ในยามที่มิติภายในสร้อยคอผสานรวมกับผลึกทมิฬชิ้นใหม่ ความเปลี่ยนแปลงบางสิ่งก็เริ่มเกิดขึ้นอย่างแ่เบา หากแต่ลึกซึ้งจนััได้ถึงแก่นแท้ของพลัง เสี้ยวหนึ่งของมิตินั้นเริ่มสั่นะเือย่างเงียบงัน ราวกับม่านหมอกอันดำสนิทที่เคยปกคลุมทั่วทุกทิศ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็กระแสพลังทมิฬอันหนาแน่นและบริสุทธิ์กว่าก่อนหน้า
ซ่งเหยียนเฟย เหินร่างจิ๋วอันงดงามประหนึ่งตุ๊กตาเทพหยก ก้าวเข้าสู่ความมืดมิดอันไร้จุดจบในมิติแห่งนี้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดลึกซึ้ง ร่างของเขาแม้จะเล็กจ้อยดั่งนกน้อยในเงาั แต่ความเย่อหยิ่งสง่าของเผ่าทมิฬหาได้พร่ามัวลงไม่ ผ้าคลุมสีชาดโบกสะบัดพลิ้ว ท่ามกลางพลังปราณสีดำที่วนเวียนดั่งพายุใต้บาดาล
“ความมืด… หนาขึ้นกว่าคราแรกเสียอีก” เสียงนุ่มลึกของเขาเอื้อนเอ่ยในความเงียบ
เขายื่นฝ่ามือเรียวเล็กออกไป พลังทมิฬที่ปะทุอยู่อย่างแ่เบารอบตัวไหลซึมเข้าสู่ผิวเนื้อ ก่อเกิดประกายเรืองรองสีดำวาววับที่ชั้นผิว พลังอันน่าพิศวงนี้ไม่เพียงโอบอุ้มจิตใจ หากยังปลุกเร้ากายเนื้อให้เร่งฟื้นฟูราวปาฏิหาริย์
“เพียงแค่ชิ้นเดียว… มิติแห่งนี้กลับมีการตอบสนองถึงเพียงนี้?” ดวงเนตรเขม็งมองไปยังความเวิ้งว้างเบื้องหน้า ในนั้นยังคงไร้จุดสิ้นสุด ไร้รูปเงาแห่งสิ่งใด ราวกับหลุมดำอันกลืนกินแสงสว่างทุกเสี้ยว
เขายังมิอาจล่วงรู้ได้ว่าแท้จริงมิตินี้สร้างขึ้นเพื่อสิ่งใด ใครเป็ผู้เดิม หรือเหตุใดถึงได้มีสายสัมพันธ์กับเขาอย่างลึกล้ำถึงเพียงนี้ แต่เขารู้ ว่าพลังนี้คือของเขา… และเขาจักต้องไขความลับของมันให้ได้
ซ่งเหยียนเฟยนั่งลงบนพื้นเวิ้งว่างแห่งนั้น พลังปราณทมิฬในมิติราวกับตื่นขึ้นเป็ครั้งที่สอง เมื่อเขาเข้าสู่สมาธิ กระแสแห่งพลังหมุนวนเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาอย่างเร่งเร้า ดุจสายน้ำที่รอวันทะลักทลายสู่เบื้องล่าง
…คืนหนึ่งล่วงผ่านไป…
ในยามที่แสงรุ่งแห่งมิติปรากฏขึ้น แม้เลือนรางดั่งเงาจันทร์ซ่อนอยู่หลังม่านเมฆ แต่ก็มากพอให้สะท้อนร่างเงาของซ่งเหยียนเฟย ผู้ซึ่งบัดนี้กายเล็กจิ๋วของเขาแผ่รัศมีปราณทมิฬออกมาหนาทึบกว่าก่อน
ั์ตาเขาเบิกขึ้น ราวกับเทพาเผ่าทมิฬเสด็จกลับคืน ร่างที่เคยอ่อนแอ บัดนี้กลับมั่นคงและทรงพลังดุจขุนเขาในเงารัตติกาล
“ก่อกำเนิด… ขั้นสมบูรณ์” เขาพึมพำกับตนเอง ดวงตาฉายแววลึกซึ้งปนดีใจ
สองขั้นเล็กในคืนเดียว พลังที่แม้แต่นักบ่มเพาะอัจฉริยะในแคว้นตงชิงยังมิกล้าคาดคิด บัดนี้กลับบรรลุแก่เขาโดยไร้การบีบเค้นจากภายนอก เป็เพียงพลังแห่งมิติลับนี้เท่านั้นที่ช่วยหล่อเลี้ยง
เขายืดกายเล็กออก ริมฝีปากเผยยิ้มแ่เบา หากแต่แววตานั้น กลับพลันเปลี่ยนแปลงจากความเยือกเย็น กลายเป็อาฆาตพยาบาทดุจเปลวเพลิงในคืนหนาว
เขากล่าวชื่อสามคนช้าๆ ทีละคน ดั่งพิธีกรรมอัญเชิญความเจ็บแค้นจากจิตใจสู่ชั้นฟ้า
“เหลียนตงเยว่…”
เสียงนั้นแม้เบา แต่ทุกถ้อยคำหนักแน่นจนมิติสะท้าน
“เจินเหยียน…”
อาฆาตปะทุขึ้นในห้วงจิต ความทรงจำเื่เงาทมิฬแห่งวันวานผุดวาบขึ้นมาทีละภาพ
“ซ่งเหวยหนาน…”
แววตาเขาทอประกายแดงฉานดั่งโลหิต “พวกเ้า… รอข้ากลับไปตอบแทนอย่างสาสมเถิด”
สิ้นวาจานั้น เขาค่อยๆ ผินกลับไปยังส่วนลึกของมิติ พลางเอื้อมมือแตะไปยังอากาศเบื้องหน้า ราวกับจะััเงื่อนงำที่ยังหลบเร้นในม่านมืด
“ถ้าเพียงมีสมุนไพรแห่งเผ่าทมิฬ หรือพืชิญญาใดที่เหมาะแก่กายา… บางที ข้าอาจหลอมสร้างร่างใหม่ได้เร็วกว่าที่คิด”
เขากระซิบกับตนเองด้วยเสียงเรียบเย็น หากแฝงด้วยความมุ่งมั่นไม่สิ้นสุด ดั่งเงารัตติกาลที่แม้ยาวนานเพียงใด ก็ไม่อาจดับความหวังแห่งรุ่งอรุณ
---
สี่วันสุดท้ายก่อนการทดสอบเข้าสู่ตำหนักัเมฆา ดุจพายุเงียบก่อนห่าฝนใหญ่...
ในยามเช้าของเมืองซูไห่ แสงอรุณทาบแตะแผ่นหลังของยอดเขาเบื้องไกล กระแสลมฤดูปลายใบไม้ผลิโชยพัดเบา นำกลิ่นชื้นของไม้หอมจากภูผาเข้ามาปะปนในอากาศ เสียงจอแจของผู้คนในตรอกสือฉียังคงดำเนินไปตามวิถีของมัน ทว่าในห้องพักชั้นบนของร้านโอสถ เงาร่างหนึ่งกลับกำลังฝึกฝนอย่างเงียบงัน
อวี้เหวินนั่งขัดสมาธิกลางห้อง สายตาปิดสนิท พลังลมหายใจค่อย ๆ ปรับจังหวะเป็ระเบียบ ด้านหลังแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขา กล้ามเนื้อขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ เงาของสายฟ้าแล่นวาบอย่างเลือนรางเป็ระยะ นั่นคืออาการของ "เตาอัสนีวิบัติ" วิชาบ่มเพาะกายาที่เขาฝึกจนถึงขั้นสูงสุดในระดับแรกแล้ว
“สูดเข้า... ออก... ควบรวมพลังที่จุดตันเถียนตอนล่าง...”
เสียงของซ่งเหยียนเฟยดังก้องเบา ๆ ภายในจิตสำนึก ราวกับกระซิบของผู้ชี้ทางจากที่แสนไกล อวี้เหวินขยับมุมปากเล็กน้อย เขารู้ว่าอีกฝ่ายเฝ้าสังเกตเขาอยู่แม้ไม่ได้ปรากฏตัว
หลังจากรั้งลมหายใจนิ่งอีกครู่ใหญ่ อวี้เหวินจึงลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาแน่วแน่ ราวกับสายน้ำในฤดูหนาวที่นิ่งเฉียบแต่เย็นลึกล้ำ
“ร่างกายเริ่มคุ้นเคยกับพลังในขั้นกำเนิดกายมากขึ้นแล้ว” เขาพึมพำแ่เบา
ตลอดสี่วันที่ผ่านมา อวี้เหวินเฝ้าฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ตอนเช้าเขาจะฝึกเตาอัสนีวิบัติในห้องอย่างเงียบงัน ตอนบ่ายออกเดินชมเมืองกับอู๋ซวน เด็กหนุ่มผู้ร่าเริงและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองค่อย ๆ แน่นแฟ้นขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศของตลาดผู้คน เมืองใหญ่แห่งนี้เริ่มกลายเป็ความคุ้นเคย ไม่ใช่เพียงแค่เมืองที่เขามาเยือน แต่คือสถานที่ที่จะกลายเป็จุดเปลี่ยนสำคัญในชะตาชีวิต
ทว่าแม้ความสงบจะโอบล้อมใน่วันนั้น อวี้เหวินกลับไม่เคยปล่อยให้หัวใจคลายการระวังภัยเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งรุ่งอรุณของวันที่สี่มาเยือน...
ท้องฟ้ายามเช้าสว่างเรืองรองเหนือเมืองซูไห่ เสียงฆ้องยามเช้าจากหอสูงแห่งตำหนักัเมฆาดังขึ้นทั่วเมือง ผู้คนทั่วสารทิศที่เดินทางมาเข้าทดสอบต่างหลั่งไหลไปยังลานประลองใหญ่ทางตอนเหนือของเมือง ท่ามกลางกลุ่มฝูงชน เงาร่างหนึ่งในชุดผ้าป่านสีดำเรียบ ไม่ตกแต่งด้วยลายลักษณ์ใด เดินแทรกผ่านฝูงชนด้วยท่าทีสุขุม ไม่เย่อหยิ่ง ไม่หวาดหวั่น
คืออวี้เหวิน...
เบื้องข้างคืออู๋ซวนที่ดูตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ “พี่ใหญ่! ท่านพร้อมหรือยัง? ข้ารู้สึกเหมือนข้างในข้านี่จะะเิแล้ว!”
อวี้เหวินหัวเราะในลำคอเบา ๆ มือหนึ่งวางบนไหล่ของอู๋ซวน “เ้าเพียงแค่ดูอยู่ห่าง ๆ ก็พอ เหตุการณ์ในวันนี้ อาจมิใช่แค่การทดสอบธรรมดาเท่านั้น”
อู๋ซวนขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้ายังไม่แน่ใจ...” ชายหนุ่มหลุบตามองพื้นเล็กน้อย เสี้ยววินาทีนั้นเงาของหลี่ิ นายน้อยอันธพาลผู้เคยมีเื่กับเขาในตลาด ผุดขึ้นในห้วงคำนึง
“แต่ความระมัดระวังย่อมไม่เคยเกินจำเป็” อวี้เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก ก่อนจะก้าวออกไป
เสียงฝีเท้าของผู้คนหลากหลาย รวมถึงพลังฝีมือของเหล่าอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่เริ่มแผ่ซ่านทั่วลานประลอง ลมหายใจของจอมยุทธ์รุ่นเยาว์เหล่านี้ต่างเต็มไปด้วยแรงปรารถนา และความทะเยอทะยานจะได้เข้าสู่ตำหนักัเมฆา อันเป็หนึ่งในสี่สุดยอดสำนักแห่งเเดนใต้รองจากสุสานดาบทลาย์!
ขณะที่สายลมเช้าเริ่มพัดผ่าน พัดชายผ้าของอวี้เหวินลอยแ่ขึ้น ดวงตาของเขาแน่วแน่ ร่างกายตึงแน่นด้วยความมั่นคงแห่งผู้ฝึกฝน
สี่วันแห่งการเตรียมตัวมาถึงจุดสูงสุดแล้ว...
และการทดสอบที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเขา กำลังเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!
ท้องฟ้าเช้าวันนั้นสดใส ไร้เมฆหมอกขวางแสงอาทิตย์ที่ทอทาบลงเหนือเมืองซูไห่ ทว่าในหัวใจของผู้คนกลับเร่าร้อนยิ่งกว่าฤดูร้อนกลางปี ริมถนนสายใหญ่ทอดยาวไปยังลานประลองด้านหลังตำหนักัเมฆา คลาคล่ำไปด้วยฝูงชนที่เนืองแน่น บ้างคือชาวเมืองผู้ตื่นเต้นกับเทศกาลการทดสอบเข้าสำนัก บ้างคือศิษย์จากสำนักเล็กใหญ่ที่เดินทางมาจากทั่วทั้งเมืองเเละหมู่บ้านเเถบนี้ หลายคนเพียงมาเฝ้าดู บ้างมาด้วยความหวังจะได้สังกัดหนึ่งในสำนักสูงส่งที่ว่ากันว่าหากผ่านการคัดเลือกได้ เท่ากับเปิดเส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์
กลิ่นกำยานอ่อนๆ ลอยตามสายลม แ่พัดผ่านธงสัญลักษณ์ของตำหนักัเมฆาที่โบกสะบัดบนเสาหินสูงตระหง่าน สะท้อนแดดยามเช้าเป็ประกายระยับ
ลานประลองใหญ่เบื้องหน้าคือลานหินวงกลมขนาดมหึมา เส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสามร้อยจั้ง พื้นหินสีเทาแก่สลักลวดลายัทะยานเมฆเวียนวนเป็วง โอบล้อมด้วยอัฒจันทร์สูงลดหลั่นเป็ชั้น ที่นั่งผู้ชมแน่นขนัดั้แ่ยังไม่ถึงเวลาเปิดพิธี
เสียงพูดคุยอื้ออึงดังไปทั่ว
“เ้าได้ยินหรือไม่? ข้าได้ข่าวว่าหลี่ิจากสำนักบูรพาวายุก็มาด้วย!”
“นั่นใช่หรือไม่? ผู้มีฉายาว่า ‘เทพกระบี่อัสนี’ น่ะหรือ? ข้าเคยเห็นเขาออกกระบี่ในงานชุมนุมเมื่อสองปีก่อน กระบี่เพียงวูบเดียวฟันต้นไม้ใหญ่ขาดครึ่งโดยไม่มีแม้แต่เสียง!”
อีกมุมหนึ่ง เสียงเด็กหนุ่มพลันตื่นเต้น
“ข้าอยากเห็นเซี่ยชิงหลัวมากกว่า นางเป็หญิงเพียงหนึ่งเดียวในอัจฉริยะห้าคน! ว่ากันว่านางมีวรยุทธ์น้ำแข็งที่สามารถตรึงสรรพสิ่งให้หยุดนิ่งภายในลมหายใจเดียว!”
พลันเสียงฮือฮาดังขึ้นยิ่งกว่าคราใด ลมแรงพลันโหมซัดลงตรงลานประลอง ใต้สายตานับพันนับหมื่น เงาทั้งห้าปรากฏกลางลาน ราวกับเทพเ้าจุติลงมาจากสรวง์
คนแรกคือ หลี่ิ แห่งสำนักบูรพาวายุ เครื่องแต่งกายสีฟ้าเงิน กระบี่วายุครามสะพายอยู่เื้ั ดวงตาเ็าแต่แฝงพลังอหังการ เพียงยืนเฉยๆ กลับทำให้ผู้ชมรอบด้านรู้สึกราวกับลมพายุจะโหมกระหน่ำทุกเมื่อ
“นั่นหลี่ิจริงๆ ด้วย! ข้าเห็นเขาในหอคัมภีร์ตะวันออกเมื่อปีก่อน! พลังลมของเขาแทบทำให้คนในหอต้องคลาน!”
คนที่สองคือ เซี่ยชิงหลัว จากสำนักอิสระ “หิมะนิรันดร์” ชุดขาวบางเบาราวม่านหมอก ดวงหน้างดงามปานภาพวาด ผิวพรรณขาวดั่งหิมะแรกของปี เดินผ่านตรงไหน อุณหภูมิในบริเวณนั้นพลันลดต่ำลงโดยมิรู้ตัว
“นางช่างงดงามราวเทพธิดา!”
“ข้าได้ยินว่านางบ่มเพาะเคล็ดวิชาหิมะนิรันดร์ถึงขั้นที่สามแล้ว… ผู้ใดจะกล้าต่อกรกับนางเล่า!”
คนที่สามคือ หลัวเทียนอี้ แห่งสำนัก “พันดาราไร้รูป” ชายหนุ่มในชุดดำเรียบไม่มีลวดลายใด ใบหน้าเยือกเย็นไร้คลื่นอารมณ์ ผู้คนต่างสงสัยว่าเขาบ่มเพาะวิชาระดับลี้ลับที่ยากจะคาดเดาได้
“ข้าว่าหลัวเทียนอี้น่ากลัวยิ่งกว่าใครในห้านี้เสียอีก ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาใช้วิชาอะไร!”
คนที่สี่คือ จูซงเทียน แห่งสำนัก “หมื่นิญญา” ผิวพรรณซีดเซียว สวมเสื้อคลุมสีม่วงดำ มีลูกปัดกระดูกแขวนอยู่ที่เอว มีกลิ่นอายิญญาล่องลอยจางๆ ทุกครั้งที่เขาก้าวเดิน
“ข้าได้ยินมาว่าจูซงเทียนสามารถควบคุมิญญาของสัตว์อสูรได้! ครั้งหนึ่งเคยสั่งให้เสือิญญาขนาดั์กัดหัวศิษย์สำนักอื่นจนแหลก!”
และคนสุดท้ายคือ ไป๋หยุนเซิง แห่งสำนัก “ดาราม่วงส่องฟ้า” ชุดม่วงเข้ม ดวงตาดุจเหยี่ยว พลังลึกล้ำเหนือคำบรรยาย ฝ่ามือขวาสวมถุงมือคริสตัลซึ่งดูไม่เข้ากับร่างกายของเขา ทว่าเมื่อเขาขยับมือเพียงน้อย พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นะเืราวจะถล่ม
“นั่นมัน… ‘หมัดฟ้าคราม’ ไป๋หยุนเซิง! คนผู้นี้เมื่อสามเดือนก่อนเพิ่งโค่นยอดฝีมือระดับหลอมรวมกายได้สำเร็จ!”
ทั้งห้าคนปรากฏตัวกลางลานประลอง ท่ามกลางเสียงฮือฮาและการชื่นชมไม่ขาดสาย เสียงระฆังตำหนักดังขึ้นอย่างหนักแน่นสามครั้ง เป็สัญญาณเปิดพิธีการทดสอบเข้าสำนักอันศักดิ์สิทธิ์
และที่มุมหนึ่งในฝูงชน ชายหนุ่มร่างสูงสวมเสื้อผ้าธรรมดา ยืนทอดสายตามองไปยังทั้งห้า ดวงตาเปี่ยมด้วยแววแน่วแน่ ราวเพลิงที่เงียบสงบแต่พร้อมจะลุกไหม้เมื่อถึงเวลา
เขาคือ อวี้เหวิน บุรุษผู้ที่แม้จะยังไร้ชื่อเสียงในหมู่ชน แต่กลับเก็บงำเปลวไฟรอวันแผดเผาฟ้าดินไว้ภายใน...
เสียงเซ็งแซ่แห่งผู้คนยังคงดำเนินไม่หยุด คลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมารวมกัน ณ ลานประลองตำหนักัเมฆา เปล่งเสียงพูดคุย ถกเถียง อุทาน ยกย่องเหล่าอัจฉริยะทั้งห้าอย่างไม่ขาดปาก บ้างชี้ชวนสหายข้างกายให้ชมดูความสง่างามของหลี่ิ บ้างแซ่ซร้องสรรเสริญเซี่ยชิงหลัวด้วยถ้อยคำลุ่มหลงราวคลุ้มคลั่ง
“แม่นางเซี่ยงามล้ำจริงแท้! ข้าราวกับเห็นหิมะโปรยจากฟ้า…”
“หึ! ข้ากลับว่าหลี่ิคือผู้ควรขึ้นแท่นศิษย์เอก! ดูสายตาเขาสิ แค่ยืนก็ปานพญาัแลเหลียวโลกา!”
ในห้วงเวลาที่เสียงฝูงชนกระหน่ำดังราวคลื่นพายุสาดเข้าหาดหินผา พลันเกิดแรงสั่นะเืเบาๆ จากเบื้องหน้าวิหารใหญ่ของตำหนักัเมฆา ประตูไม้จันทน์โบราณคู่นั้นค่อยๆ แยกออกทีละน้อย กลิ่นอายปราณแ่เบาแผ่ซ่านออกมาราวม่านหมอกเคลือบลมหายใจ
จากภายในเงามืดของวิหาร ปรากฏร่างหนึ่งย่างเท้าออกมาอย่างเชื่องช้า
ชายชราผู้นั้น กายสูงผอม ไหล่เหยียดตรงแม้จะมีวัยล่วงเลยกว่าแปดสิบ หนวดเคราขาวโพลนสะอาดสะอ้านดั่งเมฆขาวในฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาลึกล้ำ เปี่ยมไปด้วยความสุขุมและวายุแห่งประสบการณ์อันมิอาจประมาณ เครื่องแต่งกายเป็ผ้าแพรย้อมฟ้าจาง เย็บด้วยด้ายทองคำเป็ลวดลายัทะยานฟ้าอย่างวิจิตรยิ่ง เมื่อเขาเดินแต่ละก้าว แม้ดูช้า ทว่ามั่นคงเสมือนภูผา และเมื่อชายชราหยุดยืนกลางลานประลอง เสียงแห่งฝูงชนกลับสงบลงทีละน้อย… ทีละน้อย จนเงียบสนิท
ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังเขา
ผู้าุโชำเลืองตามองไปรอบด้านแ่เบา แล้วพลัน ยกฝ่ามือขึ้นกลางอก ปลดปล่อยพลังปราณออกมาสายหนึ่ง ออร่าพลังกายผสานกับปราณแท้แผ่ซ่านเป็ลำแสงบางเฉียบ กลิ่นอายแห่งการบ่มเพาะพุ่งวาบออกสู่ท้องฟ้า
แม้มิได้เหินฟ้าหรือก้าวย่างเหนืออากาศ ทว่าผู้คนทั่วลานประลองกลับรู้สึกคล้ายมีพลังอันยิ่งใหญ่กดทับบนบ่า หนักแน่นดั่งหินพันชั่ง เย็นเยียบดั่งเหมันต์ฤดู ดวงใจพลันนิ่งสงบไม่กล้าขยับเขยื้อน เสียงพูดจาเงียบงันลงอย่างพร้อมเพรียง
ชายชราหุบฝ่ามือลงช้าๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าแฝงพลังดุจสายลมแห่งขุนเขา
“ผู้าุโแห่งตำหนักัเมฆาผู้นี้ นามว่า เหอจิ้งหลาน เป็ผู้รับหน้าที่ควบคุมการทดสอบเข้าสำนักในปีนี้”
เสียงเขาชัดเจน กระจ่างดั่งระฆังแก้ว กังวานอยู่ในใจของผู้คนทุกผู้
“ขอแสดงความยินดีต่อทุกท่านที่ฝ่าฟันมาได้ถึงที่นี่ การปรากฏตัวของพวกเ้าวันนี้ ไม่ใช่เพียงการแสวงหาสถานะในตำหนักแห่งนี้… แต่คือการเผชิญหน้ากับชะตาชีวิตตนเอง”
เสียงเขาหยุดไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาเหม่อมองท้องฟ้า ราวครุ่นคำนึงสิ่งใด
“ตำหนักัเมฆามิได้ยิ่งใหญ่เพราะอาคารหรือชื่อเสียง หากแต่ยิ่งใหญ่ด้วยหัวใจของศิษย์ผู้กล้าเดินบนเส้นทางอันเปี่ยมทุกข์ทรมาน นี่จึงมิใช่การทดสอบธรรมดา แต่คือบทพิสูจน์ว่า เ้าสมควรหรือไม่ที่จะยืนหยัดในท่ามกลางพายุของโลกเเห่งการต่อสู้!”
เสียงแห่งลมหายใจของฝูงชนฟังได้ชัดเจนในความเงียบ ทุกผู้ล้วนตั้งใจแน่วแน่
“การทดสอบในปีนี้ แบ่งออกเป็ สามด่านสำคัญ”
เหอจิ้งหลานก้าวไปยืนใกล้แท่นหินสูงที่ตั้งอยู่ด้านหนึ่งของลานประลอง สีหน้าสงบนิ่ง
“ด่านแรก — ทดสอบพลังกาย
ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องต่อยแท่นหินนี้ด้วยพลังที่แท้จริงของตนเอง แท่นจะวัดแรงกระแทกได้โดยตรง ใครที่สามารถทะลุแรงระดับ ‘สามร้อยจิน’ ถือว่าผ่านเกณฑ์"
เสียงเขาหยุดชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อด้วยเนื้อเสียงเยือกเย็น
“ผู้ใดที่ต่ำกว่านี้… โปรดถอยกลับอย่างสงบ”
เสียงฮือฮาเริ่มกลับมาจางๆ หลายคนสีหน้าซีดเผือด บ้างกำมือแน่น บ้างหลุบตาครุ่นคิด
“ด่านที่สอง — ทดสอบจิตใจ
ผู้ที่ผ่านด่านแรก จะเข้าสู่ค่ายกลจิตอสูร ที่ตำหนักจัดวางไว้โดยเฉพาะ ผู้เข้าสอบจะต้องเอาตัวรอดจากกับดัก ภาพลวง ความกลัว และความจริงที่บิดเบือนภายในใจของตน
หากไม่สามารถออกจากค่ายกลภายในหนึ่งชั่วยาม… จงเตรียมใจรับความพ่ายแพ้”
เสียงลมหายใจบางคนเริ่มติดขัด สะท้อนถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอย่างรวดเร็ว
“และสุดท้าย… ด่านที่สาม — ประลองจริง
ผู้ผ่านสองด่านแรก จะได้ขึ้นสู่ลานประลองนี้ เพื่อต่อสู้แบบตัวต่อตัว หาผู้ที่เหมาะสมที่สุด
มีผู้ผ่านได้มากเท่าใด… ขึ้นอยู่กับความสามารถและโชคชะตาของพวกเ้าเอง”
เมื่อสิ้นถ้อยคำสุดท้าย ผู้าุโเหอจิ้งหลานเหม่อมองไปยังคลื่นมหาชนที่เบื้องหน้า สีหน้าเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว
“จงพิสูจน์ว่าพวกเ้าสมควรเดินในวิถีแห่งั!”
พลันเขายกมือขึ้น ปราณจางๆ พลันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ดวงตาทุกคู่จับจ้องร่างเขาอีกครา
“บัดนี้… การทดสอบตำหนักัเมฆา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!”
เสียงะโดั่งสายฟ้าฟาดลงใจผู้คน
ดวงตานับร้อยนับพันเปล่งประกาย เจตจำนงแห่งการฝ่าฟันแผ่ซ่านทั่วลานประลอง และที่ริมฝูงชน คนผู้หนึ่งกำหมัดแน่น ดวงตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น… เขา คือ อวี้เหวิน ผู้อยู่เงียบงันท่ามกลางความอึกทึก แต่พลังในดวงใจกลับดังก้องเหนือเสียงใดในลานนี้!
ใต้เงาแดดอ่อนแห่งยามสาย ท้องฟ้าเหนือยอดตำหนักัเมฆายังคงงดงามและสงบงัน ทว่าท่ามกลางลานหินอันกว้างใหญ่ ณ ใจกลางตำหนัก บรรยากาศกลับแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เสียงสนทนาเบา ๆ กระซิบเป็ระลอก คล้ายเกลียวคลื่นซัดกระทบหาดหิน ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงัดเมื่อเสียงของผู้าุโผู้ควบคุมการสอบเงียบลง
ความเงียบงันชั่ววูบนั้นกลับกลายเป็ดั่งพายุที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของผู้คน เสียงหัวใจเต้นแรง ความหวัง ความกลัว และความฝัน พรั่งพรูในชั่วพริบตา
แม้แต่อวี้เหวินเอง ดวงตาที่เคยสงบนิ่งกลับส่องแสงแน่วแน่ยิ่งนัก
“ไม่ว่าจะเป็เช่นไร... ข้าต้องผ่านให้ได้”
เขาคิดในใจ ฝ่ามือที่กำแน่นคล้ายเปลวเพลิงเงียบงันในใจที่รอวันลุกไหม้
ขณะนั้นเอง ศิษย์ผู้ดูแลการทดสอบของตำหนักัเมฆาก็ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าทุกคนด้วยท่วงท่ามั่นคง
“การทดสอบด่านที่หนึ่ง เริ่มต้นบัดนี้!”
“ผู้ที่มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบ ต้องมีระดับพลังบ่มเพาะอย่างน้อย ก่อตั้งรากฐานระดับกลาง ผู้ใดต่ำกว่านั้น
เชิญกลับ”
เสียงประกาศนั้นเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของใครหลายคน ใบหน้าอันเต็มไปด้วยความคาดหวังเปลี่ยนเป็ความเศร้าหมองทันตา บางคนหลบตา บางคนหมุนกายกลับเงียบ ๆ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงที่ตอบแทนความผิดหวัง
แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยืนหยัดมั่นด้วยแววตาแน่วแน่ เหล่าผู้มีสิทธิ์ต่างมองแท่นศิลากลางลานอย่างเงียบงัน ปรากฏแท่นศิลาแกร่งตั้งตระหง่าน ท่ามกลางลายอักขระที่แฝงกลิ่นอายพลังโบราณ ลวดลายปริศนาเรืองแสงแ่เบา
“ผู้ทดสอบจะขึ้นไปทีละคน ใช้พลังทั้งหมดที่มีโจมตีแท่นนี้ ระบบจะวัดพลังโดยอัตโนมัติ หากเกิน 300 จิน ถือว่าผ่าน!”
เสียงประกาศสิ้นสุดลง ท่ามกลางความเงียบชั่ววูบ ผู้หนึ่งจึงก้าวขึ้นไปก่อนอย่างกล้าหาญ เขาคือชายหนุ่มผู้มีพลังอยู่ที่ก่อตั้งรากฐานขั้นสูง ใบหน้าเคร่งเครียด มือขวาชูกำปั้นขึ้น แล้วสะบัดหมัดลงอย่างแรง
“ปัง!”
เสียงกระทบดังกังวาน และตัวเลขก็สว่างขึ้นเบื้องบนแท่น
【327 จิน】
เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนโค้งคำนับแล้วถอยลง ท่ามกลางเสียงกล่าวชมด้วยไมตรี
ผู้เข้าทดสอบทยอยขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางคนได้ 301, บางคนได้ถึง 420 หรือ 483 สร้างความชื่นชมเล็กน้อยจากฝูงชน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่าน...แม้ยืนตัวตรง แต่ภายในใจกลับร่วงหล่น
แล้วคลื่นความเงียบก็แตกกระจายอีกครั้ง เมื่อสตรีผู้หนึ่งเดินออกจากฝูงชนอย่างเงียบงัน
หญิงสาวในชุดสีขาวสะอาดดุจหิมะที่เพิ่งตก เธอผู้นั้นมีรูปลักษณ์อ่อนช้อยสง่างาม ผิวพรรณผุดผ่องราวกับหยกน้ำค้าง ดวงตาคมลึกแต่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น ั์ตาดุจหมอกขาวในยามเช้า ทำให้ผู้คนเบื้องล่างแทบลืมหายใจ
“เซี่ยชิงหลัว... นางคือหนึ่งในห้าอัจฉริยะ!”
เสียงกระซิบดังเบา ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะยกหมัดขวาขึ้นโดยไม่เปล่งวาจาใด ใบหน้าสงบนิ่ง หมัดของนางซัดกระแทกแท่นศิลาอย่างไร้ความลังเล
“ปัง!”
【913 จิน】
เสียงอุทานและลมหายใจดังขึ้นระงมรอบบริเวณ
“นางมิได้ใช้พลังเต็มด้วยซ้ำ!”
“เซี่ยชิงหลัว นางคืออัจฉริยะที่แท้จริง”
“นางงามและแข็งแกร่งในคราเดียว...”
แต่เ้าตัวหาได้ใส่ใจคำเยินยอเ่าั้ไม่ นางเพียงโค้งคำนับเบา ๆ ก่อนหมุนกายกลับไปยืนอย่างสงบ กลีบผมยาวปลิวไหวตามลมประหนึ่งบุปผาขาวท่ามกลางหิมะยามหนาวเย็น
อีกสี่อัจฉริยะทยอยขึ้นไปตามลำดับ แต่ละคนต่างโชว์พลังทะลุ 900 จิน ไล่เลี่ยกันไป บ้างได้ 917, 926, หรือแม้แต่ 938 จิน ซึ่งสร้างเสียงปรบมือครึกโครมยิ่งกว่าครั้งใด
จนกระทั่ง
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งในชุดสีฟ้าเงินเงางาม ก้าวขึ้นลานอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งเ็า ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ จมูกโด่ง ริมฝีปากคลี่ยิ้มเพียงน้อย
“หลี่ิ!”
“อีกหนึ่งในห้าอัจฉริยะ”
หลี่ิสูดลมหายใจลึกเล็กน้อย ก่อนซัดหมัดใส่แท่นศิลาเต็มแรงอย่างสง่างาม
“ปังงง!”
【941 จิน】
เสียงโห่ร้องชื่นชมดังระงม
“มากที่สุดในบรรดาอัจฉริยะ!”
“พลังเกือบทะลุพัน! ไม่อยากเชื่อสายตาข้าเลย!”
หลี่ิยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เขาหันกลับมา มองฝูงชนผ่านปลายตา ก่อนหรี่ตาเล็กน้อยไปยังเป้าหมายคนหนึ่ง เด็กหนุ่มในชุดธรรมดาสามัญซึ่งยืนอยู่กลางฝูงชนด้วยดวงตาสงบนิ่ง
อวี้เหวิน
“เ้าจะทำได้อย่างข้าหรือไม่?”
หลี่ิเปล่งวาจาเย้ยหยันเบา ๆ พร้อมแค่นหัวเราะในลำคอ
แต่อวี้เหวินเพียงมองกลับด้วยดวงตานิ่งเย็น ราวกับภูผาอันไม่สะทกสะท้านต่อเสียงสายลม ดวงตานั้นไม่เร่าร้อน ไม่โกรธเคือง หากแต่สะท้อนความลึกซึ้งในใจ
...เขามิได้ตอบกลับแม้สักคำ
จากนั้นผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ก็ทยอยขึ้นต่อไป มีทั้งเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะ และเสียงถอนใจแห่งความล้มเหลว สลับกันเป็ระลอก
และในที่สุด...
เสียงศิษย์ประจำตำหนักก็ดังขึ้นอีกครา
“ต่อไป อวี้เหวิน!”
เสียงเรียกชื่อแ่เบาราวระฆังยามรุ่งสาง แต่กลับดึงสายตาทุกคู่ให้จับจ้องไปยังเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เริ่มก้าวเท้าขึ้นไป
เขาเดินอย่างมั่นคง ช้าแต่แน่วแน่ ทุกย่างก้าวประหนึ่งสลักไว้บนผืนหินแห่งโชคชะตา
...เวลาของเขา มาถึงแล้ว