ตอนที่ 19 : พ่อวัตถุโบราณกร๊าวใจ
“นายกองทุกคนจงฟัง สั่งการให้ทหารใช้ถังตักน้ำมาสาดใส่ไฟเหลว น้ำช่วยทำให้มันเปลี่ยนเป็หินดำได้ เน้นสาดที่ด้านข้างให้มันค่อยๆ เปลี่ยนเส้นทางไหลลงไปสู่คลองท้ายหมู่บ้านฉู่! นายกองหาน นำทหารอีกส่วนขุดแนวดินประกบสองข้างนำทางไฟเหลวไป บังคับให้มันไหลลงไปที่คลอง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!!!”
จบคำสั่งการของโจวหยางอ๋อง ทหารนายกองทุกนายก็รีบแยกย้ายกันออกปฏิบัติตามคำสั่งในทันที
ลู่หลินเฝ้ามองร่างสูงออกคำสั่งจัดการทุกอย่างอย่างชื่นชม ไม่ต้องให้อธิบายมากความก็เข้าใจทุกอย่างได้อย่างแจ่มแจ้งและคิดการแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด เดิมทีลู่หลินเพียงคิดว่าจะเอ่ยแนะให้ท่านอ๋องจัดสรรคนมาขนน้ำไปดับไฟ แต่เมื่อได้เห็นการแก้ปัญหาของโจวหยางอ๋อง ถึงได้รู้ว่าความคิดเห็นของตัวเองช่างตื้นเขินนัก ในยุคนี้ไม่ได้มีรถดับเพลิงหรือท่อส่งน้ำเหมือนในยุคปัจจุบัน กว่าจะหาบน้ำมาดับลาวาได้ทุกอย่างก็คงจะถูกเผาไหม้ไปหมดแล้ว ไม่สู้กำหนดเส้นทางให้มันไหลลงคูคลองจะดีกว่า…
หากเป็ในยุคปัจจุบันวิธีการนี้คงถูกคัดค้านอย่างแรงในหมู่นักสิ่งแวดล้อม เพราะมันจะทำลายระบบนิเวศในน้ำอย่างรุนแรง แต่ยุคโบราณนี้คงไม่ได้มีใครมีความรู้ความเข้าใจพอจะคำนึงถึงเื่นี้มากนัก และที่สำคัญคือลู่หลินรู้ดีว่าอีกแค่สามสิบวันเมืองทั้งเมืองจะต้องจมอยู่ใต้หินลาวาหนากว่าสิบเมตรอยู่แล้ว เื่ระบบนิเวศในคูคลองเล็กๆ จึงมิได้สำคัญอันใดเลย
และอีกเื่หนึ่งที่น่าชื่นชมเป็อย่างยิ่งคือการยอมละวางอคติ…
คนบางคน เมื่อเป็คำแนะนำของคนที่เกลียดชัง ก็มักจะปล่อยให้ความอคติบังตาและมองข้ามข้อเสนอแนะดีๆ จากคนคนนั้นไป จนทำให้เกิดความผิดพลาดตามมา แต่โจวหยางอ๋องไม่เป็อย่างนั้น ทั้งที่มีสายเืกษัตริย์และควรถือตัวยิ่งกว่าใคร กลับเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นแบบง่ายๆ แม้แต่คนที่ไม่ชอบขี้หน้า เพราะยึดถือความปลอดภัยของราษฎรก่อนเป็อันดับแรก คนแบบนี้ไม่ว่าต้องเจอปัญหาอุปสรรคอะไรก็คงสามารถฟันฝ่าได้ทุกอย่างเพราะมีแต่คนเต็มใจให้ความช่วยเหลือ
“เ้านั่งอยู่บนหลังม้าตามลำพังได้หรือไม่?!”
โจวหยางอ๋องหวงเทียนหยางสั่งการทุกคนเสร็จก็หันมาถามคำถามชวนฉงนแก่ลู่หลิน
พื้นฐานเขาเป็คนเชื่อมั่นในตนเองและเชื่อว่าความพยายามสามารถทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้ หากเป็ก่อนหน้าที่จะได้นั่งม้าจริงๆ แล้วโจวหยางอ๋องถามคำถามแบบนี้ ลู่หลินก็คงจะบอกว่าทำได้อย่างไม่ลังเล แต่หลังจากได้นั่งหลังม้าจริงๆ แล้วได้พบว่ามันสูงมากกว่าที่คิดนักทั้งยังทรงตัวไม่ได้ง่ายๆ หากไม่มีร่างสูงใหญ่คอยประคองก็ไม่แน่ใจว่าจะหล่นตุ๊บลงไปหรือไม่ คราวนี้เขาจึงไม่กล้าตอบรับแบบส่งๆ อีก
“เ้าอย่ากังวล เฮยเซ่อ แม้จะเป็ม้าศึก แต่ก็เชื่อฟังคำสั่งข้านัก มันจะไม่พยศจนเ้าต้องตกลงมา…”
เทียนหยางเห็นลู่หลินยังมีท่าทางไม่มั่นใจจึงได้กล่าวให้ความเชื่อมั่น ก่อนจะได้รับการพยักหน้าตอบรับกลับมาช้าๆ ตัวเองจึงผละะโลงจากหลังม้าไป
บัดนี้จึงเหลือเพียงลู่หลินนั่งมองเหตุการณ์จากบนหลังม้าตามลำพังอย่างสงสัย ว่าคนอย่างโจวหยางอ๋องจะต้องโดดลงจากหลังม้าไปทำอะไร
ก่อนจะถึงบางอ้อเมื่อเห็นร่างสูงตรงเข้าไปช่วยเหลือทหารลงมือขุดดินทำแนวกั้นลาวาอย่างไม่เกรงใจศักดิ์อ๋องเมืองโจวอันสูงส่งของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือทหารเกือบทุกคนดูจะชินตากับท่าทางเหล่านี้เป็อย่างยิ่ง มีบางคนที่ดูใบ้างที่คนสูงศักดิ์เช่นท่านอ๋องลงมาทำงานเยี่ยงกรรมกร แต่ไม่นานคนพวกนั้นก็ปรับตัวได้เพราะเห็นเพื่อนร่วมทัพคนอื่นๆ ไม่คิดกระโตกกระตากอันใด… คงทำอย่างนี้จนทุกคนคุ้นเคย
‘หวาาา พ่อวัตถุโบราณกร๊าวใจอีกแล้ว….’
มีเชื้อพระวงศ์ที่ไหนบ้างจะลงไปช่วยทหารขุดดิน… ชะรอยว่าเื่ที่ชายผู้นี้สมควรจะเป็กษัตริย์ยิ่งกว่าใครในราชวงศ์จะไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
แบบนี้คงต้องบอกว่าองค์ฮ่องเต้รัชกาลต่อไปอย่างองค์ชายสามหวงเทียนจินโชคดีใช่หรือไม่ ที่โจวหยางอ๋องสิ้นพระชนม์จากเหตุูเาไฟะเิไปซะก่อน มิเช่นนั้นคงยากที่จะได้สิทธิ์ครองบัลลังก์ต่อไป?
แน่นอนว่าความมีน้ำใจไม่ถือตัวของโจวหยางอ๋องในยามนี้นั้นน่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่สำหรับลู่หลินแล้วเขา้าให้โจวหยางอ๋องผละออกจากตรงนี้เพื่อไปเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่มากกว่าที่เ้าตัวอาจจะคาดไม่ถึง และปัญหาใหญ่ของูเาไฟเจียฮว๋าซานจะเป็ที่อื่นไปไม่ได้นอกจากที่ปากปล่องที่กำลังพ่นควันปุ๋ยๆ นั่นไง…
“ท่านอ๋อง! ท่านดูสิ! ที่ยอดเขาเจียฮว๋าซานมีควันพวยพุ่งออกมาใช่หรือไม่? หรือว่ามันจะเป็ต้นกำเนิดของลาวานี้?!? เราขึ้นไปดูที่จุดนั้นดีหรือไม่?”
ลู่หลินทำทีเป็ะโถามอย่างคนไม่รู้ความ ทั้ง ๆ ที่จริงๆ แล้วรู้ดีเป็ที่สุด เห็นโจวหยางอ๋องละมือจากจอบเสียมมามองกันก็สมใจนัก ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเดินกลับมาหาเพื่อสนทนากันก็ยิ่งยินดี พอเป็เื่การเื่งานก็พร้อมพับธงรบคำนึงถึงผลประโยชน์ของราษฎรก่อนตัวเองได้อย่างน่าชื่นชม
“ขึ้นไปมิได้ ที่ยอดเขานั้นเต็มไปด้วยควันดำ อากาศเป็พิษยากจะหายใจ ข้าเคยส่งกำลังทหารขึ้นไปสำรวจแล้ว ทุกคนล้วนไม่ได้กลับลงมา…”
หวงเทียนหยางเองก็เลือกจะตอบความชี้แจงอย่างจริงจัง เริ่มเชื่อแล้วว่าป๋ายอี้หลินอาจมีความรู้เื่แผ่นดินไหวหรือูเาไฟจริงๆ ลองปรึกษาดูหน่อยก็ไม่เสียหาย
“ควันพิษเ่าั้ป้องกันได้ชั่วคราวด้วยการนำผ้าชุบน้ำมาปิดจมูกไว้ท่านเคยลองหรือไม่? ถ้าใช้วิธีนี้ บางทีทหารของท่านอาจไม่เป็อันตรายก็ได้”
ลู่หลินไม่รอช้าที่จะรีบให้คำแนะนำ ยิ่งมีคนอื่นเข้าใจเื่การะเิของูเาไฟเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แล้วยิ่งหากคนคนนั้นเป็คนที่มีปัญญาและความรู้ความสามารถดีอย่างโจวหยางอ๋อง ยิ่งนับว่าเหมาะสม
“……เ้าแน่ใจรึ ว่าการทำเยี่ยงนี้จะได้ผล?”
“ได้สิขอรับ ถ้าไม่เชื่อเราลองเข้าไปใกล้ๆ แล้วทดลองดู ท่านจะได้เห็นกับตาว่าที่ข้าพูดนั้นเป็เื่จริง…”
จบคำลู่หลิน เทียนหยางก็จ้องมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา เขารู้ดีว่าที่ยอดเขานั้นอันตรายขนาดไหน
ก่อนหน้านี้เขากับทหารกองหนึ่งเคยพยายามขึ้นไปสำรวจพื้นที่บริเวณยอดเขานั้นแต่ก็ไม่สำเร็จ ขึ้นไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น ควันดำเป็พิษก็ทำให้ทุกคนที่เข้าไปใกล้ไม่สามารถทนหายใจอยู่ได้ กว่าจะคลำทางฝ่ากลับลงมาท่ามกลางฝุ่นควันได้ก็สูญเสียทหารไปหลายนาย เหลือเพียงเขาและนายกองที่พลังยุทธ์สูงเท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่ได้
ป๋ายลู่หลินคนนี้ชักชวนให้เขาขึ้นไปที่นั่นอีกครั้งไม่เท่ากับเป็แผนลวงไปสังหารครั้งใหม่หรอกรึ
“…..ก็ได้… ข้าจะไป… แต่เ้าต้องขึ้นไปกับข้าด้วย….”
‘ก็เอาสิ หากเป็แผนลวง ก็ลองขึ้นไปด้วยกันสักคราเถิด แล้วรอดูกันว่าใครจะเป็ผู้รอดชีวิตกลับมา…’
“ย่อมได้ท่านอ๋อง!”
แน่นอนว่าลู่หลินรู้ได้ทันทีในแววตาไม่เชื่อใจและแฝงความท้าทายนั้น จึงได้ตอบกลับไปด้วยท่าทางที่มั่นใจเป็อย่างยิ่ง
‘อย่าลืมสิ ว่าลู่หลินคนนี้เป็นักศึกษาภาคธรณีวิทยานะ เื่เอาตัวรอดจากปากปล่องูเาไฟที่ยังไม่อาละวาดทำไมจะทำไม่ได้!’
_______________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท
E-Book ที่ Meb ภาค 2 ออกแล้วมี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท