รุ่งเช้าไม่เคยมาถึง
อย่างน้อย มันก็ไม่ได้มาถึงในแบบที่มนุษย์คุ้นเคยกันอีกต่อไป
ไม่มีแสงสีทองค่อย ๆ ไหลขึ้นตามขอบตึก ไม่มีเสียงนก ไม่มีสีฟ้าจางของท้องฟ้าที่ทำให้คนรู้ว่ายังมีวันใหม่รออยู่เบื้องหน้า สิ่งที่คล้าย “เช้า” ในวันนี้มีเพียงความสว่างสีขาวหม่นที่ซึมลงมาจากรอยแตกบนฟ้า เหมือนมีใครบางคนแง้มบานประตูของโลกอีกชั้นไว้เหนือศีรษะ แล้วปล่อยแสงเย็นจัดไร้ความอบอุ่นลอดลงมาทาบทับเมืองทั้งเมืองอย่างไม่ใยดี
ภายในห้องสมุดกลางเมือง แสงฉุกเฉินสีแดงยังคงส่องอยู่ตามมุมเพดานเหมือนดวงตาที่ไม่ยอมหลับ พื้นหินขัดเต็มไปด้วยรอยน้ำจากสปริงเกอร์ รอยเืสีดำคล้ำจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรมีอยู่บนโลก และเศษกระดาษจากหนังสือหลายร้อยเล่มที่ร่วงลงมาจากชั้นราวกับหิมะสกปรก เสียงหยดน้ำติ๋ง ๆ จากขอบโต๊ะและปลายชั้นเหล็กยังดังต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จนฟังเหมือนนาฬิกาที่เดินผิดเวลาในที่ที่เวลาเองก็กำลังจะแตกสลาย
คาเอล เวย์รอนยืนอยู่หน้ากระจกหน้าต่างที่แตกยับ
เขาไม่ได้มองเงาของตัวเองในนั้น เพราะไม่มีเงาเหลือให้ดูแล้ว
สิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงเมืองที่กำลัง “ไม่เสร็จ”
ถนนตรงหน้าห้องสมุดบาง่หายไปเป็แถบสี่เหลี่ยมขาวโพลน เหมือนพื้นโลกถูกใครสักคนลบออกจากไฟล์ภาพแล้วลืมเติมช่องว่างกลับคืน เสาไฟต้นหนึ่งหายไปครึ่งบน เหลือเพียงโครงโลหะลอยตัดกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยรหัสไหลผ่าน รถหลายคันจอดค้างอยู่กลางถนนในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ บางคันไม่มีประตู บางคันเหลือเพียงเงาโปร่งใสของตัวรถซ้อนทับอยู่กับความว่าง และบางคันเหมือนถูกหยุดไว้ตรงระหว่าง “มีอยู่” กับ “ถูกลบ” ชนิดที่มองแล้วชวนปวดหัวอย่างบอกไม่ถูก
เหนือเมืองนั้น ท้องฟ้าไม่ใช่ท้องฟ้าอีกต่อไป
มันเป็พื้นผิวของรหัส
ตัวอักษรขาว ฟ้า และเทาหม่นจำนวนมหาศาลไหลตัดกันเป็ชั้น ๆ เหมือนแม่น้ำแห่งภาษาเก่าแก่ที่ไม่ควรมีใครอ่านออก รอยแตกบนฟ้าขยายกว้างจนเห็นความมืดลึกเื้ัเหมือนมีผืนโลกอีกชั้นซ่อนอยู่หลังผืนฟ้านี้ และทุกครั้งที่เส้นรหัสพวกนั้นกะพริบ เมืองทั้งเมืองก็เหมือนกระตุกตามไปด้วยทีละน้อย
หน้าต่างสถานะของคาเอลสว่างขึ้นตรงมุมสายตา ราบเรียบ เ็า และซื่อสัตย์อย่างน่ารังเกียจ
[สภาพแวดล้อมไม่เสถียร]
[ความเป็จริงกำลังถูกลบ]
[พื้นที่เข้าสู่โหมดชำระล้างข้อมูล]
[คำแนะนำ: อพยพทันที]
เขาอ่านช้า ๆ ทีละบรรทัด
คำว่า “ชำระล้าง” ทำให้ลำคอฝืดขึ้นอย่างแปลกประหลาด มันไม่ฟังเหมือนคำว่าพังทลาย ไม่ใช่คำว่าโจมตี และไม่ใช่แม้แต่คำว่าเสียหาย มันฟังเหมือนการกระทำที่เป็ระบบ เป็ความตั้งใจของใครบางอย่างที่กำลังเก็บกวาดบางสิ่งออกจากจักรวาลนี้อย่างเป็ระเบียบ
“มันหมายความว่าอะไร”
เสียงของมิเลียดังขึ้นด้านหลังเขา เธอไม่ได้ขึ้นเสียง ไม่ได้ตื่นตระหนก แต่คาเอลได้ยินความตึงที่แฝงอยู่ในทุกพยางค์
เขาไม่หันกลับไปมองในทันที ดวงตายังคงจับอยู่ที่เมืองพิกเซลนอกกระจก
“มันไม่ได้แค่พัง” เขาตอบ
“มันกำลังถูกลบออกจากระบบ”
ความเงียบตกลงมาในโถงอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบแบบพักหายใจหลังรอดจากฝูง แต่เป็ความเงียบของคนที่เพิ่งได้ยินคำตัดสินซึ่งใหญ่เกินกว่าจะเถียง
แจ็กซ์ซึ่งนั่งคุกเข่าข้างซากป้อมปืน “เ้าเข็ม” อยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นจากวงจรในมือ เขามีสายไฟพันติดแขนเหมือนเถาวัลย์โลหะ เปลือกตาหนักอึ้งจากการไม่ได้นอนทั้งคืน แต่ดวงตายังลุกวาวด้วยความพยายามฝืนไม่ให้สมองยอมแพ้
“โอเค” เขาพูดช้า ๆ ราวกับกำลังแปลโลกใบนี้เป็ภาษาของตัวเอง
“งั้นสรุปก็คือตอนนี้เรากำลังยืนอยู่กลางเมืองที่โดนลากลงถังรีไซเคิลของพระเ้า?”
โวร่าที่นั่งอยู่บนขอบโต๊ะอ่านหนังสือซึ่งหักเอียงไปข้างหนึ่ง โดยมีมีดสองเล่มวางพาดอยู่บนต้นขา เหลือบมองเขาเพียงแวบเดียว
“ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ก็ใช่”
แจ็กซ์หัวเราะออกมาสั้น ๆ แบบคนไม่เหลือแรงจะทำหน้าหนักอีกแล้ว
“ยอดเยี่ยม ๆ ชีวิตฉันเดินทางมาไกลจริง ๆ”
บัลธาซาร์เดินเข้ามาใกล้หน้าต่างอย่างเงียบงัน แสงสีฟ้าอ่อนจากพลังจิตยังติดอยู่รอบปลายนิ้วเขาเป็เงาบาง ๆ ราวกับร่องรอยของเปลวไฟที่ไหม้จากข้างใน เขามองเมืองนั้นนานกว่าคนอื่น และเมื่อพูดออกมา น้ำเสียงของเขาก็เบาจนเกือบเป็คำสวด
“สถานที่แห่งนี้กำลังถูกตัดออกจากความทรงจำของโลก”
คาเอลหันไปมองเขา
บัลธาซาร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แสงขาวจากรอยแตกบนฟ้าสะท้อนในดวงตาเขา
“เหมือนหนังสือถูกฉีกออกจากเล่ม” เขาพูดต่อ
“และเมื่อหน้าหนึ่งถูกฉีก เื่ราวที่อยู่ในหน้านั้นก็หายไปพร้อมกัน”
ประโยคเรียบง่ายนั้นพุ่งถึงหัวใจของทุกคนในห้องสมุดเร็วกว่าข้อความระบบใด ๆ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งกอดลูกสาวไว้แน่นเอ่ยถามออกมาเสียงสั่น
“แล้วพวกเราล่ะ…ถ้าเมืองหายไป พวกเราจะ…หายไปด้วยไหม”
หน้าต่างสถานะของคาเอลตอบก่อนใคร
[การมีอยู่ของผู้ใช้ขึ้นกับตำแหน่งในระบบ]
[คำเตือน: หากพื้นที่ถูกลบ ผู้ใช้จะถูกลบไปพร้อมกัน]
เขาไม่อยากพูดประโยคนั้นออกไป แต่ก็ไม่อาจโกหก “ใช่” เขาตอบตรงในที่สุด “ถ้าเรายังอยู่ตรงนี้ตอนที่พื้นที่โดนลบ เราจะหายไปพร้อมมัน”
ไม่มีเสียงสะอื้นดังขึ้นในทันที คนพวกนั้นเงียบกว่าร้องไห้เสียอีก เงียบในแบบที่น่ากลัวกว่า เพราะมันหมายถึงสมองกำลังพยายามรับความจริงเข้าไปทีละก้อน แล้วพบว่ามันใหญ่เกินจะกลืน
มิเลียขยับเข้ามาใกล้หน้าต่างมากขึ้น เธอยืนตรงแสงแดงกับแสงขาวตัดกันจนเงาบนใบหน้าคมจัด ปืนลูกซองในมือแนบชิดลำตัวเหมือนอวัยวะอีกชิ้น
“งั้นเราต้องออกจากที่นี่” เธอกล่าว
“เดี๋ยวนี้”
โวร่าพยักหน้าทันที
“ฉันเห็นด้วยกับเธอ”
แจ็กซ์เลิกคิ้ว
“ออกไปข้างนอก? ไปในเมืองเวอร์ชันไฟล์เสีย? ฉันไม่ค้านนะ แค่ขอเช็กว่าเรากำลังเลือกคำว่า ‘อาจรอด’ มากกว่า ‘รอตาย’ ใช่ไหม”
“ใช่” คาเอลตอบ
และนั่นก็พอแล้ว
เขาก้าวไปยังแผนผังอาคารที่ติดอยู่บนผนังข้างทางเดิน แม้กระดาษจะเปียกจนมุมงอและหมึกบางส่วนละลาย แต่ยังพอมองออกได้ว่าออกจากห้องสมุดไปทางไหนจะเชื่อมกับถนนสายใด ตรงไหนมีตรอก ตรงไหนเป็ลานจอดรถ ตรงไหนเป็อาคารพาณิชย์ที่อาจใช้กำบังได้
เขาเพ่งมองมัน พลันหน้าต่างสถานะอีกชั้นหนึ่งก็ซ้อนทับลงบนแผนผังจริงอย่างเงียบงัน เส้นบาง ๆ สีฟ้าถูกลากขึ้นมาเอง คำนวณเส้นทางหลบหนีจากห้องสมุดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านตรอกหลังคลังเก็บเอกสาร ข้ามซอยแคบ แล้วอ้อมไปยังเขตถนนที่ยังมีโครงสร้างความจริงเสถียรกว่า
[กำลังคำนวณเส้นทางหลบหนี]
[เส้นทางที่แนะนำ: ตะวันตกเฉียงใต้]
[ระดับเสถียรภาพของพื้นที่: ปานกลาง]
[ความน่าจะเป็ในการเอาตัวรอดของกลุ่ม: 41%]
สี่สิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์
ตัวเลขนั้นห่างไกลจากคำว่าปลอดภัย แต่ก็สูงกว่าศูนย์มากพอจะทำให้เขาตัดสินใจได้
“ออกทางตะวันตกเฉียงใต้” คาเอลพูดทันที
“ด้านนั้นยังไม่ถูกลบหนักเท่าด้านหน้า”
นิกซ์ที่นั่งพิงชั้นหนังสืออยู่ใกล้ ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ เขาซีดกว่าทุกคน แขนขวาที่มีเกล็ดลามถึงหลังมือแล้วดูราวกับไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป เสียงของเด็กหนุ่มเบา แต่คมพอให้ทุกคนหันไปมอง
“ฝั่งนั้นยังไม่โดนพวกมันกลืน”
มิเลียหรี่ตา
“แน่ใจ?”
นิกซ์พยักหน้า
“พวกมัน…ไม่ชอบพื้นที่ที่กำลังหาย มันเหมือนเสียงของรังขาด ๆ เกินไป พวกมันจะวนอ้อม ไม่เข้าใกล้เส้นลบถ้าไม่จำเป็”
ไม่มีใครเข้าใจทั้งหมด แต่ทุกคนรับฟัง
เพราะตลอดคืนที่ผ่านมา สิ่งที่นิกซ์ “ได้ยิน” มักแม่นยำกว่าที่ควรจะเป็ทุกครั้ง
“งั้นเราจะใช้ทางนั้น” คาเอลตัดสิน
ทุกอย่างเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันโดยไม่ต้องสั่งซ้ำหลายรอบ บางทีความจริงที่ว่าเมืองกำลังถูกลบชัดเจนเกินพอแล้วที่จะไม่เหลือพื้นที่ให้ลังเล ผู้รอดชีวิตถูกปลุกขึ้นทีละคน ขวดน้ำและอาหารแห้งที่เหลือถูกรวมกองและแบ่งอย่างรวดเร็ว ผ้าพันแผลถูกแจกจ่ายให้คนเจ็บ แม่อุ้มลูก เด็กโตช่วยพยุงคนแก่ ผู้ชายสองคนช่วยกันดึงโต๊ะอ่านหนังสือออกจากทางเดินเพื่อเปิดทางเคลื่อนย้าย
มิเลียเดินตรวจแนวอีกครั้ง เหมือนนายทหารที่ชินกับการนับะุโดยไม่ต้องมอง เธอเปิดลูกเลื่อนเช็กะุลูกซองแต่ละนัด ปรับสายสะพายให้แน่นขึ้น แล้วหันมาหาคาเอล
“นายเปิดทาง” เธอพูด
“ฉันรู้”
“ฉันคุมแนวหลังกับพลเรือน”
คาเอลพยักหน้า “ถ้าอะไรหลุดมาจาก้า โวร่าเก็บ”
โวร่าที่กำลังเสียบมีดกลับเข้าปลอกตอบโดยไม่มอง “ได้”
“บัลธาซาร์คุมกลุ่มกลาง อย่าให้แยกกัน”
ชายสูงวัยรับคำสั้น ๆ พร้อมยกมือแตะอกตนเอง ราวกับคำสั่งไม่ใช่สิ่งที่เขารังเกียจ หากเป็ความรับผิดชอบที่ยอมแบกอยู่แล้ว
“แจ็กซ์” คาเอลหันไปทางเพื่อน
“ป้อมละเพื่อน?”
แจ็กซ์ทำหน้าเหมือนโดนบังคับให้เลือกลูกตัวเอง
“เ้าเข็มไปต่อไม่ไหว ฟ้าผ่ายังยิงได้อีกหน่อย ถ้าจะเอาไปด้วย ฉันต้องตัดขาแล้วทำเป็ชุดลาก”
มิเลียพูดทันที
“ไม่เอาไป ปล่อยมันไว้เป็ตัวถ่วง”
แจ็กซ์มองเธอเหมือนเพิ่งถูกแทง
“คุณผู้หญิง คุณพูดกับเครื่องจักรของคนอื่นใจร้ายมากนะ”
“ฉันไม่ได้พูดกับมัน ฉันพูดกับนาย”
โวร่าแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ
แจ็กซ์ทำหน้าเหมือนเจ็บช้ำทางใจอย่างแท้จริง แต่สุดท้ายก็ถอนใจแล้วเริ่มรื้อแบตเตอรี่กับวงจรสำคัญของฟ้าผ่าออกมาเก็บ
“โอเค โอเค งั้นฉันจะให้มันตายอย่างมีเกียรติด้วยการะเิตอนเราหนี”
“ฟังดูเข้ากับนาย” คาเอลตอบ
แจ็กซ์ชี้ไขควงใส่เขา
“นี่เป็คำชมใช่ไหม”
“แล้วแต่นายจะรับหรือไม่”
แม้บทสนทนาจะสั้นและดูเหมือนล้อเล่น แต่สิ่งเหล่านี้เองที่ประคองสติของทุกคนเอาไว้ บนโลกที่กำลังแปรสภาพเป็รหัสและความว่าง การที่ยังมีคนเถียงกันเื่ป้อมปืนห่วย ๆ ได้ ย่อมหมายความว่า “มนุษย์” ยังไม่ถูกกลืนไปหมดเสียทีเดียว
บัลธาซาร์เรียกผู้รอดชีวิตรวมกลุ่มหน้าประตูบริการฝั่งตะวันตก
“ฟังให้ดี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบพอจะกดคลื่นตื่นตระหนกให้นิ่งลง
“เราจะเคลื่อนที่เป็กลุ่มเดียว ห้ามแยกจากกัน ห้ามหยุดเพราะเสียงแปลก ๆ ห้ามหันกลับตามชื่อของตนเอง ไม่ว่าใครจะเรียก”
คำเตือนนั้นทำให้ผู้คนแลกสายตากันเงียบ ๆ หลายคนเพิ่งนึกถึงเหตุการณ์บนบันไดชั้นสองก่อนหน้า และความกลัวแบบใหม่ก็แล่นเข้ามาในแววตาทันที
มิเลียพูดเสริมทันที
“ถ้าใครล้ม คนข้างหลังช่วยดึง ไม่ใช่กรีดร้องแล้วหยุด ทุกวินาทีมีค่า ห้ามยืนจ้องพื้นหายไป ห้ามมองเงาข้างบนเป็เวลานาน”
“แล้วถ้ามีใครหายไปล่ะ” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งถามเสียงสั่น
คำถามนั้นเหมือนเข็มทิ่มความเงียบให้เืไหล
คาเอลหันไปตอบเอง
“เราจะช่วยทุกคนเท่าที่ช่วยได้” เขาพูดช้า ชัด และไม่โกหกเกินจำเป็
“แต่ถ้าโลกเริ่มลบใครต่อหน้าต่อตา ห้ามทั้งกลุ่มหยุดอยู่กับที่ ทุกคนต้องเดินต่อ”
หญิงคนนั้นน้ำตาคลอ แต่ก็พยักหน้า
ไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
แจ็กซ์ดึงแบตเตอรี่ก้อนสุดท้ายออกจากฟ้าผ่าแล้วลุกขึ้นถือมันไว้
“โอเค ฉันตั้งเวลาหน่วงไฟไว้กับเ้าเข็มที่พังแล้ว ถ้ามีฝูงบุกเข้ามาในห้องหลังเราหนึ่งนาที มันจะช็อตให้สุดพลังที่เหลือแล้วคงะเินิดหน่อย”
“นิดหน่อยของนายคืออะไร” โวร่าถาม
“หวังว่าไม่ใช่ะเิโดนอาคารถล่ม”
มิเลียส่ายหน้า
“ฉันจะไม่ถามว่าทำไมนายพูดคำว่า ‘หวังว่า’ ตอนเกี่ยวกับะเิ”
“เพราะฉันเป็คนซื่อตรงไง”
ทุกอย่างพร้อมแล้วในแบบที่เลวที่สุดแต่ก็พร้อมที่สุดเท่าที่จะมีได้
คาเอลเดินไปหยุดตรงประตูบริการฝั่งตะวันตกซึ่งนำออกไปยังตรอกแคบหลังอาคาร เขาสอดนิ้วกับขอบประตูเหล็กแล้วฟังอีกครั้ง
เงียบ
ไม่ใช่เงียบแบบปลอดภัย แต่เป็เงียบแบบที่ทำให้รู้ว่าความวุ่นวายด้านนอกกำลังรออยู่หลังบานประตูเพียงชั้นเดียว เขามองนิกซ์ เด็กหนุ่มหลับตาแน่น ฟัง “เสียง” ที่ไม่มีใครได้ยิน จากนั้นก็พยักหน้าช้า ๆ
“ตอนนี้” นิกซ์พูด
“ฝูงพวกมันยังอยู่ห่างทางนี้”
คาเอลหายใจเข้าลึก สะบัดสายตาไปยังหน้าต่างสถานะครั้งสุดท้ายก่อนออก
[โหมดผู้บัญชาการ: ทำงาน]
[กำลังสร้างเส้นทางนำทาง]
[คำแนะนำ: เคลื่อนที่ทันที]
เขาผลักประตูออก
ลมด้านนอกตีเข้ามาทันที มันไม่ใช่ลมเช้าของเมือง หากเป็ลมเย็นแห้งที่พัดกลิ่นฝุ่นโลหะไหม้ กลิ่นไฟฟ้าลัดวงจร และกลิ่นของบางสิ่งที่เหมือนอากาศหลังห้องเซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมามาทาบเต็มหน้า ตรอกด้านหลังห้องสมุดทอดยาวแคบและมืด ระหว่างผนังอาคารสองข้างที่เริ่มไม่ใช่กำแพงปูนตามเดิมอีกแล้ว บางส่วนของผนังละลายเป็เส้นรหัส บางส่วนพร่าเป็เม็ดแสง และบางส่วนหายไปเป็โพรงขาวว่างเปล่าเหมือนเนื้ออาคารถูกกัดออกไปทีละคำ
คาเอลก้าวเท้าออกเป็คนแรก
พื้นใต้รองเท้ากะพริบวูบ
เขาหยุดทันที
หน้าต่างสถานะกระเด้งขึ้นพร้อมเส้นสีแดงบาง ๆ วาดทับบนพื้นตรงหน้า
[คำเตือน: พื้นที่ไม่เสถียร]
[คำแนะนำ: เปลี่ยนแนวเดิน]
เขาขยับเท้าซ้ายไปอีกครึ่งก้าว แล้วค่อยลงน้ำหนัก
คราวนี้พื้นนิ่ง
เส้นสีฟ้าจาง ๆ ลากยาวต่อไปในตรอก ราวกับระบบกำลังตีทางเดินให้เฉพาะเขา
“ทุกคน เดินตามรอยฉัน” คาเอลพูดทันที
“ห้ามเดินหลุดแนวเด็ดขาด”
มิเลียหันกลับไปจัดขบวนกลุ่มอย่างรวดเร็ว เด็กและผู้าเ็อยู่กลางแถว คนที่ยังพอขยับไหวเกาะกันเป็ชั้น ๆ บัลธาซาร์อยู่กับกลุ่มกลาง โวร่าวิ่งกึ่งคุ้มกันด้านข้าง ส่วนแจ็กซ์ถือแบตเตอรี่ กระเป๋าเครื่องมือ และสายไฟหลายเส้นพาดตัวอย่างกับต้นไม้ประหลาดที่งอกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
แถวเริ่มขยับ
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นตรอกดังประสานกันเร็ว ๆ อย่างระวัง เสียงหอบของคนที่ไม่คุ้นการวิ่งไกลกับความกลัวผสมกันจนแสบคอแทนพวกเขาเอง คาเอลนำหน้า มองทั้งเส้นทางจริง เส้นทางที่ระบบขีดให้ และเงาบนกำแพงสองข้างไปพร้อมกัน
พวกเขาพ้นเงาห้องสมุดมาได้ไม่กี่สิบก้าว โลกก็เริ่มแสดงให้เห็นเต็มตาว่ามันไม่เหมือนเดิมแล้ว
สุดตรอกออกสู่ถนนรองสายหนึ่งซึ่งปกติควรมีร้านขายอุปกรณ์การเรียน ร้านน้ำชา และตึกแถวเก่าเรียงติดกันสองฝั่ง แต่ตอนนี้ป้ายร้านครึ่งหนึ่งหายไป เหลือเพียงตัวอักษรบางตัวลอยค้างกลางอากาศ หน้าต่างตึกบางบานกลายเป็สี่เหลี่ยมขาวโพลน บางบานเปิดให้เห็นภายในห้องที่ไม่มีผนังด้านในอีกแล้ว เหมือนบ้านทั้งหลังถูกลืมเรนเดอร์ทีละส่วน
ถนนเองก็เต็มไปด้วยรอยลบเป็แถบ บาง่พื้นยังอยู่ บาง่กลับกลายเป็ความว่างสีขาวไม่มีเงา ไม่มีความลึกให้มองเห็น เป็เพียง “ช่องหายไป” ที่ทำให้สายตาคนปกติมึนทันทีที่จ้อง
หญิงคนหนึ่งในกลุ่มส่งเสียงร้องสั้นเมื่อเกือบเหยียบเข้าไป มิเลียคว้าแขนเธอกลับทัน
“มองเท้าตัวเอง!” เธอสั่ง
“อย่ามองข้างหน้าไกลเกิน!”
คาเอลยังเดินต่อ เส้นสีฟ้าจากหน้าต่างสถานะค่อย ๆ ลากนำไปข้างหน้า แต่ไม่เสถียร มันกะพริบและต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งที่พื้นที่ใกล้เคียงถูกลบเพิ่มเติม ตัวเลขตรงมุมขวากะพริบขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างเ็า
[โครงสร้างพื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลง]
[กำลังคำนวณเส้นทางใหม่…]
[คำเตือน: ห้ามหยุดนิ่งในพื้นที่เปิด]
รอบตัวเริ่มมีเสียงแปลก ๆ ดังแทรกขึ้นมา
ไม่ใช่เสียงสัตว์หรือคน
แต่เป็เสียงเหมือนพิกเซลแตก เสียงสัญญาณรบกวนในจอโทรทัศน์เก่า และเสียงข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลผ่านท่อแคบในเวลาเดียวกัน บาง่มันดังมาจากฟ้า บาง่ดังลอดจากใต้พื้นราวกับเมืองทั้งเมืองกำลังถูกอ่าน แปล และเขียนใหม่พร้อมกัน
“ฉันเกลียดตรงนี้” แจ็กซ์พึมพำจากกลางแถว
“ฉันไม่ชอบเมืองที่ดูเหมือนไฟล์เสีย”
“อย่าพูดดัง” โวร่าตอบโดยยังมองมุมตึกด้านข้าง
“เสียงมันสะท้อนแปลก ๆ”
แจ็กซ์หุบปากทันที
พวกเขาเคลื่อนไปถึงสี่แยกเล็กซึ่งเคยเป็จุดจอดมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คาเอลชะงักเพราะพื้นด้านหน้าเริ่มกะพริบรุนแรงขึ้น หน้าต่างสถานะขึ้นคำเตือนเกือบพร้อมกัน
[คำเตือน: เสถียรภาพพื้นผิวต่ำมาก]
[ห้ามผ่าน]
[คำแนะนำ: เลี้ยวขวา]
เขายกมือเป็สัญญาณหยุดแล้วชี้ทางขวาทันที แต่ยังไม่ทันที่กลุ่มจะเลี้ยว พื้นบริเวณกลางสี่แยกก็ “หายไป”
ไม่มีเสียงะเิ ไม่มีฝุ่น ไม่มีการทรุดตัว
มันแค่หาย
ภาพถนน แท่งปูน ขอบฟุตบาท และเส้นแบ่งเลนทั้งผืนดับไปพร้อมกันในพริบตา เหลือเพียงช่องว่างสีขาวนิ่งสนิทกว้างหลายเมตรที่กินลึกลงไปจนไม่มีใครรู้ว่ามันมีความหมายว่า “ลึก” หรือไม่
เด็กคนหนึ่งร้องไห้เสียงหลง ผู้ใหญ่หลายคนหน้าซีดจนแทบไร้สี บางคนเซถอยหลังด้วยสัญชาตญาณราวกับกลัวว่าความว่างนั้นจะลามมาติดเท้า
มิเลียหันกลับมาตะคอกทันที
“อย่าถอยมั่ว! ชิดกำแพงขวา!”
เสียงของเธอเหมือนตบสติคนทั้งกลุ่มให้กลับเข้าที่ พวกเขารีบเบียดกันไปตามแนวตึกด้านขวาอย่างระวัง คาเอลนำไปก่อน ใช้เส้นทางที่ระบบวาดให้ร่วมกับการกะด้วยสายตา เพราะตอนนี้แม้แต่ระบบเองก็เริ่มคำนวณช้าลงกว่าที่ควร
พวกเขาเคลื่อนผ่านสี่แยกได้ครึ่งทาง เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากใต้พื้น
ครืด
ครั้งแรกเบาเหมือนคอนกรีตร้าว
ครืด
ครั้งที่สองชัดขึ้นเหมือนมีอะไรจำนวนมากกำลังขูดอยู่ใต้ถนน
นิกซ์สะดุ้งแรง
“ข้างล่าง!”
คาเอลหันขวับ ทันทีที่หน้าต่างสถานะวาบขึ้น
[ตรวจพบหน่วยกลายพันธุ์]
[เส้นทางโจมตี: ใต้พื้นผิว]
[คำแนะนำ: ให้กระจายตัว]
“แยก!” คาเอละโ
แต่พื้นที่แคบเกินกว่าจะกระจายได้มาก ใต้ถนนริมกำแพงฝั่งซ้ายะเิเปิดออก ร่างหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากข้างล่างด้วยความเร็วมหาศาล มันยาว เรียว และเต็มไปด้วยแขนขาหลายคู่ที่งอกไม่สมดุลกัน หนังของมันไม่ใช่หนัง หากเป็พื้นผิวกึ่งรหัสกึ่งเนื้อที่ขยับตลอดเวลาเหมือนภาพบั๊กในเกม
คาเอลยก C-14 ขึ้นแทบพร้อมกัน ศูนย์เล็งในสายตาขยับตามจุดสว่างข้างในร่างมัน
เหนี่ยวไก
ะุพลังงานทะลุเข้าไปกลางลำตัว สิ่งนั้นชะงัก แต่ยังไม่ตาย มันบิดตัวอย่างอาฆาตแล้วสะบัดแขนยาวเข้าใส่ผู้หญิงคนหนึ่งท้ายแถว มิเลียพุ่งเข้าไปชนเธอพ้นแนวโจมตีทัน ปลายแขนของสิ่งนั้นเฉือนเสื้อคลุมเธอขาดเป็ทางยาว
โวร่าโผล่มาจากมุมตึกเหมือนเงาที่ถูกดีด มีดในมือเสียบเข้าช่องแสงที่คาเอลยิงเปิดไว้พอดี สิ่งมีชีวิตนั้นส่งเสียงแตกพร่า ก่อนทั้งร่างจะสลายเป็พิกเซลแล้วหายไปกลางอากาศ
“เดินต่อ!” คาเอลสั่งทันที
ไม่มีใครเถียง
ทุกคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าการหยุดดูทุกสิ่งที่โลกขว้างใส่ คือการเปิดโอกาสให้สิ่งถัดไปพังเข้ามาโดยไม่ตั้งตัว
พวกเขาเร่งฝีเท้า ฝ่าเมืองที่ไม่ใช่เมืองไปทีละบล็อก ผ่านร้านสะดวกซื้อที่เหลือแต่เงาของชั้นสินค้า ผ่านซอยที่ผนังบ้านหายไปครึ่งหนึ่งจนเห็นชีวิตภายในห้องหยุดค้างราวภาพถ่าย และผ่านจุดที่คนทั้งสามสี่คนยืนอึ้งอยู่กลางทางเหมือนไม่รู้ว่าควรวิ่งไปทางไหนต่อ
กลุ่มคนเ่าั้เห็นขบวนของคาเอลแล้วรีบวิ่งเข้าหา เสียงเรียกขอความช่วยเหลือดังลนลาน ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กทารกซึ่งร้องจนหน้าแดง ชายหนุ่มอีกคนมีเืไหลจากศีรษะและมือซ้ายของเขาเริ่มโปร่งแสงตรงปลายนิ้ว
มิเลียมองคาเอลทันที ถามด้วยสายตา
คาเอลกวาดสายตามองคนกลุ่มนั้นอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงอุ้มเด็กยังเดินไหว ชายศีรษะแตกยังพอทรงตัว อีกสองคนอยู่ในสภาพตื่นตระหนก แต่ไม่าเ็หนัก
หน้าต่างสถานะขึ้นมาทันที
[ตรวจพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม: 5]
[ภาระการคุ้มกันเพิ่มขึ้น]
[ความน่าจะเป็ในการเอาตัวรอดของกลุ่ม: ลดลงเหลือ 34%]
ตัวเลขนั้นกดลงมาเหมือนน้ำหนักจริง
แต่คาเอลก็ตอบทันที “เข้ากลุ่มแล้ววิ่งตาม อย่าถามเยอะ”
มิเลียหันไปะโบอกพวกนั้นสั้น ๆ “อยู่กลางแถว ห้ามแยก ห้ามหยุด”
แจ็กซ์พึมพำเบา ๆ พอให้ได้ยินกันแค่ใกล้ ๆ
“นายนี่นะ…ตัวเลขบอกว่าโง่ก็ยังเก็บคนเพิ่ม”
คาเอลไม่หันไปมอง
“ถ้าปล่อยไว้ตรงนี้ พวกเขาก็ตายเดี๋ยวนี้”
“ฉันไม่ได้บอกว่ามันผิด” แจ็กซ์ตอบ
“แค่บอกว่านายยังคงเป็นายอยู่”
คาเอลไม่ตอบ
เพราะไม่แน่ใจเท่าไรนักว่าตัวเองยังเป็แบบเดิมอยู่จริงหรือไม่
พวกเขาเดินต่อจนถึงแนวถนนฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ที่ควรจะปลอดภัยกว่าเดิม แต่สิ่งที่รออยู่กลับทำให้ทุกคนชะงักพร้อมกัน
ตรงหน้าคือ “ขอบ”
ไม่ใช่กำแพง ไม่ใช่เหว ไม่ใช่ถนนที่พังไปธรรมดา แต่เป็เส้นแบ่งตรงชัดระหว่างพื้นที่ที่ยังถูกเรนเดอร์กับพื้นที่ที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ด้านหน้าของพวกเขา เมืองหยุดลงแบบฉับพลัน เหลือเพียงความขาวโพลนสงบนิ่ง ไร้เสียง ไร้รูปทรง เหมือนโลกยังไม่ถูกสร้างไปต่อ หรือถูกลบไปจนไม่เหลือแม้แต่แิของคำว่าสถานที่
ทุกคนหยุดโดยพร้อมเพรียง
ไม่มีใครกล้าก้าว
ความว่างนั้นไม่ลึก ไม่ตื้น ไม่มืด ไม่สว่าง
มันเป็เพียง “ไม่มี”
มิเลียพูดเบา ๆ อย่างไม่เชื่อตาตัวเอง
“นี่มันอะไรกัน…”
คาเอลจ้องมันนิ่ง หน้าต่างสถานะขึ้นมาอีกครั้งทีละบรรทัด
[ตรวจพบขอบเขตของระบบ]
[สถานะ: ไม่สามารถระบุได้]
[พื้นที่นอกการเรนเดอร์]
[คำเตือน: การคงอยู่ของผู้ใช้ไม่สามารถรับประกันได้]
แจ็กซ์กลืนน้ำลาย
“ขะ ขอบ…ของโลก?”
บัลธาซาร์มองพื้นที่ว่างนั้นด้วยสายตาเคร่งลึก
“หรือขอบของสิ่งที่ระบบยังยอมให้เราเห็น”
ลมเย็นจากความว่างนั้นไม่มีทิศ ไม่มีอุณหภูมิ แต่ทำให้ทุกคนขนลุกอย่างประหลาด มันไม่ใช่สายลมที่แตะผิว หากเป็ความรู้สึกเหมือนยืนชิดบางสิ่งที่ไม่มีอยู่และไม่ควรมีทางเข้าใกล้ได้
ผู้รอดชีวิตด้านหลังเริ่มสับสน บางคนถามว่าจะไปไหนต่อ บางคนร้องไห้อีกครั้งเพราะเหมือนทุกทางที่วิ่งมากลับพาพวกเขามาจบที่กำแพงของจักรวาล
คาเอลเองก็ไม่รู้คำตอบในเสี้ยววินาทีแรก
จากนั้นหน้าต่างสถานะก็กะพริบแรงผิดปกติ
[ตรวจพบสิทธิ์ของผู้ใช้]
[กำลังประเมินการเข้าถึงขอบเขต]
[โหมดผู้บัญชาการ: สามารถแทรกแซงพื้นที่ได้]
ข้อความสุดท้ายทำให้หัวใจเขากระตุก
แทรกแซงเชิงพื้นที่
เขาไม่แน่ใจว่ามันหมายถึงอะไร แต่ความรู้สึกหนึ่งไหลขึ้นมาในหัวเหมือนเสียงกระซิบเงียบ ๆ จากระบบเดิม
ก้าวไป
เขาขมวดคิ้ว
“อะไร” มิเลียถาม
คาเอลไม่ตอบในทันที เขาจ้องความว่างนั้นต่อไป แล้วก็ก้าวเท้าไปข้างหน้า
“คาเอล!” แจ็กซ์ร้อง
แต่เท้าของเขาแตะลงไปแล้ว
พื้นไม่ได้หาย
แสงบาง ๆ สีขาวอมฟ้าปรากฏขึ้นใต้รองเท้าเขาราวกับโลกเพิ่งถูกสั่งให้สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ตรงจุดนั้น มันไม่ใช่ถนน ไม่ใช่คอนกรีต หากเป็แผ่นความจริงชั่วคราวบางอย่างที่มีแค่พอรองรับน้ำหนักของเขา
หน้าต่างสถานะสว่างวาบ
[กำลังสร้างเส้นทางชั่วคราว]
[สิทธิ์ผู้ใช้เปิดใช้งาน]
[เสถียรภาพต่ำ]
[คำแนะนำ: เคลื่อนที่ต่อเนื่อง ห้ามหยุด]
ทุกคนมองภาพนั้นอย่างอึ้งงัน
คาเอลหันกลับมามองกลุ่มคนของเขา แสงสีขาวใต้เท้าทำให้เงาของเขาถูกยืดยาวไปด้านหลัง
“ตามฉันมา” เขาพูด
“อย่าหยุด”
ไม่มีใครตอบในทันที
จนมิเลียเป็คนแรกที่ก้าวตาม
เธอไม่ถามอีกแล้วว่าเส้นทางนี้คืออะไร ไม่ถามด้วยซ้ำว่ามันจะรับน้ำหนักได้แค่ไหน เธอเพียงขยับลูกซองไปไว้ในท่าพร้อมยิง สูดลมหายใจครั้งหนึ่ง แล้วก้าวลงบนแผ่นแสงถัดจากเขา พื้นรับเธอไว้เหมือนรับเขา
“ทุกคนตามมา” เธอสั่งทันที
“ทีละคน อย่าแย่ง อย่ามองลง”
โวร่าเป็คนถัดมา ตามด้วยบัลธาซาร์ที่ค่อย ๆ พาผู้รอดชีวิตลงทีละกลุ่ม แจ็กซ์เกือบเดินสะดุดตอนเห็นว่าตัวเองกำลังเหยียบบน “ทาง” ที่ไม่มีอยู่จริง เขามองลงแล้วสบถเบา ๆ
“โอเค ฉันขอประท้วงอย่างเป็ทางการว่าคืนนี้มันเกินกว่าความคาดหมายทุกขั้นไปแล้ว”
“เดิน” โวร่าบอก
“ก็ กำลังเดินอยู่เนี่ย!”
ขบวนเริ่มเคลื่อนเข้าไปในพื้นที่นอกการเรนเดอร์
รอบตัวพวกเขาขาวเกินไปจนแสบตา ไม่มีตึก ไม่มีฟ้า ไม่มีเงา มีเพียงทางแสงแคบ ๆ ที่ระบบสร้างใต้เท้าคาเอลแล้วต่อเนื่องออกไปข้างหน้าเหมือนเข็มเย็บโลก ก้าวของทุกคนดังแห้ง ๆ ทั้งที่ไม่มีพื้นให้สะท้อนเสียง บาง่มีเศษรหัสสีเทาลอยผ่านไปเหมือนฝุ่นควัน บาง่กลับเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเกินไป
“ฉันไม่รู้เลยว่าเรากำลังเดินบนอะไร” หญิงคนหนึ่งกระซิบสั่น ๆ
บัลธาซาร์ตอบเธอเบา ๆ
“ตอนนี้ขอเพียงมันยังยอมให้เราเดินก็พอ”
นิกซ์ซึ่งเดินกลางขบวนเงียบมาตลอด เงยหน้ามองความว่างรอบตัวอย่างตื่นกลัว
“ที่นี่…ฝูงไม่ได้ยิน” เขาพูดช้า ๆ
“แต่ผมก็ไม่ได้ยินมันเหมือนกัน”
มิเลียหันไปมองเขา
“นั่นก็ดีไม่ใช่เหรอ”
“ไม่รู้” เด็กหนุ่มตอบเสียงเบา
“มันเหมือน…เหมือนโลกเงียบเกินไป จนผมไม่รู้ว่าตัวเองยังอยู่ตรงไหน”
คาเอลเข้าใจประโยคนั้นทันที
เขาเองก็รู้สึกเหมือนกัน
ความว่างนี้ทำให้ความเป็จริงรอบตัวบางลงจนเหมือนทุกคนไม่ได้เดินอยู่ในสถานที่ แต่กำลังเดินอยู่ใน “ความเป็ไปได้” ของสถานที่ ไม่มีสิ่งยืนยัน ไม่มีขอบฟ้า ไม่มีแม้แต่ลมที่พอจะชี้ว่าข้างหน้าอยู่ทิศไหน หากคาเอลหยุดก้าวแม้เพียงเสี้ยววินาที เขารู้สึกได้ทันทีว่าเส้นทางใต้เท้าจะเริ่มพร่า
หน้าต่างสถานะยืนยันความรู้สึกนั้น
[เสถียรภาพเส้นทางลดลง]
[คำแนะนำ: เคลื่อนที่ต่อเนื่อง]
[ระยะเวลาคงอยู่: จำกัด]
เขาเร่งฝีเท้าเล็กน้อย “เร็วขึ้นอีกนิด”
ขบวนทำตาม
แล้วเสียงแรกก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
ไม่ใช่เสียงสัตว์
ไม่ใช่เสียงรหัส
แต่เป็เสียงมนุษย์
“คาเอล”
เสียงนั้นเหมือนดังมาจากไกลมาก และใกล้จนอยู่ข้างหูในเวลาเดียวกัน
เขาไม่หัน
มิเลียชำเลืองมองเขาทันที แต่ไม่ได้พูดอะไร เหมือนจำคำเตือนที่เขาเคยบอกทุกคนได้อยู่แล้ว
“คาเอล ลูก”
เสียงเดิมดังขึ้นอีก คราวนี้ชัดกว่าเดิม เป็เสียงผู้หญิงอ่อนโยนที่ทำให้กล้ามเนื้อทั้งหลังของเขาเกร็งขึ้นทันทีอย่างห้ามไม่ได้
แม่
ความคิดนั้นผุดขึ้นเองโดยไม่สมัครใจ
หน้าต่างสถานะสว่างวาบจนเกือบบังทุกอย่าง
[คำเตือน: สัญญาณล่อลวงในพื้นที่นอกการเรนเดอร์]
[ห้ามตอบสนอง]
[ห้ามหันกลับ]
คาเอลจิกนิ้วเข้ากับด้ามปืนแน่นจนข้อเจ็บ
เสียงนั้นยังดังต่อ
“คาเอล…มองแม่สิ”
ก้าวของเขาเกือบสะดุด
แล้วมือหนึ่งก็จับข้อมือซ้ายเขาไว้พอดี
มิเลีย
เธอไม่ได้หันมามองหน้าเขาเต็ม ๆ เพราะยังต้องเดินต่อ แต่แรงบีบของเธอมั่นคง ชัดเจน และจริงพอจะดึงเขากลับมาจากเสียงนั้นได้
“เดินต่อ” เธอพูดเรียบ
แค่สองคำ
แต่มันหนักแน่นกว่าคำปลอบทั้งหมดในโลก
คาเอลหายใจเข้าแรงครั้งหนึ่งแล้วก้าวต่อโดยไม่หันกลับ
เสียงข้างหลังเงียบไปทันที
แต่ความรู้สึกหนาวในอกยังไม่หาย
ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งหลัก เสียงอื่นก็ดังขึ้นอีก คราวนี้มาจากท้ายแถว
“แจ็กซ์…ช่วยฉันหน่อย”
แจ็กซ์สะดุ้งทั้งตัว “เสียงใครวะ”
โวร่าหันไปตวัดสายตาใส่ทันที
“อย่าตอบ”
เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ แล้วเปลี่ยนเป็อีกคน
“แจ็กซ์ ถ้าไม่หันมาดู ฉันจะตก…”
แจ็กซ์เม้มปากแน่นจนแทบขาว เขาไม่พูด ไม่หัน แต่ไหล่เกร็งชัดเจน
บัลธาซาร์ยกมือขึ้นเบา ๆ แล้วสวดอะไรบางอย่างเป็ภาษาที่ไม่มีใครในกลุ่มฟังออก แสงสีฟ้าบาง ๆ กระจายคล้ายหมอกเหนือหัวทุกคน ทำให้เสียงพวกนั้นเหมือนถอยออกไปอีกนิด
แต่ไม่ได้หายไป
มันเพียงรอช่อง
“ที่นี่มันพยายามดึงเราแยกจากกัน” มิเลียพูดเบา ๆ แต่ชัดเจนพอให้คนรอบข้างได้ยิน
“จำไว้ว่าอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหลังไม่ใช่ของจริง”
“แล้วถ้ามันเอาเสียงของจริงมาล่ะ” หญิงคนหนึ่งถามทั้งน้ำตา
มิเลียนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตอบ
“คืนนี้สิ่งที่จริงที่สุด…คือคนที่ยังจับมือเราอยู่ตรงนี้”
ไม่มีใครเถียง
บางคนเริ่มจับมือกันแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ขบวนเคลื่อนไปอีกพักหนึ่ง ทางแสงใต้เท้าเริ่มกว้างขึ้นทีละน้อย ความขาวรอบตัวเริ่มมีเส้นเงาบาง ๆ ราวกับโลกกำลังพยายามประกอบตัวเองกลับจากปลายทางข้างหน้า คาเอลรู้สึกได้ถึงแรงต้านจากความว่างลดลง และหน้าต่างสถานะก็เริ่มเปลี่ยนข้อมูล
[ใกล้หลุดออกจากพื้นที่นอกการเรนเดอร์]
[กำลังเชื่อมต่อกับโครงสร้างใหม่]
[คำเตือน: จุดหมายปลายทางไม่ปลอดภัย]
“น่ารักจริง ๆ โว้ย” แจ็กซ์พึมพำ
“ขอบคุณนะระบบที่ช่วยพูดปลอบใจตลอด”
คาเอลแทบจะตอบโต้ แต่แล้วสิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็ปรากฏขึ้นชัดเจนจนเขาเงียบไป
มันคือ “เมือง” อีกส่วนหนึ่ง
แต่ไม่ใช่เมืองเดิม
เส้นทางแสงทอดออกสู่ลานกว้างซึ่งเหมือนเป็เศษเสี้ยวของเขตเมืองที่ถูกประกอบกลับใหม่อย่างหยาบ ๆ ตึกสูงสองสามหลังยืนอยู่แต่ส่วนบนของมันหายไปเป็เส้นพิกเซล ถนนเชื่อมกันผิดมุม รถเมล์ทั้งคันติดค้างคว่ำอยู่ในอากาศครึ่งหนึ่งเหมือนถูกหยุดเรนเดอร์กลางคัน ป้ายโฆษณาดิจิทัลหลายอันเปิดภาพค้างซ้อนกัน จนใบหน้าคนในโฆษณากลายเป็แพตเทิร์นหลอน ๆ ของรอยยิ้มที่ไม่สมบูรณ์
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนหยุดหายใจ คือผู้คน
มีคนอยู่ตรงนั้น
หลายสิบคนกระจัดกระจายอยู่ทั่วลาน
บางคนเดินเซเหมือนหลงทาง บางคนยืนมองมือของตัวเองด้วยความใ บางคนกำลังกรีดร้องเพราะร่างครึ่งหนึ่งของคนข้างตัวหายไปต่อหน้าต่อตา และที่เลวร้ายกว่านั้นคือไม่มีฝูงสัตว์ประหลาดกำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่เลย
เมืองทั้งส่วนนี้เหมือน “สนามรอคอย”
สนามที่มนุษย์ถูกทิ้งไว้ให้ดูตัวเองถูกลบ
“พระเ้า…” มิเลียพึมพำ
คาเอลก้าวออกจากทางแสงสู่พื้นจริงอีกครั้ง พื้นใต้เท้าเขาหนักแน่นขึ้น แต่ไม่มั่นคงเต็มที่ มันยังสั่นเล็กน้อยเหมือนไฟล์ภาพที่บันทึกไม่สมบูรณ์ หน้าต่างสถานะเปลี่ยนข้อมูลทันที
[เข้าสู่พื้นที่ใหม่]
[ชื่อพื้นที่: เขตพิกเซลล้างข้อมูล]
[ระดับภัยคุกคาม: สูง]
[หมายเหตุ: ตรวจพบการสลายตัวของมนุษย์ในวงกว้าง]
เสียงร้องของผู้คนข้างหน้าเริ่มดังชัดขึ้น
ชายคนหนึ่งคุกเข่ากับพื้น กำลังกอดร่างของหญิงสาวที่่ล่างหายไปทั้งหมดเหมือนถูกตัดออกจากภาพถ่าย เขายังพยายามเขย่าเธอทั้งที่ไม่มีอะไรให้เขย่าแล้ว นอกร้านกาแฟที่เหลือแต่โครงประตู เด็กหญิงคนหนึ่งยืนร้องเรียกแม่อยู่ข้างรถเข็นขายของที่ละลายไปครึ่งคัน บริเวณสี่แยกหน้าอาคารสำนักงาน ร่างคนสามสี่คนกำลังแตกเป็พิกเซลั้แ่ปลายนิ้วขึ้นมาถึงแขน เหมือนการลบกำลังกินผ่านร่างพวกเขาช้า ๆ อย่างจงใจให้รับรู้
ผู้รอดชีวิตจากห้องสมุดที่ตามมาด้วยเริ่มเสียขวัญทันที มีคนร้องไห้ มีคนเซถอยหลัง มีคนพยายามวิ่งไปหาญาติแปลกหน้าราวกับภาพตรงหน้าจะซ้ำกับเื่ของตัวเองในไม่ช้า
“อยู่ในแถว!” มิเลียะโลั่น
“อย่าแตกแถวเด็ดขาด!”
โวร่าพุ่งไปขวางชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังจะวิ่งออกจากกลุ่ม
“ถ้าออกไปตอนนี้ นายตายแน่” เธอกล่าวเรียบ
“แต่ลูกผม…!” เขาชี้ไปยังเด็กหญิงที่ร้องไห้อยู่ข้างหน้า
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในกลุ่มกระเพื่อมอีกครั้ง
คาเอลมองภาพทั้งหมดแล้วรู้สึกถึงแรงตีกลับในอก ระบบในหัวกำลังประเมินอย่างเ็า จำนวนคน ระยะทาง อัตราการลบ ความเป็ไปได้ในการช่วยแต่ละจุด ขณะที่อีกส่วนหนึ่งของเขากลับถูกภาพเด็กหญิงตัวเล็กในลานกว้างดึงเอาไว้อย่างมนุษย์ปกติควรเป็
หน้าต่างสถานะปรากฏขึ้นซ้อนทุกอย่าง
[ตรวจพบผู้รอดชีวิตจำนวนมาก]
[ภาระการคุ้มกันเกินขีดจำกัด]
[คำแนะนำ: ยึดเส้นทางหลัก / ห้ามออกนอกเส้นทาง]
ห้ามออกนอกเส้นทาง
มันอาจถูกต้อง
แต่มันโหดร้าย
มิเลียหันมามองเขา ดวงตาเธอรู้ทันทีว่าระบบกำลังพูดอะไร
“อย่าตัดสินใจจากตัวเลขอย่างเดียว” เธอพูดเบา ๆ แต่คม
“ถ้าเราปล่อยคนพวกนั้นตายต่อหน้า คนในกลุ่มเราจะแตกก่อนฝูงจะมาถึง”
คำพูดของเธอแทงเข้าใจกลางความคิดเขาทันที
โวร่าพูดตามในอีกมุม
“แต่ถ้าเราออกไปช่วยทุกคน เราจะไม่มีใครรอด”
บัลธาซาร์เดินมาหยุดข้างคาเอล เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ช่วยทุกคนได้ แต่คือคนที่เลือกว่าจะเสียใคร…และแบกการเลือกนั้นไว้เอง”
ประโยคนั้นหนักพอจะทำให้ทุกเสียงรอบตัวเงียบลงสำหรับคาเอล
เขามองเด็กหญิงคนนั้นอีกครั้ง
มองชายที่กำลังกอดร่างคนรักซึ่งเหลือเพียงครึ่งบน
มองคนกลุ่มเล็กที่ยังยืนงงกลางลานเหมือนไม่เชื่อว่านรกแบบนี้มีจริง
จากนั้นเขาก็หันไปมองอาคารทางขวาที่พอจะใช้เป็ที่ตั้งหลักได้ มันเป็ศูนย์บริการข้อมูลเทศบาลขนาดกลาง ผนังกระจกเสียหายบางส่วนแต่โครงหลักยังอยู่ มีทางเข้าออกจำกัด และที่สำคัญมันอยู่ใกล้พอให้ดึงคนเข้ามาเป็จุด ๆ ได้โดยไม่พาให้ทั้งกลุ่มแตก
เขาตัดสินใจ
“แจ็กซ์” คาเอลเรียกทันที
“อาคารนั้นใช้เป็ฐานได้ไหม”
แจ็กซ์มองตามแล้วประเมินอย่างรวดเร็ว
“ถ้าระบบไฟไม่ตายหมด มีโอกาสสูง มีประตูอัตโนมัติสองจุดกับชัตเตอร์ด้านหลัง”
“ดี”
เขาหันไปทางทุกคนในกลุ่ม เสียงดังพอจะตัดเสียงร้องรอบลาน
“เราจะไม่พุ่งไปช่วยมั่ว” เขาพูด
“เราจะยึดอาคารนั้นก่อน ตั้งฐาน แล้วค่อยดึงคนใกล้สุดเข้ามา ใครที่ยังวิ่งไหวจะช่วยเปิดทาง ใครคุ้มกันได้คุ้มกัน ใครมีแรงไม่พออยู่กลางกลุ่ม”
มิเลียจ้องเขาเสี้ยวหนึ่ง แล้วพยักหน้าช้า ๆ
โวร่าไม่พูดอะไร แต่ขยับมีดในมือให้เข้าที่
บัลธาซาร์หลับตาสั้น ๆ เหมือนรับรู้ว่าอย่างน้อยการตัดสินใจครั้งนี้ยังรักษาความเป็มนุษย์ไว้ได้
คาเอลยก C-14 ขึ้นอีกครั้ง
หน้าต่างสถานะกะพริบ
[เป้าหมายใหม่: ยึดจุดตั้งหลัก]
[อุปสรรค: ฝูงศัตรูกระจายตัว / เขตลบข้อมูล / พลเรือนแตกตื่น]
[อัตราความสำเร็จเริ่มต้น: 32%]
“ตามฉัน” คาเอลพูด
แล้วเขาก็วิ่งออกไปก่อน
ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างเดียว
แต่เพื่อไม่ให้ลานทั้งลานกลายเป็สุสานพิกเซลของมนุษย์ที่ตายทั้งที่ยังไม่ทันได้สู้
เสียงปืน C-14 คำรามขึ้นอีกครั้ง ะุเจาะหัวสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่เพิ่งโผล่ออกมาจากซากรถลอยกลางอากาศ มิเลียพุ่งตามมาติด ๆ ยิงลูกซองเปิดทางผ่านฝูงย่อยที่เริ่มรวมตัว โวร่าวิ่งเฉียงด้านซ้าย เก็บตัวที่หลุดเข้ามาในระยะประชิด บัลธาซาร์ประคองกลุ่มใหญ่ให้เคลื่อนไปพร้อมกัน ส่วนแจ็กซ์กึ่งวิ่งกึ่งลากอุปกรณ์และแบตเตอรี่ตามหลังด้วยสีหน้าเหมือนด่าทั้งโลกอยู่ในใจ
เด็กหญิงที่ร้องหาแม่อยู่ใกล้สุดถูกมิเลียคว้าตัวพากลับเข้ากลุ่มได้เป็คนแรก ชายที่กอดร่างคนรักชะงักเมื่อคาเอละโใส่ว่า
“ถ้าอยากให้เธอไม่หายไปฟรี ๆ ก็ลุกแล้ววิ่ง!” ประโยคนั้นโหด แต่ได้ผล ชายคนนั้นกัดฟัน ลุกขึ้น และวิ่งตามมาทั้งน้ำตา
ผู้คนอีกหลายคนเริ่มพุ่งเข้าหากลุ่มราวกับจับแสงสุดท้ายได้
และเหนือทั้งหมดนั้น ท้องฟ้าก็ยังคงไหลด้วยรหัสไม่หยุด ราวกับสิ่งที่กำลังลบโลกไม่ได้สนใจว่ามนุษย์เล็ก ๆ กลุ่มนี้จะหนีไปทางไหน เพราะไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ยังอยู่ในสนามทดลองของมันอยู่ดี
แต่สำหรับคาเอล
ตราบใดที่ยังมีก้าวให้เดิน ยังมีปืนให้ยิง และยังมีคนที่ไม่ยอมปล่อยมือกัน เขาจะยังไม่ยอมให้คืนนี้ปิดฉากง่าย ๆ