ตระกูลถังแต่เดิมนั้นมิได้เป็ตระกูลที่ร่ำรวยมีเงินมีทองใช้อย่างสุขสบายแต่อย่างใด หากนับย้อนหลังลงไปแปดชั่วคนพวกเขาก็ยังต้องดิ้นรนทำมาหากิน ที่ทำตลอดทั้งปีก็ไม่สามารถหาเงินได้มากมายเท่าใดนัก หากไม่ใช่เพราะเงินของถังหย่งหลี่ที่ช่วยค้ำจุนไว้แล้วล่ะก็ ป่านนี้ตระกูลถังก็คงยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการก้าวขึ้นมาเป็ครอบครัวที่รวยที่สุดในหมู่บ้านอย่างทุกวันนี้ มีเนื้ออยู่ในชามข้าวแทบทุกวัน แถมยังสามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่สำนักศึกษาได้…จะทำได้หรือหากไม่มีถังหย่งหลี่
และในเมื่อเขาผู้นั้นเคยเป็ที่พึ่งหลักของครอบครัวมาช้านาน ฉะนั้นคนในตระกูลถังก็ควรต้องตอบแทนอะไรให้กับครอบครัวของเขาบ้างสิถึงจะถูก!
ถึงแม้ว่าวังซื่อจะใช้จ่ายเงินทองเป็จำนวนมากไปอย่างฟุ่มเฟือย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ควรปฏิบัติต่อถังฉือหรง ถังฉือเย่ และถังฉือเหยา สามทายาทของถังหย่งหลี่ให้ดีกว่านี้ พวกเขาทั้งสามพี่น้องไม่สมควรได้รับการดูิ่ แบ่งแยก ไม่ว่าจากใครหรืออะไรทั้งนั้น
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะพวกเขากลับถูกเลือกให้เป็ที่รองรับระบายอารมณ์ของคนทั้งตระกูล มิหนำซ้ำยังถูกบังคับขายไปเป็สาวรับใช้จนถูกทำร้ายร่างกายาเ็สาหัสถึงขนาดเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วครั้งหนึ่ง!
ด้วยเหตุนี้หากคนในตระกูลถังไม่ได้หลั่งเื…ก็คงยากที่จะระงับโทสะในใจนางให้มอบดับ!
ถังฉือเย่เดินออกมาในเวลาที่ทุกคนกำลังกลับมาจากไร่นา นางก้าวเดินไปอย่างช้า ๆ ในมือถือจานเนื้ออยู่จานหนึ่ง ระหว่างทางมีผู้คนกล่าวคำทักทายมากมายไปตลอดทาง
“แม่หนูเย่ เนื้อนี่เ้าจะเอาไปทำอะไร?”
“ข้าจะเอาไปให้ท่านย่า”
“ครอบครัวเ้ายังมีเนื้ออยู่อีกเหรอ?” คนฟังถามขึ้นพร้อมมองมาด้วยความประหลาดใจ
“ข้าจับหนูนามาได้สองสามตัว เพิ่งจะเอาออกมาจากหม้อก็เลยจะเอาไปให้ท่านย่าได้ลิ้มรสก่อน” หญิงสาวบอกเสียงเรียบ
“เ้าช่างเป็เด็กที่กตัญญูเสียจริง”
ถังฉือเย่ยิ้มรับพร้อมกล่าวขอบคุณเบา ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วนางรู้ดีแก่ใจว่าสาเหตุทั้งหมดที่กำลังทำอยู่นั้นคือ ‘การสร้างภาพ! ’ หญิงสาวคิดใคร่ครวญมาอย่างรอบคอบแล้วว่าทุกคนในหมู่บ้านคงจะร่ำลือกันไปทั่ว เมื่อคนที่ผ่านไปผ่านมามองเห็นหลานสาวที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านแต่ยังมีความกตัญญูต่อผู้เป็ย่ายิ่งนัก ถึงขนาดจับหนูนาได้ นางยังไม่ลืมที่จะนำมามอบให้ย่าได้ลิ้มรสก่อน
ในระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น เสียงแหบแห้งของท่านย่าซุนก็ดังขึ้นตรงหน้าประตู
“ใครกันน่ะ?”
“ท่านย่า…ข้าเอง…เย่เอ๋อร์”
ไม่ทันสิ้นเสียงไม้กวาดก็ถูกเขวี้ยงไปบนพื้นทันที ท่านย่าซุนะโต่อว่าเสียงดัง “ทั้งหัวดำหัวหงอก พวกเ้าสองคนแม่ลูกจะไม่จบไม่สิ้นใช่หรือไม่! คิดแต่จะสูบเืสูบเนื้อจากตระกูลถังของข้า ไม่รู้ว่าตระกูลถังไปติดหนี้บุญคุณอะไรพวกเ้านักหนา ถึงได้มาแค้นเคืองตระกูลข้าเยี่ยงนี้” พูดไปนางก็หอบไปเพราะความเหนื่อย แต่ความโกรธมีพลังมากกว่าจึงยังสามารถด่าทอได้ต่อไม่หยุด
“แต่ละคนล้วนจิตใจต่ำช้า เลวทราม! พวกเ้าจะต้องไม่ได้ตายดีแน่ เหอะ! คิดจะกลับเข้ามาในตระกูลถัง ข้าบอกเ้าไว้เลยว่าไม่มีทาง ตราบใดที่ยายแก่ซุนอย่างข้ายังมีลมหายใจอยู่ล่ะก็ พวกเ้าแม่ลูกก็อย่าหวังเลยว่าจะเหยียบพ้นประตูบ้านเข้ามาได้แม้เพียงครึ่งก้าว…เ้าพวกคนต่ำช้าหน้าด้าน”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของท่านย่าซุนทำให้ชาวบ้านหลายคนที่เมียง ๆ มอง ๆ มา้าจะช่วยนางพูดต้องผงะใจนไม่กล้าขัดจังหวะ!
ถังฉือเย่เพียงแค่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยและฟังคำด่าทออย่างเงียบ ๆ หางตาเหลือบเห็นชาวบ้านหลายคนที่อยากรู้อยากเห็นพากันอธิบายเื่ราวให้กับคนที่เพิ่งจะแบกจอบเดินกลับเข้ามาในหมู่บ้านเพราะยังไม่เข้าใจสถานการณ์
กระทั่งหญิงชราก่นด่ามาพอสมควรแล้ว ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งะโขึ้นว่า “ท่านย่า! เย่เอ๋อร์นางเอาเนื้อมาให้ท่านนะ!”
เท่านั้นประตูบ้านตระกูลถังซึ่งถูกลั่นดาลปิดไว้อย่างแ่าก็เปิดกว้างด้วยมือของท่านย่าซุนพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าถังฉือเย่ถือจานเนื้อมาจริง ๆ นางก็เลิกคิ้วขึ้นถามกลับมาอย่างประหลาดใจ
“เ้าไม่ได้ปัญญาอ่อนแล้วจริง ๆ หรือนี่! รู้เื่รู้ราวกับเขาแล้วเหมือนกัน รู้จักเคารพท่านย่าของเ้าแล้วหรือ” พูดเสร็จหญิงชราก็คว้าจานเนื้อในมือของถังฉือเย่ไป “เนื้อจานนี้ข้าจะรับไว้ แต่หากเ้าจะอาศัยบุญคุณเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้แล้วคิดจะกลับมาล่ะก็ เ้าก็หยุดคิดไปได้เลย ข้าไม่ใช่คนโง่หรอกนะ!”
“ท่านย่า…ข้าไม่กลับมาหรอก” ถังฉือเย่กล่าว นึกในใจว่าปลายอมกินเหยื่อแล้ว ถือว่าแผนการสำเร็จไปแล้วครึ่งทาง
“จานใบนี้เป็ของท่านลุงสี่ เมื่อท่านย่าเอาเนื้อไปแล้วข้าก็จะนำมันกลับไป” ถังฉือเย่บอกพลางเดินเข้าไป ก่อนที่ท่านย่าซุนจะรีบเข้ามาเก็บชามอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ทำราวกับกลัวว่านางจะมาแย่งเอาไป
ถังฉือเย่เก็บงำความรู้สึกนึกคิดของตัวเองไว้ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น “ท่านย่าที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะมีเื่บางอย่างต้องพูด”
“อะไร?” หญิงชราถามทันควัน “เ้าจะพูดอะไร?”
ถังฉือเย่ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบไปว่า “ท่านไล่พวกข้าสามคนออกจากบ้าน อย่างน้อยก็ควรมีข้อตกลงอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ข้อตกลง?” ท่านย่าซุนที่กำลังจะเทเนื้อหันกลับมาจ้องนางในทันที “ข้อตกลงอะไรกัน! เ้ากล้าดียังไงถึงคิดจะมามีข้อตกลงอะไรกับข้า”
“หลานเองก็ไม่ได้้า” หญิงสาวกล่าวอย่างนอบน้อม “แต่ครอบครัวของข้าตอนนี้ไม่มีอาหารเหลือแล้ว ตอนนี้คนในบ้านแม้แต่เสื้อผ้าสักชุดก็ไม่มีให้เปลี่ยน ถ้วยชาตะเกียบล้วนแต่ต้องหยิบยืมมาทั้งสิ้น ท่านว่ามันยุติธรรมหรือ?”
หญิงชราได้ฟังก็ถ่มน้ำลายลงพื้น ถังฉือเย่ที่เตรียมตัวอยู่แล้วจึงหลบเลี่ยงได้อย่างรวดเร็ว พลางจ้องมองดวงตากลมโตสื่ออารมณ์กรุ่นโกรธของท่านย่าที่จ้องมองมานิ่ง ไม่หลบสายตา
“ข้าไว้ชีวิตพวกเ้านี่ก็ถือว่าเมตตามากพอแล้ว เ้ายังจะกล้ามามีข้อตกลงอะไรกับข้า เหตุใดข้าจะต้องสนใจด้วยว่าพวกเ้าจะมีกินมีใช้หรือไม่ ความจริงข้าแทบจะนับวันรอให้พวกเ้าตายในเร็ววันเสียด้วยซ้ำ!”
“ในเมื่อท่านย่ากล่าวเช่นนั้น ข้าเองก็คงต้องจำใจพูดอะไรสักหน่อย” ถังฉือเย่พูดอย่างใจเย็นพลางชี้นิ้วไปที่ตัวบ้าน “ความจริงบ้านหลังนี้ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าที่ท่านสวม อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ อย่างน้อยเก้าในสิบส่วนล้วนเป็สิ่งที่ท่านพ่อข้าหามาได้แทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นพวกข้าทั้งสามคนพี่น้องก็ควรมีสิทธิ์มากที่สุดในบ้านหลังนี้ เงินทองที่ท่านพ่อหามาได้มันมากพอที่จะทำให้พวกข้าอยู่สุขสบายไปตลอดทั้งชาติ แล้วท่านย่ามีสิทธิ์อะไรมาไล่พวกข้าออกจากบ้าน มีสิทธิ์อะไรที่จะไม่ให้ข้าใช้สอยสิ่งของพวกนี้”
เมื่อหญิงชราผู้กุมอำนาจสูงสุดของตระกูลถูกท้าทาย นางจึงพ่นลมหายใจออกมาก่อนมองถังฉือเย่อย่างทึ่ง ๆ ในคราแรก หลังจากนั้นก็คว้าจานแล้วเขวี้ยงลงกับพื้นเสียงดังเพล้ง! พร้อมกับริมฝีปากของนางที่สั่นระริกด้วยความโกรธจัด พร้อมพูดปากคอสั่น
“ข้าจะบอกเ้าว่าข้ามีสิทธิ์อะไร ก็สิทธิ์ของความเป็แม่ไงล่ะ เขาคลานออกมาจากท้องของข้า เพราะฉะนั้นเงินทุกอีแปะทุกตำลึงที่เขาหามาได้ก็ต้องเป็ของข้า ข้าจะแบ่งให้ใครมันก็เื่ของข้า เ้าเป็ใครกันถึงกล้ามายุ่งเื่ของข้า!”
“แน่นอน ท่านคือท่านแม่ของเขา” ถังฉือเย่พูดอย่างใจเย็น “ท่านพ่อข้ากตัญญูต่อท่านมันก็เป็เื่ที่สมควรแล้ว ตอนท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่เขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเื่นี้กับท่านเลยสักนิด แต่ตอนนี้กระดูกของท่านพ่อยังไม่ทันจะเย็น ท่านก็ขับไล่ภรรยาและลูกสาวเขาออกจากบ้าน เงินสักอีแปะก็ไม่แบ่งให้ ซ้ำยังแช่งให้ข้าตายได้อย่างใจเย็น ท่านเป็แม่ เป็ย่าเช่นนี้ ไม่ละอายใจหรือกลัวว่าผู้คนเขาจะหัวเราะเยาะเอาหรอกหรือ?”
“ผู้ใดจะกล้าหัวเราะเยาะข้า” ท่านย่าซุนพูดอย่างถือตัว “หน็อย! เ้าเด็กจิตใจต่ำช้า ข้าคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเ้าจะหน้าด้านหน้าทนริอ่านมาถามไถ่ถึงเงินของพ่อเ้ากับข้า เ้าช่างกล้านัก แต่ฝันไปเถอะเพราะเงินสักแดงเดียวข้าก็ไม่ให้ ดูสิว่าพวกเ้าจะทำอย่างไรได้ ต่อให้แม่พวกเ้ามาสิ้นลมต่อหน้าข้า ข้าก็ไม่กลัว!”
ถังฉือเย่ลดสายตาลง…ดูเหมือนว่าท่านย่าซุนผู้นี้จะกลายเป็คนที่ไร้เหตุผลโดยสมบูรณ์แบบ และคงไม่ต้องเอ่ยถึงความรัก ความผูกพันฉันย่าหลาน เพราะท่านย่าคงเกลียดนางเข้ากระดูกดำ และคง้ากำจัดพวกนางไปให้เร็วที่สุด!
เอาเถอะ…ในเมื่อเื่ราวมันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้ก็ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว
ถังฉือเย่กะพริบตาปริบ ๆ พลางเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ได้ยินมาว่าครอบครัวท่านอาสี่จะมาเยี่ยมท่านย่าในวันพรุ่งนี้”
ได้ผล พอพูดถึงบุตรชายคนเล็กและหลานคนโต ท่านย่าซุนก็รีบหันกลับมามองด้วยสายตาที่แทบจะเผานางให้กลายเป็เถ้าธุลี เป็อย่างที่นางคิดไม่มีผิดหลานชายคนโตกับลูกชายคนเล็กเป็ที่รักของท่านย่าซุนมากที่สุด โดยเฉพาะถังหย่งิ ลูกชายคนเล็กแล้ว แม้แต่ถังฉือจินผู้เป็หลานชายคนโตก็ไม่อาจเทียบได้ ถังหย่งิผู้นี้จึงเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของนาง หากใครกล้าแตะเขารับรองว่าท่านย่าซุนคงจะสังหารคนผู้นั้นด้วยมือของนางเอง
และด้วยเหตุนี้ที่เป็เหตุผลทำให้ถังฉือเย่เปิดประตูทิ้งไว้ พร้อมกับสร้างสถานการณ์บางอย่างก่อนที่จะก้าวเท้าข้ามประตูบ้านของตระกูลถังเข้ามา!
.
.
.