเห็นยอดของมัน
ชาวบ้านที่อาศัยละแวกนั้นมักจะเข้าป่าล่าสัตว์ แต่ก็ได้เพียงชั้นที่1 และชั้นที่ 2 ของเขาฉินหลิงเท่านั้น คนแถวนั้นรู้ดีว่ายิ่งลึกเข้าไปด้านในยิ่งอันตราย
มีเื่เล่าว่าจอมยุทธ์ท่านหนึ่ง เกรงว่าลมปราณน่าจะอยู่ระดับสูง เข้าไปได้เพียงชั้นที่5เท่านั้น แต่กลับออกมาก็คล้ายคนสติไม่สมประกอบเสียแล้ว
มิรู้ว่าด้านในนั้นมีสิ่งใด อีกทั้งยังเข้าไปได้แค่ชั้นที่5 ทั้งที่เป็จอมยุทธ์ขั้นสูง หากจะเข้าไปถึงยอดก็จำต้องเข้าขั้น์ หรือไม่ก็ระดับเซียนให้จงได้”
“น่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วอย่างนี้ข้าจะหาที่ตั้งของเผ่าจันทราได้อย่างไร มิใช่เข้าป่าไปแล้วถูกสัตว์ร้ายขย้ำตายก่อนหรืออย่างนั้น”
“เื่นี้ก็ต้องแล้วแต่์ลิขิต”
มู่จิ่นเหยียนตั้งใจฟังอาจารย์หลี่เล่าด้วยความตื่นเต้น หากภาพวาดนี้เป็ูเาฉินหลิงจริง ดังนั้นที่นี่เป็ไปได้ว่าจะเป็ทางเข้าของดินแดนร้อยลี้และเผ่าจันทรา
ดูเหมือนว่าูเาฉินหลิงและแม่น้ำหยุนเหอ จะไม่ใช่เพียงธรรมชาติทั่วไปเสียแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยความลับและสิ่งซ้อนเร้นอยู่ด้านใน
มู่จิ่นเหยียนรับฟังเื่ราวที่เล่าขานเกี่ยวกับูเาฉินหลิงจากอาจารย์หลี่ ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้อาจจะไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ด้วยสภาพอากาศที่คาดการณ์ไม่ได้ภายในูเา แล้วไหนจะสัตว์ร้ายต่างๆ ที่รอคอยอยู่ด้านในส่วนลึกของป่า
อีกทั้งดินแดนร้อยลี้เป็เช่นไร ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ แม้กระทั่งอาจารย์หลี่เอง
ตลอดวันนั้นมู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนปรึกษาถึงเื่วันที่จะเดินทางไปตามหาเผ่าจันทรา พวกเขาก็ไม่รู้ว่าครั้งนี้ไปแล้วจะได้กลับมาอีกเมื่อไร ดังนั้นทั้งสองคนจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ตระเตรียมข้าวของที่จำเป็เอาไว้
แล้วตกลงกันว่าวันมะรืนพวกตนจะเดินทางออกไปยังเมืองหลวงมุ่งหน้าไปที่เมืองอี๋ชางทันที
เช้าวันต่อมามู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนเดินทางจากจวนสกุลมู่มุ่งหน้าสู่วังหลวงเพื่อเข้าเฝ้าจินตงหยางฮ่องเต้และทูลลาเพื่อออกเดินทาง
“จิ่นเหยียน เรารู้ว่าหนทางข้างหน้าล้วนอันตรายยากที่จะคาดเดา อย่างไรเสียเราขอฝากอวิ๋นเซียนให้เ้าดูแลด้วย”
“ขอพระองค์ทรงวางพระทัย กระหม่อมจะปกป้ององค์หญิงด้วยชีวิตของกระหม่อม และจะพานางกลับมาหาฝ่าาอย่างปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”
คำว่าปกป้องด้วยชีวิตที่ออกมาจากปากของมู่จิ่นเหยียน มิได้ทำให้จินอวิ๋นเซียนรู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย ตนไม่้าให้ความปลอดภัยของตัวเองต้องแลกมาด้วยชีวิตของมู่จิ่นเหยียน
นับจากนี้ไปจินอวิ๋นเซียนขอตั้งมั่นว่าตนจะไม่เป็ภาระ หรือทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายจนมู่จิ่นเหยียนต้องเอาชีวิตเข้าแลกแน่นอน ถึงแม้ว่าตอนนี้ตนอาจจะยังปกป้องมู่จิ่นเหยียนไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อวันใดวันหนึ่งมาถึงตนอยากจะเป็คนปกป้องคนด้านข้างเช่นกัน
“ขอบใจเ้ามากจิ่นเหยียน แล้วนี่เป็สิ่งที่เราควรมอบมันให้กับเ้า”
จินตงหยางให้หลิวกงกงนำดาบจันทราของพระสนมเยว่เหมยออกมามอบให้มู่จิ่นเหยียนนำติดตัวไปด้วย พระองค์รับรู้มาตลอดว่าดาบเล่มนี้มิใช่ดาบธรรมดา กระทั่งมันผนึกตนเองั้แ่พระสนมเยว่เหมยจากโลกนี้ไป
ราวกับกำลังเฝ้ารอผู้ที่จะมาเป็เ้านายคนใหม่ของมัน เพียงแต่พระองค์กลับไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า บุคคลที่มันรอ จะเป็บุคคลเดียวกับที่พระองค์ตั้งความหวังเอาไว้เช่นกัน
เื่นี้จึงเป็เื่ดีพระทัยของจินตงหยางฮ่องเต้ พระองค์ไม่เพียงมอบดาบจันทราให้มู่จิ่นเหยียน ยังมอบตั๋วเงิน สมุนไพรล้ำค่าต่างๆ ที่จำเป็ให้ทั้งคู่นำติดตัวไปด้วย
“ของพวกนี้พวกเ้าทั้งสองนำติดตัวเอาไว้ เราให้หลิวกงกงเลือกอันที่สามารถพกพาได้สะดวก แล้วนี่คือป้ายแทนตัวเรา เมื่อไรที่ถึงคราวจำเป็ เ้าไปหาผู้ตรวจการของที่นั่นแล้วคนเ่าั้จะคอยช่วยเหลือพวกเ้าเอง
เพียงแต่เื่ที่พวกเ้าเดินทางออกจากวังหลวง เราปิดเป็ความลับ ดังนั้นหากมิจวนตัวจริงๆ ก็จงอย่าเปิดเผยตัวตน เรามิ้าให้ผู้ใดสืบความเื่ของอวิ๋นเซียน”
“กระหม่อมรับพระบัญชา”
“เอาล่ะ พวกเ้าไปหาท่านโหรหลวงเถิด คนนั้นคงรอพวกเ้าอยู่นานแล้ว”
มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนทูลลาจินตงหยางฮ่องเต้ มู่จิ่นเหยียนเดินออกไปรับดาบจันทราจากหลิวกงกง โดยปล่อยให้จินอวิ๋นเซียนทูลลาจินตงหยางฮ่องเต้เป็การส่วนพระองค์
“เสด็จพ่อถนอมพระวรกายด้วยนะเพคะ”
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วงพ่อ ทำตามที่เราเคยตกลงกันไว้ ถอนคำสาปไม่ได้ก็จงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุข”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
จินอวิ๋นเซียนยังสวมกอดพระบิดาด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา ก่อนจะยอมตัดใจคลายอ้อมแขนนั้นออกและถวายความเคารพก่อนจะเดินจากมา
ทางด้านมู่จิ่นเหยียน ยามที่เขาเห็นดาบจันทราเล่มนั้นอีกครั้ง เสียงเรียกร้องที่เคยได้ยินในห้องบรรทมของพระสนมเยว่เหมยก็กลับมาดังก้องอีกครั้ง
ครั้งนี้มิได้เป็เสียงเกรี้ยวกราดอย่างคราวที่แล้ว แต่กลับเป็เสียงร้องราวกับคนดีใจที่ได้เจอคนรู้จักที่พลัดพรากกันมานานแสนนาน
เสียงนั้นดังข้างหูจนมู่จิ่นเหยียนรู้สึกรำคาญ ครั้นรับดาบจันทรามาถือเอาไว้เขาก็อดที่จะดีดไปที่ตัวดาบครั้งหนึ่งไม่ได้ ราวกับกำลังดีดหน้าผากของเสี่ยวเป่าอย่างไรอย่างนั้น เพื่อเป็การแสดงออกความรำคาญของตนให้ิญญาดาบนั้นรับรู้ ไม่นานเสียงร้องนั้นสงบลง
จินอวิ๋นเซียนที่เดินตามออกมา เห็นมู่จิ่นเหยียนดูเหมือนกำลังทะเลาะกับดาบที่เพิ่งได้รับมา ก็อดถามไถ่มิได้
“เกิดเหตุใดขึ้นหรือ เ้าทำเหมือนกับทะเลาะกับดาบเช่นนั้นแหละ”
“ก็ไม่เชิง เพียงแต่ดูแล้วข้ากับเ้านี่คงต้องพูดคุยกันยาว ท่านร่ำลาฝ่าาเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นเราไปพบท่านโหรกันเถิด”
มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนพากันเดินไปพบท่านโหร ที่นั่งรอในโถงรับรองของสำนักนักโหรหลวงอยู่แล้ว
“พวกท่านจะเดินทางกันพรุ่งนี้แล้ว ข้ามิได้มีสิ่งของมีค่าใดจะให้ มีแต่สร้อยประคำทำจากไม้เถาโบราณ กับกระจกแปดทิศ ของพวกนี้จะช่วยเหลือท่านได้ในยามจำเป็”
“ของพวกนี้มีไว้ทำสิ่งใดหรือเ้าคะ”
จินอวิ๋นเซียนเป็ผู้รับของทั้งสองอย่างนี้มาไว้กับตัว ก้มมองมันด้วยความไม่แน่ใจ สร้อยประคำเส้นนั้นดูเหมือนจะยังพอเอาไว้ใช้คุ้มครอง ปกป้องอันตรายที่มองไม่เห็นได้ แต่กระจกแปดทิศนั้นคือสิ่งใด นางก็ยังสงสัยอยู่ไม่น้อย
“กระจกแปดทิศเกิดขึ้นจากพลังฟ้าดิน มีมาั้แ่สมัยโบราณสามารถช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย พลังร้ายออกไปได้ สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ จากไม่มีเป็มี จากบวกเป็ลบ จากร้ายกลายเป็ดี จากทุกข์กลายเป็สุข”
“แล้วข้าจะใช้มันได้อย่างไรหรือเ้าคะ”
“เฉียน คุน เจิ้น ซวิ่น ตุ้ย เกิ้น ขั่น หลี มงคลจักรวาลทั้งแปดทิศ ประสิทธิ์ จงมาเป็กำแพง แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาป้องกันห้อมล้อมรอบ ครอบทั่วอนัตตา
และจงจำเอาไว้สรรพสิ่งในโลกล้วนมีของคู่กันเสมอ สัมพันธ์กัน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีพลังของตัวมันเอง”
“ข้าจะจำเอาไว้เ้าค่ะ”
“ส่วนนี้ที่เหลืออยู่ในตำราที่กระหม่อมเคยมอบให้พระองค์ไปก่อนหน้านี้ หากทำความเข้าใจมันจะเป็ประโยชน์กับพระองค์ในยามคับขัน”
หลังจากที่ทั้งสองกล่าวร่ำลาท่านโหรหลวงเป็อันเรียบร้อย ก็ขอตัวกลับไปยังจวนสกุลมู่ เนื่องด้วยตอนเย็นวันนี้ที่จวนจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นภายในครอบครัว
หลังจากที่มู่จิ่นเหยียนบอกกล่าวกับทุกคนว่า ตนและองค์หญิงเหวินเต๋อขอพระราชทานอนุญาตออกไปท่องยุทธภพและจินตงหยางฮ่องเต้ก็ทรงอนุญาตแล้ว
คนในจวนสกุลมู่ต่างไม่ได้สงสัยแต่อย่างได้ เนื่องด้วยรู้ดีว่าวันนี้อย่างไรเสียก็ต้องมาถึง ด้วยนิสัยของมู่จิ่นเหยียนแล้วมิได้เป็คนที่ชอบอยู่นิ่งกับที่ และจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะรับราชการเพียงแต่แค่ช่วยเหลืองาน ช่วยราชกิจเป็ครั้งคราวแต่ไม่ขอรับตำแหน่ง
จนกระทั่งสมรสพระราชทาน เกรงว่าการออกเดินทางคราวนี้ องค์หญิงเหวินเต๋อคงจะเห็นดีเห็นงามด้วย และน่าจะเป็ผู้ทูลขออนุญาตจากฝ่าาเอง มิเช่นนั้นมีหรือที่จินตงหยางฮ่องเต้จะยินยอม
สิ่งเหล่านี้เป็เื่ราวที่คนในจวนสกุลมู่คิดกัน ยกเว้นแต่มู่ชิงซานและมู่ฮูหยิน ที่รู้สึกว่าเื่นี้อาจจะมีลับลมคมในซุกซ่อนเอาไว้ เพียงแต่ในเมื่อฝ่าาเป็ผู้ทรงอนุญาตเช่นนั้นก็คงทำได้แต่ปล่อยให้ทั้งสองคนออกเดินทาง ถึงแม้จะมีความเป็ห่วงอยู่ไม่น้อย
“นี่เป็ป้ายหยกของข้า หากเ้า้าความช่วยเหลือใด ไปที่ร้านแลกเงินสกุลอวี้เอาป้ายนี้ให้ดู”
มู่ชิงซานมอบป้ายหยกประจำตัวให้กับน้องของตนนำเอาติดตัวไปด้วย อวี้หงฮูหยินของเขาเป็ทายาทของร้านแลกเงินสกุลอวี้ ที่มีสาขาอยู่ทั่วไป ดังนั้นจึงพอพูดได้ว่ามีเส้นสาย สามารถให้ความช่วยเหลือในยามที่คับขันได้
“ขอบคุณพี่รอง”
“แล้วก็รักษาตัว กลับมาอย่างปลอดภัยรู้หรือไม่ ทุกคนที่นี่กำลังรอเ้า”
“ข้าทราบแล้ว ท่านก็รักษาตัวด้วย”
มู่จิ่นเหยียน ใช้โอกาสนี้กล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่า และมู่ฮูหยิน ซึ่งทั้งสองท่านต่างสวมกอดมู่จิ่นเหยียนเอาไว้แน่น ใบหน้าของทั้งสองยังอาบไปด้วยน้ำตา เนื่องจากมู่จิ่นเหยียนถึงแม้จะเคยห่างจากบ้านออกไปทำงาน แต่ทุกครั้งก็มีกำหนดการตายตัวเสมอ
แตกต่างจากครั้งนี้ ที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไร ดังนั้นทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและมู่ฮูหยิน จึงรู้สึกใจหายอยู่บ้างที่ต้องจากลูกหลานของตน
จินอวิ๋นเซียนเฝ้ามองดูทั้งสามคนกล่าวคำอำลาแล้วก็รู้สึกดวงตาพร่ามัว เพราะว่าหยาดน้ำใสคลออยู่ในดวงตาคู่งาม ตนเองก็ไม่กล้าให้สัญญาว่าจะพามู่จิ่นเหยียนกลับมาอย่างปลอดภัย
เพราะว่าแค่ลำพังตัวเอง ยังมิรู้ว่าจะเป็ภาระให้มู่จิ่นเหยียนมากน้อยเพียงใด แล้วนับประสาจะไปปกป้องผู้อื่น ยิ่งไม่มีทางเป็ไปได้เลย
คนสกุลมู่ต่างจบมื้อเย็นวันนั้นด้วยความเศร้าสร้อย เนื่องจากวันรุ่งขึ้น มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียน ตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปอี๋ชางั้แ่เช้ามืด