หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 126 ตัดสินใจ

            ต้นอู๋ถงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง

            ใบสีเหลืองตลอดทั้งต้นของมันดูแล้วงามตาไม่เบา

            หากได้เอนกายลงใต้ต้นอู๋ถงแล้ว ต่อให้ใช้เวลาตลอดวันก็ยังรู้สึกว่ายังไม่พอที่จะชื่นชมความงามของมัน

            ฝูงวัว ฝูงแกะนับวันก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น

            อาชาป่าก็พากันสวนสนามตั้งแต่ฟ้าสางจวบจนแสงตะวันลาลับ

            หน้าผาลึกไร้สิ้นสุด ยามนี้ได้กลายเป็นรังนอนของเหล่าอินทรีที่มารวมตัวกัน ร่างมหึมาของพวกมันดูคล้ายกับเมฆทะมึนที่ลอยอยู่เหนือหน้าผา

            บางคราก็มีเสียงร้องแหลมของพวกมันดังขึ้น

            ทว่าเสียงแหลมของมันกลับทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจนัก

            เฉินโย่ววิ่งไล่จับเจ้าลูกหมาป่าสีขาวราวกับหิมะของนาง

            เจ้าลูกหมาป่าตัวนี้ คือตัวเดียวกันกับที่นางเก็บกลับมาหลังจากสงครามจบลง

            เริ่มแรกยามเข้าเรียนเฉินโย่วก็แอบซ่อนเจ้าลูกหมาป่าไว้ใต้กระโปรง จวบจนบัดนี้ที่กระโปรงไม่อาจปกปิดร่างของมันได้มิดแล้ว อีกทั้งมันยังวิ่งเร็วราวกับติดปีกโบยบินก็ไม่ปาน

            บัดนี้เฉินโย่วจึงมีกิจกรรมใหม่อย่างการวิ่งไล่เจ้าลูกหมาป่า

            นางตั้งชื่อให้เจ้าหมาป่าน้อยของนางว่าเสี่ยวลวี่ แม้ว่าขนของเจ้าหมาป่าจะขาวโพลนตลอดทั้งร่าง แต่บนหน้าผากของมันกลับมีขนสีเขียวอยู่กระจุกหนึ่ง

            เด็กหญิงและลูกหมาป่าวิ่งไล่กันทั่วท้องทุ่งหญ้า

            เสียงหัวเราะอย่างเอาแต่ใจของเด็กหญิงแว่วดังมาตามสายลม

            เสียงใสๆ ของนางกังวานเจื้อยแจ้วทะลุเข้าโสตประสาทของชาวบ้านหมู่บ้านไป๋กู่ทั้งภูเขา

            ท่านราชครูพร้อมเครายาวที่สะบัดพลิ้ว บัดนี้ยืนนิ่งอยู่ระหว่างนายท่านสามและแม่นางหลัว

            เขารู้สึกอึดอัดนัก เหตุใดสองคนนี้จึงต้องให้เขายืนตรงกลางด้วยเล่า

            ทว่าไหนๆ ก็ยืนไปแล้ว หากจะบุ่มบ่ามเปลี่ยนที่ตอนนี้ก็คงกระอักกระอ่วนไม่เบา

            ราชครูลูบเครายาวของตนไปพลางถามขึ้น “ในเมื่ออ่านจดหมายกันแล้ว พวกท่านสองคนมีแผนการอย่างไร”

            นายท่านสาม “แน่นอนว่าต้องไปให้ได้”

            หลัวอู๋เลี่ยง “แน่นอนว่าไม่ไป”

            บุรุษและสตรีสองคนกล่าวอันใดมิได้ความ รู้นัยกันเพียงแค่สองคน

            นายท่านสามเป็นบัณฑิตผู้เคยพลาดฝันจากสำนักเชิน ชีวิตนี้จึงได้แต่นึกเสียใจมาตลอด เดิมทีก็มุ่งหวังให้อาสวินได้เข้าเรียนแทน ด้วย เพราะอาสวินสามารถสอบเข้าได้อย่างแน่นอน ทว่าบัดนี้ช่างไม่นึกไม่ฝันว่าเด็กทั้งสี่คนจะมีรายชื่อเข้าร่วมการสอบเข้าได้ เช่นนั้นถึงอย่างไรก็จำต้องไปให้ได้

            ทว่าแม่นางหลัวกลับไม่ได้รู้สึกดีกับเมืองหลวงมากนัก

            นางเองก็ถือกำเนิดในตระกูลขุนนาง ยิ่งเมื่อได้เห็นสภาพอเนจอนาถของเหล่าแม่นางที่ถูกส่งตัวมา จึงได้รู้สึกว่ายิ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงได้มากเท่าใดก็ยิ่งดี

            เมื่อทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงหันมามองราชครูอย่างเก้อเขิน

            นายท่านสามเดาสถานะที่แท้จริงของชายชราที่ยืนอยู่ข้างกายออกได้ระยะหนึ่งแล้ว ด้วยหลัวอู๋เลี่ยงตั้งแต่แรกก็เชื่อใจชายชรายิ่งนัก ราวกับว่านางรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นใคร ทั้งท่านข้าหลวงที่เพิ่งจะเดินทางมาจากเมืองหลวง ก็ยังเรียกท่านอาจารย์กัวว่าท่านผู้อาวุโส ท่านข้าหลวงแซ่จ้ง ประกอบกับที่หญิงชราบนรถม้าตะโกนเรียกเขาว่าราชครูก่อนจะสิ้นใจ นายท่านสามก็พอจะมั่นใจได้ทันทีว่าท่านอาจารย์กัวจะต้องเป็นคนเดียวกับท่านราชครูแน่

            อารมณ์ของฮ่องเต้เวินแปรปรวนอยู่เสมอ คราแรกที่มีบัญชาส่งคนมาไล่ล่าสังหารท่านราชครูก็เพราะพิโรธที่ท่านราชครูกล้าช่วยเหลืออดีตฮองเฮา อีกทั้งอดีตฮองเฮายังเป็นหนามยอกอกพระองค์เสมอมา

            ทว่ายามนี้สนมเอกมีครรภ์ เช่นนี้ก็เป็นการพิสูจน์ว่าท่านราชครูไม่ได้ลงมือทำเรื่องพรรค์นั้น เพียงแค่โอกาสและเวลาดูจะเป็นใจจนเหมือนว่าเขาเป็นคนลงมือทำเรื่องนี้ ยามนี้ฮ่องเต้เวินจึงได้รู้สึกเสียใจภายหลังขึ้นมา

            ฮองเฮาจ้าวเข้าใจฝ่าบาทดี จึงได้ใช้โอกาสนี้ลอบสังหารท่านราชครูอย่างลับๆ ทว่าน่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่สำเร็จ

            นายท่านสามแม้ตัวจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทว่าความจริงเขากลับสนใจเรื่องในราชสำนักเป็นพิเศษ ทั้งยังส่งคนไปคอยสืบข่าวอยู่เสมอ

            ทว่าก็ยังไม่ทราบว่าเหตุใดท่านราชครูผู้สูงส่งจึงยอมลดตัวลงมาเป็นอาจารย์ในค่ายของพวกเขาเช่นนี้

            แต่ถึงกระนั้นผู้คนบนภูเขาลูกนี้ก็ล้วนแต่ให้ความเคารพท่านราชครูนัก คงมีเพียงเฉินโย่วคนเดียวที่ไม่เป็นเช่นนั้น

            ราวกับว่าเด็กหญิงปรากฏกายบนโลกนี้เพื่อทรมานท่านอาจารย์ก็ไม่ปาน

            เพียงแต่ท่านอาจารย์กัวกลับไม่เคยโกรธเลยสักครา ทั้งยังดูสนุกสนานไปกับนางเสียด้วยซ้ำ

            ทุกคนพบว่าท่านอาจารย์กัวปฏิบัติกับเฉินโย่วแตกต่างจากที่ปฏิบัติกับคนอื่นๆ

            “ท่านอาจารย์เห็นว่าอย่างไร” แม้ว่านายท่านสามจะคาดเดาสถานะของชายชราได้แล้ว นายท่านสามก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติกับชายชรา ยังคงทำตัวเช่นวันวาน

            แม่นางหลัวคิดอ่านล้วนรอบคอบ จึงสังเกตเห็นมานานแล้วว่าท่าทีที่ท่านราชครูมีต่อเฉินโย่วไม่เหมือนคนอื่นๆ ท่าทีของเขาดูใส่ใจเด็กหญิงเป็นพิเศษ

            “หากว่าอยากให้เฉินโย่วได้ใช้ชีวิตสงบๆ จนถึงวัยปักปิ่น พวกเราก็อยู่บนทุ่งหญ้าแห่งนี้ต่อไป แต่หากว่าอยากให้นางได้เติบใหญ่เช่นคนอื่นๆ พวกเราก็จำเป็นต้องกลับเมืองหลวง” ราชครูถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ

            เหตุผลที่ราชครูกล่าวมา มีความหมายชัดเจนนัก

            ถ้ายังอยู่บนทุ่งหญ้า เฉินโย่วก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสงบ หากเดินทางไปเมืองหลวงเฉินโย่วย่อมมิอาจเป็นเช่นนี้ได้ ทว่านางกลับมีโอกาสได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นคนอื่นๆ

            ราชครูหันมองคนทั้งสองที่ยืนขนาบซ้ายขวาแล้ว บุรุษและสตรีคู่นี้ดูอย่างไรก็รู้ว่ามีใจให้กัน หากว่ายังอยู่บนภูเขาก็ย่อมจะได้ลงเอยกันอย่างแน่นอน แต่หากเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว เรื่องราวยอมเปลี่ยนแปลงไปได้นับร้อยนับพัน พูดถึงโชคชะตาแล้วก็ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน มันเดินทางมาเงียบๆ ราวกับว่าถูกกำหนดเอาไว้แล้วก็ไม่ปาน

            เมื่อราชครูกล่าวจบ ทั้งสองก็พลันตอบขึ้นพร้อมกันราวกับว่านัดกันมา

            นายท่านสาม “เช่นนั้นก็ไป”

            หลัวอู๋เลี่ยง “เช่นนั้นก็ไป”

            ครั้งนี้ทั้งสองกลับเห็นตรงกัน

            หลัวอู๋เลี่ยงและนายท่านสามหันมาสบตากันครู่หนึ่ง

            ราชครูที่ยืนอยู่ตรงกลางรู้สึกราวกับว่าร่างของตนจะทะลุเพราะสายตาร้อนแรงดุจเปลวเพลิงของบุรุษ และสตรีข้างกายตนที่มัวแต่จ้องมองกัน ทำเอาเขารู้สึกว่าตนยืนอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างบอกไม่ถูก

            ต่อไปหากว่าเขายังกล้ามายืนอยู่ตรงกลางเช่นนี้อีก ก็เรียกเขาว่าสุนัขเถิด

            “ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไป พวกเราก็ต้องมาช่วยกันวางแผนระยะยาว ทางพื้นที่ห่างไกลไม่จำเป็นต้องกังวลใจ ท่านข้าหลวงที่เพิ่งจะมาประจำการ แม้จะคร่ำครึไปสักหน่อย แต่ก็เป็นคนมีเหตุผลและมีน้ำใจ ข้าจะช่วยกำชับเขาอีกแรง ส่วนเรื่องสำคัญอื่นๆ บนภูเขาลูกนี้พวกท่านสองคนก็จัดการให้เรียบร้อย เมื่อถึงเวลาก็ออกเดินทางไปพร้อมกัน”

            ฟังดูแล้วท่านอาจารย์กัวก็ดูเหมือนว่าจะมีเจตนาเดินทางไปเมืองหลวงกับเฉินโย่ว

            หลัวอู๋เลี่ยงก็เช่นกัน

            อีกทั้งเมื่อหลัวอู๋เลี่ยงตัดสินใจจะไปเช่นนี้ นายท่านสามก็ย่อมจะไปด้วยเช่นกัน

            ไม่คาดคิดว่าคำตอบเพียงไม่กี่ประโยคของท่านราชครู จะทำให้พวกเขายอมจากไปอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้

            นายท่านสามทั้งรู้สึกงุนงงและตื่นเต้น

            หลัวอู๋เลี่ยงก็ทั้งตื่นเต้นและงุนงงอย่างยิ่งไม่ต่างกัน

            ทว่าเด็กหญิงที่ยังคงวิ่งไล่ลูกหมาป่ากลับยังไม่รู้แม้แต่น้อยว่าชีวิตของตนกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เด็กหญิงยังคงออกวิ่งราวกับสายลม ดวงตายังคงจับจ้องไปที่เจ้าลูกหมาป่าตรงหน้า ด้วยหมายจะจับตัวมันให้ได้ ครั้นนางไม่ทันระวังเผลอเตะเท้าออกไปครั้งหนึ่ง ร่างน้อยจึงลอยหวือ สายตาคู่เดิมยังถลึงใส่เจ้าหมาป่าที่กำลังจะหนีไปได้ แต่ด้วยเพราะเฉินโย่วไม่ทันระวังเตะเท้าออกไปจนร่างน้อยโผไปข้างหน้า สุดท้ายจึงล้มลงบนร่างของเจ้าลูกหมาป่า ร่างน้อยของเด็กหญิงทับอยู่บนร่างของเจ้าลูกหมาป่าสีขาวหิมะพอดิบพอดี

            เจ้าลูกหมาป่าส่งเสียงร้อง “เอ๋งๆ” ขึ้นอย่างโมโห

            ส่วนเฉินโย่วพลันหัวเราะคิกคักๆ ขึ้นทันใด เจ้าหมาป่าน้อยก็ไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะบาดเจ็บหรือไม่ รีบยืดตัวยกเด็กหญิงบนหลังขึ้น

            เจ้าลูกหมาป่าไม่เพียงร้อง “เอ๋งๆ” เท่านั้น ยามนี้ยังร้องเสียงหอนสูงอย่างน่าเวทนา บัดนี้คนอื่นๆ ล้วนเห็นหมดแล้วว่ามันต้องมีสภาพเช่นนี้

            เมื่อครู่ที่เฉินโย่วกำลังจะหน้าคะมำ ใจของคนทั้งสามที่ยืนมองก็แทบจะร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

            เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าด้านล่างของร่างน้อยยังมีเจ้าลูกหมาป่าขนปุกปุยคอยรองรับไว้ ก็พากันถอนหายใจเฮือกใหญ่

            ทว่าแม่นางหลัวเมื่อเห็นว่าเฉินโย่วกำลังถูลู่ถูกังลากเจ้าลูกหมาป่ากลับมา ก็รีบยื่นมือไปดึงหูเจ้าเด็กตัวแสบเป็นการสั่งสอนนาง

            เมื่อราชครูเห็นแม่นางหลัวดึงหูเฉินโย่ว คิ้วทั้งสองข้างก็พลันขมวดเป็นปม ในใจแทบอยากตะโกนห้ามไม่ให้ดึงหูเด็กหญิงตรงหน้า จะดึงหูองค์หญิงใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน

            ทว่าขณะเดียวกันก็รู้สึกสาแก่ใจ ก็ใครใช้ให้เจ้าเด็กปีศาจนี่เอาแต่รังแกเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกันเล่า

            “หากยังซุกซนเช่นนี้อีก ท่านอาจารย์จะส่งเจ้าไปเข้าเรียนในสำนักแล้วนะ” หลัวอู๋เลี่ยงทางหนึ่งก็ดึงหูเด็กหญิง อีกทางหนึ่งก็เอ็ดไปด้วย

            ยามที่น้าหลัวดึงหูนางความจริงแล้วไม่เจ็บสักนิด ต่อมรับความเจ็บปวดของนางก็ชักจะด้านชาเสียแล้ว ทว่าก็ยังต้องเสแสร้งว่าเจ็บมาก มิฉะนั้นน้าหลัวย่อมต้องเอ็ดนางต่อไม่หยุดปากเป็นแน่

            ทว่าเฉินโย่วยามได้ยินว่าจะต้องเข้าเรียนในสำนัก ใบหน้าน้อยๆ ก็พลันหม่นหมองราวกับว่าโลกของนางกำลังจะพังทลาย

            แล้วจึงหันมามองท่านอาจารย์ตนด้วยแววตาอาฆาต

            ราชครู “…” เหตุใดจึงเป็นข้าที่ต้องเป็นแพะรับบาปอีกแล้วเล่า

            “พวกเจ้าพี่น้องหารือกันก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็แล้วกัน” ราชครูกล่าวขึ้น

            เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ชาวบ้านก็เลิกงานพากันเดินกลับกระท่อม

            ในวันนี้ท่านอาปารับหน้าที่เป็นพยานให้ครอบครัวลู่ แล้วจึงเริ่มเปิดการประชุมอย่างอึกทึก

            ครั้งนี้ให้เด็กทั้งสี่ได้ร่วมออกความเห็นอย่างยุติธรรม

            เฉินโย่วน้อยพร้อมผมจุกบนศีรษะส่ายหน้าไปมา “ข้าไม่อยากเข้าเรียนที่สำนักเชิน”

            เสี่ยวอู่เด็กหนุ่มหน้าใหญ่กรามเป็นสันส่ายหน้าไปมา “ข้าก็ไม่ขอเข้าเรียนในสำนักเชิน”

            อาลู่ผู้เคร่งขรึมตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้าไม่อยากเข้าเรียนที่สำนักเชิน”

            ส่วนอาสวินเด็กหนุ่มติ่งหูหนากลับตอบด้วยท่าทางตื่นเต้น “ข้าอยาก ข้าอยาก”

            อาสวินที่นั่งหลังตรงอย่างเรียบร้อยอยู่นั้นพลันถูกเฉินโย่ว เสี่ยวอู่ และอาลู่ยกมือขึ้นปิดปากเขาดังเพียะๆๆ

            เหล่าปาเห็นเช่นนั้นก็กล่าวปรามอย่างร้อนใจ “พวกเจ้าห้ามตีหน้าผู้อื่นนะ”

            เมื่อตีเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็ถามขึ้นพร้อมกันอีกครา “ยังอยากหรือไม่อยากเข้าเรียนที่สำนักเชิน?”

            อาสวินยังคงยืนยันพร้อมส่ายหน้าไปมา “อยาก”

            ทั้งสามจึงยกตีปากเขาอีกครั้ง

            “ยังอยากไปเรียนอยู่หรือไม่?”

            ครานี้อาสวินจึงได้แต่พยักหน้าอย่างกล้ำกลืน ตอบออกไปว่า “ไม่อยาก”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808