หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 ความหมายแฝง

             ภายในสนามการประเมินขั้นที่สามของนิกายเทียนซิงเส้นทางที่ปูด้วยไพลินประกาย ทอดยาวจากจุดเริ่มต้นไปนับสิบลี้ปลายทางฝั่งนั้นมีประตูแสงสีทองลอยเหนือพื้นดิน ทว่าสองข้างระหว่างเส้นทางกลับเต็มไปด้วยหุ่นหล่อทองแดงรูปร่างต่างๆมากมาย

            หุ่นรูปปั้นมีทั้งชายและหญิงซึ่งบนส่วนอกของพวกเขาสลักชื่อไว้หนึ่งแถว

            โจวเซวียนอู่ศิษย์หลักแห่งประวัติศาสตร์เทียนซิงปีสามสิบหกเนื่องจากถูกสังหารระหว่างการออกทัศนาจรโดยบังเอิญจึงหล่อหุ่นตั้งมั่นไว้ ณแห่งนี้...

            หยูฉินศิษย์หลักแห่งประวัติศาสตร์เทียนซิงปีเก้าสิบเจ็ด...

            หลินโม่เพิ่งตระหนักได้ว่าหุ่นเหล่านี้เหมือนว่าไม่ได้สร้างขึ้นตามอำเภอใจหากแต่ล้วนเป็นศิษย์อัจฉริยะแห่งนิกายเทียนซิง ซึ่งผู้ประสบกับเหตุไม่คาดฝันในปีที่ผ่านๆมาจะถูกสลักตามรูปร่างหลอมเป็นหุ่นเอาไว้ แล้ววางทิ้งไว้ในพื้นที่การประเมินขั้นที่สามนั่นเอง

            ยามนี้รูปปั้นตัวแรกกลับขยับตัวตามด้วยดวงตาของหุ่นเบิกโพลงขึ้น

            “การประเมินขั้นที่สามของนิกายเทียนซิงกำลังจะเปิดขึ้นจากการบรรลุของเจ้าอยู่เพียงระดับหลอมปราณขั้นต้นระดับการบำเพ็ญของหุ่นทั้งหมดจะลดลงอยู่ในระดับเดียวกับเจ้า จำให้ขึ้นใจว่าศิษย์หลักของนิกายเทียนซิงเป็นผู้หล่อหุ่นเหล่านี้ขึ้นทั้งหมดแม้นไม่มีจิตวิญญาณและความคิดแล้ว แต่ยังคงเก็บรักษาส่วนของการฝึกวรยุทธ์และความสามารถทั้งหมดของพวกเขาเอาไว้หากมิอาจผ่านไปได้ ให้รีบถอนตัวออกโดยเร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุไม่คาดฝัน อันนำไปสู่การสูญเสียชีวิต”

            สิ้นเสียงเยือกเย็นหุ่นตัวแรกหลับตาลง

            ครืน ครืน...

            ทันใดนั้นผืนปฐพีพลันสั่นสะเทือนราวกับข้อมูลที่มองไม่เห็นกระจายเสียงออกไปทั่วอาณาบริเวณหุ่นทั้งสองข้างทางขยับตัวขึ้นในฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นหุ่นหญิงหรือชายต่างลืมตาขึ้นราวกับพวกมันมีชีวิตขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น

            ฟุบ!

            เสียงทะลวงอาการหวีดแหลมพุ่งเข้ามาจากเบื้องหน้าหุ่นลักษณะผอมบางม้วนตัวพุ่งมาตามแรงลม สิ่งที่ทำให้หลินโม่ตะลึงมากที่สุดคือฝ่ามือที่ฟาดมาของหุ่นตัวนี้ได้ดูดกลืนและพ่นพลังเจินหยวนออกมา นอกจากนี้บนตัวของหุ่นบางยังปรากฏร่างของอสูรสีมรกตตัวหนึ่งขึ้นนั่นคือปราณวิญญาณธาตุไม้ที่หลอมกายาแล้ว ด้วยการเสริมของปราณวิญญาณทำให้อานุภาพของหุ่นแกร่งยิ่งขึ้นไม่น้อยไปกว่าคราแรกที่หลินโม่เจอกับสุ่ยหลิวเฟิงสักนิด

            หลินโม่ใช้ร่างนริศเก้าสวรรค์พลังกายพลันพลุ่งพล่านขึ้นไม่หยุด

            หมัดหนึ่งทุบทลายอากาศ!

            ปัง!

            เสียงกึกก้องดังขึ้นหลินโม่รู้สึกได้ถึงความชาที่ลามไปทั้งฝ่ามือ เมื่อมองหุ่นนั่นอีกครา มันถูกซัดกระเด็นกลับไปยังที่เดิมแล้วดวงตาก็ปิดลงในเวลาต่อมา

            วินาทีนี้หลินโม่เข้าใจความหมายทั้งหมดที่หุ่นตัวแรกบอกไว้ได้ในทันทีหุ่นเหล่านี้คือศิษย์อัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์แห่งนิกายเทียนซิง แม้นกลายเป็นหุ่นปั้นทว่ากลับยังหลงเหลือความสามารถของศิษย์เหล่านั้นเอาไว้อยู่ และกล่าวได้ว่าหุ่นเหล่านี้แม้จะไม่มีวิญญาณหรือความรู้สึกนึกคิดแล้วแต่พลังรบก็ไม่น้อยไปกว่าอัจฉริยะที่บรรลุในระดับเดียวกันเลยสักนิด

            จากตรงนี้ทอดยาวไปยังจุดสิ้นสุดมีหุ่นอยู่มากไม่รู้ตั้งเท่าไร หากเดินไปถึงจุดสิ้นสุดนับสิบลี้ก็ต้องเอาชนะหุ่นทั้งหมดให้ได้สินะ...

            ยามนี้หุ่นรอบกายเริ่มเคลื่อนตัวไม่ใช่แค่ตัวเดียว หากแต่เป็นหุ่นถึงหกตัวที่ทะยานขึ้นมาจากตำแหน่งต่างๆเมื่อเทียบฝีมือกับหุ่นก่อนหน้าแล้ว พลังของหุ่นทั้งหกนี้ยิ่งแข็งแกร่งเหนือกว่าหลายส่วน

            ขณะเดียวกันเมื่อเผชิญหน้ากับการร่วมมือของหุ่นทั้งหกตัวพริบตาความกดดันของหลินโม่ก็พุ่งถึงขีดสุดหุ่นพวกนี้ไม่ได้แสดงท่าหมัดเท้าออกมาเรื่อยเปื่อยหากแต่แฝงวรยุทธ์และอานุภาพปราณวิญญาณของศิษย์ตอนมีชีวิตก่อนหน้านี้เอาไว้

            ความกดดันมหาศาลที่หุ่นทั้งหกตัวนำพามานั้นไม่น้อยไปกว่าคราที่เลี่ยวเจว๋และพรรคพวกทั้งแปดร่วมมือจุดปราณวิญญาณประสานร่วมแม้แต่น้อย

            ย้าก!

            ปราณวิญญาณรุ่ยจินในร่างหลินโม่หลอมรวมกายาพลังเจินหยวนถ่ายทอดเข้าไม่หยุด ร่างของสัตวอสุราพลันปรากฏตัวพร้อมปลดปล่อยลำพลังแหลมคมอันแข็งแกร่งออกมาในชั่วพริบตา

            ครืน...

            ท่ามกลางเสียงสะท้านฟ้ารูปปั้นทั้งหกถูกแรงสั่นสะเทือนกระเด็นลอยไปหากแต่มุมปากของหลินโม่กลับเต็มไปด้วยหยาดเลือดสีสดพลังการร่วมมือของหุ่นทั้งหกช่างแกร่งเกินไปแล้ว แม้แต่วรยุทธ์ร่างนริศขั้นต้นก็ยังมิอาจต้านทานทั้งหมดเอาไว้ได้

            หุ่นทั้งสองข้างทางค่อยๆทยอยเคลื่อนไหว คล้ายกับมีชีวิตขึ้นมาในเวลาเดียวกันอย่างไรอย่างนั้นหุ่นสิบห้าตัวพุ่งทะยานสู่บนฟ้า ผสานปราณวิญญาณแต่ละธาตุเข้าด้วยกันพร้อมปลดปล่อยเสียงหึ่งๆอื้ออึงไปทั่ว กระแสอากาศรอบกายถูกกระตุ้นให้บีบอัดลง นี่คือเค้าลางของปราณวิญญาณประสานร่วมที่กำลังจะปรากฏขึ้น

            อานุภาพของปราณวิญญาณประสานร่วมนั้นจะทวีคูณเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ออกมือหุ่นทั้งสิบห้าตัวล้วนเป็นบุคคลอัจฉริยะของนิกายเทียนซิงในสมัยก่อนหากให้พวกมันประสานปราณได้สำเร็จล่ะก็ ต่อให้พลังของหลินโม่จะแข็งแกร่งเพียงใดก็อาจสิ้นลมหายใจลงได้ด้วยน้ำมือพวกมัน

            วินาทีวิกฤตแห่งความเป็นตายหลินโม่ตระหนักได้ว่าต้องทำลายปราณวิญญาณประสานร่วมที่ยังไม่สมบูรณ์นั้นให้ได้

            ทันใดนั้นหลินโม่พลันปลดปล่อยพลังเจินหยวนทั้งหมดออกมาคลื่นพายุงวงช้างขนาดเล็กหมุนเกลียวรอบพลังเจินหยวน ร่างของสัตวอสุราถูกกระตุ้นเร่งขึ้นถึงขีดสุดพลังมหาศาลถาโถมไปยังปราณวิญญาณประสานร่วมที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง 

            ตูม!

            แต่ปราณวิญญาณประสานร่วมกลับประสานเสร็จสมบูรณ์แล้ว

            วินาทีแห่งความเป็นตายในร่างของหลินโม่ได้ก่อเกิดพลังอีกอย่างขึ้น นั่นคือพลังของร่างนริศเก้าสวรรค์ขั้นที่สี่ชั่วเวลาวิกฤติแห่งความเป็นตาย ขณะรับมือกับปราณวิญญาณประสานร่วมนั้นวรยุทธ์ก็ได้ทะลวงขึ้นไปอีกขั้น

            แม้นจะเลื่อนขึ้นเพียงขั้นเดียวทว่าพลังกายของหลินโม่กลับแข็งแกร่งพุ่งขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ชายหนุ่มจึงต้านรับพลังปราณวิญญาณประสานร่วมอันรุนแรงของหุ่นสิบห้าตัวเอาไว้ได้ทันกาล

            หลังจากรอให้หุ่นทั้งสิบห้าตัวถอยกลับหลินโม่ก็ได้รับบาดแผลและอ่อนแรงลงหากแต่พลังกายของเขากลับแข็งแกร่งเหนือกว่าก่อนมาก

            ชายหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วงหลินโม่ทอดมองเหล่าหุ่นมากมายตรงเบื้องหน้าไกลๆพลางครุ่นคิดว่าควรจะถอดใจทิ้งไปหรือไม่ยามนี้เขายังเดินไปไม่ใกล้สิบลี้เสียด้วยซ้ำ หุ่นที่เขาต้องเผชิญนั้นไม่เพียงมีพลังที่ยิ่งแกร่งขึ้นแต่จำนวนก็ยังเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

            ยามนี้พลังของหลินโม่ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว

            เลือดสดสีแดงก่ำไหลรินข้างขมับลงสู่ดวงตาซ้ายของหลินโม่อย่างพอดิบพอดีทำให้การมองเห็นเลือนรางไปชั่วคราวขณะเดียวกันสายตามัวนั้นก็เห็นถึงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของหุ่นรอบทิศพวกมันกำลังเคลื่อนย้ายกันราวกับกำลังจัดแถวอย่างไรอย่างนั้นหุ่นประมาณยี่สิบสามตัวปรากฏกายบนหนทางเบื้องหน้ากลิ่นอายแข็งแกร่งอบอวลรอบหุ่นเหล่านั้นมากเกินกว่าหุ่นทั้งห้าก่อนหน้านี้ไปหลายส่วน

            รูปปั้นยี่สิบสามตัวนำพาแรงกดดันมหาศาลมาสู่หลินโม่อีกครั้งแรงกดดันนี้มากพอทำให้เข้าสู่จุดวิกฤติได้

            ครั้นเห็นภาพนี้พริบตาหลินโม่ก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ของหุ่นเหล่านี้สักทีจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกมันไม่ได้มีไว้เพื่อขัดขวางศิษย์ผู้ร่วมการประเมินขั้นที่สามทว่ามีไว้เพื่อช่วยศิษย์ในการฝึก ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ นั่นเอง

            ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ วรยุทธ์ที่ต้องผ่านเสี้ยวระหว่างแห่งความเป็นตายเท่านั้นจึงจะทะลวงขั้นไปได้หากต้องการบรรลุถึงระดับใหญ่ก็จำต้องผ่านวิกฤตระหว่างความเป็นตายถึงเก้าครั้งให้ได้

            แรกเริ่มที่เห็น ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ วรยุทธ์นี้นั้น หลินโม่พึงรู้สึกว่ายากที่จะบรรลุได้อย่างไรเสียผู้ฝึกตนที่เคยผ่านจุดวิกฤติระหว่างความเป็นตายมาถึงเก้าครั้งแต่ยังรอดมาได้นั้นก็มีแต่จะเป็นผู้ที่สวรรค์เข้าข้าง มิเช่นนั้นใครบ้างจะสามารถบรรลุ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ ไปได้อย่างสมบูรณ์?

            จุดประสงค์ที่นิกายเทียนซิงสร้างรูปปั้นเหล่านี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ศิษย์ผู้สอดคล้องกับเงื่อนไขในการประเมินขั้นที่สามนั้นดำเนินการฝึกให้ก้าวหน้าหาได้มีไว้เพื่อหยุดยั้งไม่

            เมื่อจดจ้องเหล่าหุ่นแน่นขนัดไกลๆเบื้องหน้า นัยน์ตาของหลินโม่กะพริบวูบหนึ่งแล้วพุ่งทะยานไปยังขบวนทัพหุ่นทั้งยี่สิบสามตัวที่ล้อมรอบกายเอาไว้...

             ประตูแสงกะพริบไปชั่วครู่ร่างอรชรท่าทางเหนื่อยล้าเดินออกมาร่างอวบอิ่มเจริญเติบโตเต็มที่น่าดึงดูดของชื่อหงเหลียนเต็มไปด้วยบาดแผลน้อยใหญ่ความผิดหวังฉายแววเต็มใบหน้า อีกแค่นิดเดียว อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นนางก็จะผ่านการประเมินขั้นที่สองไปได้แล้ว เจ้าพวกก้อนหินร่างคนน่าสมควรตายเหล่านั้นจู่ๆ ก็โผล่มาในช่วงสุดท้ายตั้งหกสิบกว่าตัว ทำเอากระทั่งนางต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด

            “พักผ่อนเสียเถิด” เทียนซิงจื่อเอ่ยเสียงอ่อนโยน

            “ท่านเจ้าสาขา ขอให้ข้าเข้าร่วมอีกคราด้วยเถิด” ชื่อหงเหลียนกำหมัดทั้งสองแน่น

            “เจ้าได้รับบาดเจ็บแล้ว หากยังร่วมการประเมินต่อไปล่ะก็อาจเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้”

            เทียนซิงจื่อส่ายหน้า “พลังของเจ้ามากพอที่จะเข้าร่วมการประเมินขั้นที่สองเพียงแต่นิสัยของเจ้าดื้อรั้นโผงผางเกินไป บนเส้นทางวิถีแห่งการฝึก นิสัยเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกันเจ้าจำต้องรู้จักยอมรับและปล่อยวางมิเช่นนั้นจะทำให้การฝึกของเจ้าในวันหน้าไร้ประประโยชน์ไปเสียเปล่า”

            “ท่านเจ้าสาขา ครานี้ข้าต้องผ่านไปได้แน่” ชื่อหงเหลียนขบกรามเอ่ย

            “มิใช่ว่าข้าไม่ให้เจ้าเข้าร่วม หากแต่กฎของสาขาเทียนซิงของเรานั้น เจ้าเองก็รู้ดีแก่ใจนี่ว่าหากมิอาจผ่านหนแรกไปได้จำต้องรอไปอีกหนึ่งปี”  เทียนซิงจื่อกล่าวพลางถอนหายใจเบาๆ

            ครั้นได้ยินประโยคนี้ชื่อหงเหลียนก็ก้มหน้าลง ตัวนางเองรู้กฎของสาขาเทียนซิงเป็นอย่างดีนางเพียงแค่ไม่เต็มใจยอมรับก็เท่านั้น อีกเพียงนิดเดียวก็จะผ่านการประเมินไปได้แล้วแท้ๆแต่ท้ายสุดกลับตกม้าตายในช่วงสุดท้ายเสียได้

            “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ครานี้แค่ท่านแค่โชคไม่เข้าข้างก็เท่านั้นคราหน้าจะต้องผ่านได้อย่างแน่นอน” จินเฉียนหยินรีบละล่ำละลักปลอบใจ

            “หลินโม่ล่ะ?”

            จู่ๆชื่อหงเหลียนก็เงยหน้าขึ้นพร้อมดวงตาแดงก่ำ เปลวไฟระอุกำลังโหมไหม้อยู่ในแววตา

            จินเฉียนหยินและจูจิงจื่อแอบกรีดร้องว่าท่าไม่ดีแล้วเมื่อศิษย์พี่หญิงใหญ่แสดงอาการเช่นนี้ นั่นหมายถึงต้องมีใครสักคนกำลังจะเจอหายนะอีกทั้งยามนี้ศิษย์พี่หญิงใหญ่กำลังตามหาหลินโม่ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะระบายโทสะอัดอั้นในใจใส่หลินโม่เป็นแน่...

            หากไม่รู้เรื่องราวของหลินโม่ก็คงดีสิทว่าหลังจากทราบแน่ชัดแล้วว่าหลินโม่คือชายหนุ่มลึกลับที่สร้างเรื่องใหญ่ไว้ที่สาขาลัวซาจินเฉียนหยินกลับรู้สึกว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่มิอาจกดขี่หลินโม่เอาไว้ได้อีกต่อไปอย่างแน่นอน

            สีหน้าของจินเฉียนหยินแปรเปลี่ยนอย่างคาดเดาไม่ได้เขาไม่รู้แล้วว่าควรจะเอ่ยปากอย่างไรต่อไป

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน