บทที่ 43 ไม่เสียแรงที่เป็นยอดคน(เปิดฟรี 02/09/2568)
เมิ่งเทียนเจ๋อกล่าว “ข้าขอขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต ข้ามีหยกชิ้นหนึ่ง คิดว่าน่าจะมีค่าอยู่บ้าง ขอให้ถือเป็นค่ารักษาเถิด”
เดิมทีเมิ่งเทียนเจ๋อตั้งใจจะบอกว่านี่เป็นของที่มอบให้เพื่อเป็นที่ระลึก แต่เกรงว่านางจะไม่กล้ารับ จึงเปลี่ยนคำพูดแทน
หนิงลั่วรีบปฏิเสธทันที นางกล่าวว่า “ท่านพูดเป็นทางการเกินไปแล้ว แม้พวกเราจะพบกันโดยบังเอิญ แต่ก็ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ของสิ่งนี้ข้ารับไว้ไม่ได้ ท่านเก็บไว้เถอะ”
คาดไม่ถึงว่าเมิ่งเทียนเจ๋อจะยืนกราน เขายัดหยกใส่มือของหนิงลั่วพร้อมกล่าวว่า “ของที่ข้ามอบให้ไปแล้ว ข้าไม่เคยเอาคืน หากเจ้ารู้สึกว่าไม่ยุติธรรม เจ้าก็มอบอะไรสักอย่างให้ข้าเป็นการตอบแทนก็ได้”
หนิงลั่วครุ่นคิด นางไม่มีสิ่งใดมีค่าพอจะให้เขาได้ นอกจากจี้กวางห้าสีที่ห้อยอยู่บนคอ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของนาง ไม่เพียงแต่มอบให้ไม่ได้ แต่หากให้ไปก็เท่ากับต้องเสียเสี่ยวอู่ไปด้วย อีกทั้งพวกเขาเพิ่งรู้จักกันไม่นาน ยังไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นต้องแลกเปลี่ยนของสำคัญเช่นนี้ นางจึงกล่าว “ขอโทษด้วย ข้าไม่มีของจะให้ แต่หากท่านต้องการจริงๆ เช่นนั้นรับสิ่งนี้ไปเถิด รับรองว่าเป็นของดี”
คาดไม่ถึงว่าหนิงลั่วจะหยิบผลชาน้ำมันขึ้นมาหนึ่งลูก แล้วยื่นให้เมิ่งเทียนเจ๋อ
เมิ่งเทียนเจ๋อรับมาแล้วถึงกับพูดไม่ออก หยกชั้นเลิศของเขาแลกกลับมาได้แค่ผลไม้ที่เขาไม่รู้จัก
ไม่ว่าอย่างไร การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าเมิ่งเทียนเจ๋อจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว
“อะไรหรือ ท่านคิดจะกลับคำหรือ” หนิงลั่วถาม
เมิ่งเทียนเจ๋อมองผลชาน้ำมันที่อยู่ในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “แน่นอนว่าไม่ ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการ เช่นนั้นก็ลาก่อน”
กล่าวจบ ชายหนุ่มก็หันหลังเดินจากไป การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วราวสายลม เพียงไม่กี่ก้าว ร่างของเขาก็เลือนหายไปจากสายตา
“เฮ้! ข้าชื่อหนิงลั่ว เจ้ายังไม่ได้บอกชื่อของเจ้าเลย” หนิงลั่วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางลืมถามชื่อของเขา แม้ว่าทั้งสองจะพบกันโดยบังเอิญ แต่ก็ช่วยเหลือกันและกัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะลืมได้ง่ายๆ
ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังแผ่วเบา
หนิงลั่วหันกลับไปด้วยความผิดหวัง พลางบ่นพึมพำ “รีบร้อนไปขนาดนี้ หรือว่ากลัวข้าจะมาเรียกร้องอะไรจากท่านกัน”
คาดไม่ถึงเลยว่า พอนางพูดจบ ก็มีคนเดินเข้ามาจริงๆ
“เจ้าพูดอะไรอยู่คนเดียวเช่นนั้น เหมือนใจจะลอยไปไกลเสียแล้ว”
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง หนิงลั่วสะดุ้งเฮือก คิดว่าอาจเป็นชายชุดดำที่จากไปเมื่อครู่ หัวใจเต้นแรงด้วยความคาดหวัง แต่เมื่อหันกลับไปพบว่าไม่ใช่ จึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางรีบกำหยกในมือแน่นเพื่อไม่ให้พวกเขาเห็น ก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มประหลาดใจ “พี่เผา พี่หวังเฮ่า! เหตุใดถึงเป็นพวกท่าน ช่างบังเอิญนัก!”
“อะไรหรือ? เห็นพวกเราปรากฏตัวแล้วผิดหวังอย่างนั้นหรือ” หวังเฮ่ามีสายตาเฉียบแหลมสามารถมองนางออก ก่อนหน้านี้เขาเห็นชัดเจนว่าตอนที่หนิงลั่วหันกลับมา ดวงตาของนางเป็นประกายเจิดจ้ายิ่งนัก เป็นประกายที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อเห็นว่าเป็นพวกเขา ประกายเหล่านั้นก็มลายหายไปทันที กลับกลายเป็นสีหน้าปกติอย่างที่เป็นอยู่ทุกวัน
หวังเฮ่ารู้สึกสงสัยไม่น้อย คนที่อยู่กับหนิงลั่วก่อนหน้านี้เป็นใครกัน นางถึงได้แสดงท่าทางเช่นนั้นออกมา นอกจากนี้ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่มือเล็กๆ กำลังถือไว้คืออะไร เพราะทันทีที่ได้ยินเสียงพวกเขาเรียก นางก็รีบเก็บซ่อนไว้
หวังเฮ่าเผลอมองไปที่มือของหนิงลั่วอย่างไม่รู้ตัว และก็พบว่านางกำของบางอย่างไว้แน่นในมือ
“เปล่าหรอก ข้ารู้สึกประหลาดใจมากกว่า ว่าแต่...พวกท่านทั้งสองมาที่นี่ด้วยกันได้อย่างไร” การพบเจอหวังเผาบนภูเขานั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่นางรู้สึกแปลกใจที่ได้พบหวังเฮ่า...คุณชายผู้นี้แทบไม่ออกจากบ้าน นอกจากอ่านหนังสือก็ขลุกอยู่กับการแต่งกลอนและวาดภาพเท่านั้น
“ทำไมหรือ เจ้าขึ้นเขาได้ แล้วเหตุใดพวกเราจะมาไม่ได้” หวังเฮ่าพูดพลางขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ
“พี่หวังเฮ่า ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าหมายถึง พวกท่านมาที่นี่ด้วยกันได้อย่างไร และยังบังเอิญมาพบข้าด้วย” หนิงลั่วอธิบาย
“โอ้ นั่นก็เพราะว่าจมูกของข้าดีมากน่ะสิ ข้าดมกลิ่นของเจ้าออก แล้วก็นำพี่ชายข้ามาหาเจ้าจนเจอ” หวังเฮ่ากล่าว
หวังเฮ่ามีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว หนิงลั่วไม่เชื่อคำพูดของเขาแม้แต่น้อย จึงหันไปมองหวังเผาแล้วถามว่า “พี่เผา เป็นเรื่องจริงหรือ จมูกของพี่หวังเฮ่าดีขนาดนั้นเลยหรือ”
สายตาของหวังเผาเหลือบไปเห็นย่ามที่วางอยู่ข้างกาย ในย่ามเต็มไปด้วยของที่หนิงลั่วเก็บได้ ดูหนักไม่น้อย เขารีบกล่าวขึ้นว่า “อย่าไปฟังคำเพ้อเจ้อของเขาเลย ความจริงแล้วข้าได้ยินจากพี่รองของเจ้าว่าเจ้าขึ้นเขามา และอาจจะอยู่บริเวณนี้ นางเป็นห่วงเจ้า พวกข้าจึงมาตามหา”
“พี่เผา! กล่าวเช่นนี้ก็ไม่สนุกแล้วสิ” หวังเฮ่าทำท่าจะรักษาภาพลักษณ์ให้ดูเท่ แต่กลับถูกหวังเผาเปิดโปงจนหมดสิ้น ทำให้เขารู้สึกเสียหน้าจนต้องแอบบ่น
หนิงลั่วเห็นพี่น้องสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ พลางยกมือขึ้นปิดปาก
“ฮ่าๆ พี่หวังเฮ่า ไม่เป็นไร ข้าจะถือว่าท่านตามหาข้าด้วยตัวเองแล้วกัน” หนิงลั่วกล่าวพลางยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามขึ้น “ว่าแต่ ท่านจำเรื่องพนันระหว่างเราได้หรือไม่ ยังจำได้หรือเปล่า”
หวังเฮ่าคลี่ยิ้มบางๆ ให้นาง รอยยิ้มของเขาดูสุภาพอ่อนโยน แตกต่างจากรอยยิ้มเย็นชาของชายชุดดำที่นางพบก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง “แน่นอนว่าข้าจำได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาที่นี่หรอก”
หนิงลั่วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่นางก็ไม่เชื่อคำพูดของหวังเฮ่าอยู่ดี จึงเร่งเร้าเขา “จริงหรือ รีบบอกคำตอบข้ามา!” ขณะที่นางพูด แววตาของนางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครเดาคำตอบได้เลย
“ยื่นมือมาสิ ข้าจะเขียนให้เจ้า” หวังเฮ่ากล่าว
คราวนี้เป็นทีของหวังเผาที่มองทั้งสองด้วยสายตาดูแคลน “พูดก็พูดเลยสิ เหตุใดต้องเขียนให้กันด้วย ช่างน่าขนลุกนัก ข้าไม่ดูพวกเจ้าแล้ว” กล่าวจบ เขาก็เดินออกไป พร้อมกับชักดาบโค้งที่คาดไว้ที่เอวออกมาตัดต้นไผ่ข้างทาง
หนิงลั่วไม่คาดคิดว่าหวังเฮ่าจะกล้าถึงเพียงนี้ เพราะในยุคนี้มีข้อห้ามเรื่องชายหญิงต้องรักษาระยะห่าง เมื่ออายุครบสิบสองปีก็มิควรสัมผัสกันอีก ทว่าสิ่งที่นางคิดอาจผิดไป เพราะดูเหมือนเขาจะไม่ได้มองว่านางเป็นสตรีเลยด้วยซ้ำ
หนิงลั่วพลันรู้สึกจั๊กจี้ที่ฝ่ามือ หวังเฮ่าเขียนตัวอักษรลงบนมือของนางทีละขีด ทีละเส้น ราวกับบรรจงเขียนลงไปอย่างตั้งใจ
หวังเฮ่าเขียนตัวอักษรลงไปแต่ละตัว หนิงลั่วก็อ่านออกเสียงตามไปทีละคำ
สุดท้ายก็อ่านออกมาทั้งหมดว่า “หัวใจ...ปอด...หมู?” หนิงลั่วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แววตาของนางเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ รีบกล่าวขึ้นว่า “อะไรกัน! ท่านทายถูกจริงๆ! ท่านคงไม่ได้ไปถามท่านอาถงกับอาสะใภ้โจวที่ร้านขายเนื้อมาก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่”
หวังเฮ่ายังคงรักษาท่าทีสงบเช่นเดิม เขาแย้มยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจ “เจ้าก็เดาไม่ผิดนัก ข้าเคยไปที่ร้านขายเนื้อมาก่อนก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้บอกข้าว่าคืออะไร ข้าสามารถเดาออกได้เพราะสิ่งนี้”
พูดจบ เขาชี้นิ้วไปที่ดวงตาของตนเอง ก่อนจะใช้นิ้วแตะที่ขมับ เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าเขาใช้ดวงตาสังเกต และใช้หัวคิดวิเคราะห์จนได้คำตอบออกมา
“สมกับเป็นบัณฑิตจริงๆ เจ้าฉลาดไม่น้อย คาดเดาได้ถูกต้องเชียว” หนิงลั่วกล่าวชมเขาอย่างจริงใจ