ยามอรุณรุ่งที่สาดแสงสีทองอำพันจับขอบฟ้าเหนือยอดเขาชินซาน หมู่บ้านที่เคยจมลึกอยู่ในความเงียบงันกลับเริ่มเคลื่อนไหวด้วยจังหวะชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใหม่ ท่ามกลางกลิ่นอายดินชื้นแฉะหลังหยาดฝนโปรยปรายเมื่อคืนก่อน ลู่ชิงเดินอย่างสงบเยือกเย็นไปยังศาลาไม้หลังใหญ่ส่วนกลางของหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ใต้ร่มเงาแผ่กว้างของต้นก้ามปูั์อายุร้อยปี สถานที่แห่งนี้ถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยมอ่อง พื้นไม้กระดานถูกลงขี้ผึ้งจนขึ้นเงาวับ เพื่อเตรียมต้อนรับเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งล้อมวงรอคอยด้วยแววตาที่เป็ประกายอย่างกระตือรือร้น
ภาพความอบอุ่นที่เกิดขึ้นในศาลานี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อน เมื่อผู้ใหญ่บ้านพร้อมด้วยผู้าุโที่มีผิวพรรณกร้านแดดรอนและมือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนัก ได้พร้อมใจกันเดินทางไปพบลู่ชิงถึงกระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กท้ายหมู่บ้าน พวกเขาโค้งกายอ้อนวอนด้วยความจริงใจ ขอให้บัณฑิตหนุ่มช่วยเป็ธุระสั่งสอนตัวอักษรและหลักธรรมให้แก่บุตรหลาน เพื่อที่วันหน้าเด็กๆ เหล่านี้จะได้มีปัญญาเป็อาวุธ ไม่ต้องใช้ชีวิตสิ้นเปลืองไปกับการหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเพียงอย่างเดียว โดยชาวบ้านยินดีจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปจัดการงานในนาข้าวทั้งหมดของลู่ชิงให้เป็การตอบแทน เพื่อเปิดทางให้เขามีสมาธิกับการเตรียมตัวสอบจอหงวนอย่างเต็มที่ในคราแรก ลู่ชิงพยายามปฏิเสธด้วยความนบนอบเพราะเกรงใจในน้ำใจของทุกคน และลึกๆ ยังกังวลว่าภาระนี้จะทำให้เขาเสียสมาธิจากการอ่านตำราที่สะสมไว้ ทว่ามารดาของเขาที่นั่งเคียงข้างกลับวางมือที่เหี่ยวแห้งแต่เต็มไปด้วยไออุ่นลงบนหลังมือลูกชาย นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงด้วยความเมตตาอันลึกซึ้งว่า
"ชิงเอ๋อร์... ปัญญาที่เ้าอุตสาหะเล่าเรียนมา หากมิได้แบ่งปันเพื่อสร้างแสงสว่างให้แก่ผู้ที่มืดบอด มันก็เป็เพียงหมึกดำบนแผ่นกระดาษที่ไร้ชีวิต กุศลใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการมอบดวงตาที่มองเห็นโลกให้เด็กน้อยเหล่านี้เล่า" คำพูดเรียบง่ายแต่นุ่มนวลนั้นเองที่สยบความกังวลในใจของบัณฑิตหนุ่ม จนเขาต้องน้อมรับหน้าที่ 'อาจารย์ลู่' มาไว้บนบ่าด้วยความเต็มใจ
ภายในศาลาที่สายลมโชยพัดผ่านช่องลมเย็นสบาย ลู่ชิงยืนเอามือไขว้หลังในท่วงท่าที่สง่างาม แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงและดูองอาจกว่าแต่ก่อนมาก ผลจากการโคจรปราณกำเนิดเซียนที่กลายเป็ลมหายใจปกติของเขา และวิชาไร้พันธนาการที่เริ่มหลอมรวมเข้ากับเส้นเอ็นจนร่างกายเบาหวิวดุจปุยเมฆ เขาขยับพู่กันวาดอักขระลงบนแผ่นกระดานไม้ด้วยท่วงท่าลื่นไหลประดุจสายน้ำ พร้อมกำกับให้เด็กๆ อ่านตามด้วยเสียงที่ก้องกังวาน
"กตัญญูคือรากฐานของมนุษย์... สัจจะคือความมั่นคงของชีวิต..."
เสียงใสๆ ของเด็กชายหญิงห้าถึงหกคนท่องจำถ้อยคำตามอาจารย์หนุ่มดังประสานกันเป็ท่วงทำนองที่น่าฟัง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เสียงเ่าั้สะท้อนก้องในโสตประสาท ความทรงจำอันแสนขมขื่นในอดีตก็พุ่งเข้าจู่โจมจิตใจของลู่ชิงอย่างกะทันหัน เขาหวนนึกถึงบรรยากาศในห้องสอบที่เย็นเยียบและเงียบสงัดในเมืองหลวง กลิ่นน้ำหมึกเข้มข้นที่ชวนให้อึดอัดจนหายใจไม่ออก และใบหน้าที่บึ้งตึงไร้ความปรานีของผู้คุมสอบในวันที่เขาถูกประกาศชื่อว่า 'สอบตก'ความล้มเหลวในครานั้นฉายซ้ำราวกับภาพหลอนที่คอยตอกย้ำความต่ำต้อยของตนเอง ทว่าเมื่อเขากระพริบตาและมองไปยังดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขาก็ระลึกถึงคำให้กำลังใจของมารดาที่คอยประคับประคองเขาเสมอมา ในใจลึกๆ ของลู่ชิงยังคงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ความพยายามในการบ่มเพาะปัญญาและเมตตาธรรมในวันนี้ มิได้เป็เพียงการฆ่าเวลา แต่มันคือการเตรียมพร้อมเพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการได้ใช้อำนาจและปัญญาโอบอุ้มผู้คนในสักวันหนึ่ง
"ท่านอาจารย์ลู่ครับ!" เด็กชายตัวน้อยที่มีมวยผมยุ่งเหยิงและแก้มแดงระเรื่อยกมือขึ้นสูง แววตาของเขาเป็ประกายวาววับด้วยความตื่นเต้นตามประสาเด็ก "ถ้าข้าโตขึ้น ข้าจะขอท่านพ่อฝึกวรยุทธ ข้าจะเอาดาบไม้ที่ท่านพ่อเพิ่งเหลาให้ไปปราบพวกโจรป่าที่ซุ่มอยู่เชิงเขาให้สิ้นซาก หมู่บ้านเราจะได้นอนหลับฝันดี ไม่ต้องหวาดกลัวกันอีกครับ!"
เด็กคนอื่นๆ เริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้วเสริมกันอย่างคึกคะนอง บางคนลุกขึ้นกวัดแกว่งแขนขาเลียนแบบท่ารำมวยที่เคยเห็นจากนักเล่านิทาน บางคนพูดเื่การปลิดชีพโจรด้วยความสนุกสนานโดยไม่รู้ซึ้งถึงความหมายที่แท้จริง ลู่ชิงเห็นดังนั้นจึงรีบยกมือขึ้นปรามพลางขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมและจริงจังลงทันตาจนเด็กๆ ต้องพากันสงบนิ่งด้วยความยำเกรง
"หยุดเดี๋ยวนี้นะเด็กๆ... วรยุทธและการสู้รบเข่นฆ่ามิใช่เื่น่าอภิรมย์หรือวีรกรรมที่น่านำมาหยิบยกมาพูดกันอย่างสนุกสนาน" ลู่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงด้วยความหนักแน่นและกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"มันคือวิถีแห่งความโศกเศร้าที่แลกมาด้วยหยดเืและน้ำตาของครอบครัวผู้สูญเสีย แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างข้าที่ผ่านโลกมามากกว่าพวกเ้า ก็ยังหวาดหวั่นต่อคมดาบและิญญาโฉดเขลาของพวกโจรเ่าั้" เขาถอนหายใจยาวพลางลูบหัวเด็กชายตัวน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"เื่การปราบปรามจงปล่อยให้เป็หน้าที่ของเหล่าผู้มีหน้าที่ในบ้านเมืองจัดการเถิด พวกเ้าที่นั่งอยู่ตรงนี้ มีหน้าที่เพียงสิ่งเดียวคือตั้งใจเล่าเรียนอักขระและฝึกฝนสติปัญญาให้แหลมคม เพื่อที่วันหน้าพวกเ้าจะได้ใช้เหตุผลและเมตตาธรรมในการดับทุกข์ให้แก่ผู้อื่น มากกว่าการใช้อาวุธเข่นฆ่ากันให้กลายเป็วงจรแห่งความแค้นที่ไม่รู้จบ"
ในขณะที่การเรียนการสอนกำลังดำเนินไปท่ามกลางความสงบที่อาจารย์หนุ่มพยายามสร้างขึ้น ชายฉกรรจ์คนหนึ่งในหมู่บ้านก็วิ่งหน้าตาตื่น ลิ้นห้อยลนลานเข้ามาใกล้ศาลา เขาหอบหายใจรัวจนตัวโยนพลางะโแจ้งข่าวแก่ผู้ใหญ่บ้านที่นั่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ใต้ร่มไม้ใกล้ๆ
"ผู้ใหญ่! ข่าวแจ้งมาจากหน้าหมู่บ้าน! กองปราบของท่านมือปราบเฉินอี้ที่เดินทางไปจัดการโจรที่เมืองข้างๆ เมื่อเดือนก่อน ตอนนี้กำลังควบม้าเดินทางกลับมาแล้ว อีกเพียงไม่กี่ลี้ก็จะถึงเขตชายป่าหมู่บ้านเรา!"
ผู้ใหญ่บ้านลุกขึ้นยืนด้วยความยินดีล้นพ้น พลางตบมือเข้าหากันดังฉาดใหญ่
"ดีจริง! ์มาโปรดหมู่บ้านเราแล้ว ข้าจะรีบนำชาวบ้านไปตั้งแถวรอรับคณะท่านมือปราบ และจะอาศัยจังหวะนี้เข้าไปหมอบกราบอ้อนวอนให้ท่านช่วยส่งคนมาลาดตระเวนที่เชิงเขาหมู่บ้านเราเพิ่มเสียหน่อย หมู่บ้านเราจะได้รอดพ้นจากภัยโจรเสียที"
ลู่ชิงที่ยืนอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวได้รับทราบข้อความนั้นอย่างชัดเจน ใบหน้าที่เคยสงบเยือกเย็นราวน้ำนิ่งกลับปรากฏรอยบึ้งตึงและเงาทะมึนขึ้นมาทันที ภาพของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มที่ควบม้าอย่างจองหอง ตะบึงผ่านย่านตลาดจนฝุ่นตลบอบอวลโดยไม่แยแสว่าจะเหยียบย่ำชีวิตของใครในครั้งก่อนยังคงติดตราตรึงอยู่ในใจเขาอย่างไม่มีวันลืม
"จะกลับมาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทางนี้อีกแล้วหรือ..." ลู่ชิงพึมพำกับตนเองด้วยความขุ่นเคืองที่อัดแน่นอยู่ในอก
"หวังว่าคราวนี้พวกกองปราบที่อ้างว่าเก่งกาจเ่าั้ จะมีสามัญสำนึกขึ้นมาบ้าง และจะไม่ควบม้าเตะฝุ่นเข้าใส่บ้านเรือนราษฎรจนคนแก่และเด็กต้องเดือดร้อนเหมือนคราวก่อนนะ"
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยอคติและไม่พอใจ แต่ลู่ชิงก็จำต้องสะกดกลั้นอารมณ์ร้อนรุ่มไว้ภายใต้อาภรณ์บัณฑิตที่สะอาดสะอ้าน เขาหันกลับมาจัดระเบียบเด็กๆ ให้เริ่มฝึกเขียนพู่กันต่อ พยายามตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับการสอนสลับกับการชักนำปราณสยบคลื่นที่หน้าอกอย่างแ่เบาเพื่อระงับอารมณ์ โดยหารู้ไม่ว่าปราณเซียนที่เขาสั่งสมมาจากการทำงานหนักและท่าบริหารร่างกายทุกเมื่อเชื่อวันนั้น กำลังหมุนวนในร่างจนเข้มข้นจนเกิดกระแสพลังเบาบางแผ่ออกมาปกคลุมศาลาเรียนแห่งนี้ และการกลับมาของกองปราบในครั้งนี้ กำลังจะนำพาสิ่งที่เขาพยายามเลี่ยงมาตลอดให้พุ่งเข้าใส่ศาลาแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้