ภายในบ้านดินเผาอันเรียบง่าย นอกจากเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะขาขาดหนึ่งตัวก็มีเพียงตู้เสื้อผ้าชำรุดอีกหนึ่งตู้เท่านั้น ภายในตู้สามารถมองเห็นอาภรณ์ยับ ๆ ถูกยัดไว้อย่างไม่เป็ระเบียบได้ราง ๆ
–อันเยว่– นอนลืมตามองชายคาบ้านอยู่บนเตียงด้วยสายตาว่างเปล่า
‘ฉันตายแล้วเหรอ ?’
ณ ฐานเพาะปลูกแห่งหนึ่งในอวกาศได้เกิดการะเิขึ้น หญิงสาวจำได้ว่าเห็นร่างตัวเองถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ
…จากนั้นก็…
…นางกลับมามีชีวิตอีกหนอย่างนั้นหรือ ?…
นางมาเกิดใหม่ในร่างของสตรีเสเพลผู้เกียจคร้าน ลักเล็กขโมยน้อย เป็ผีพนันตัวยง ทำเื่เลวทรามสารพัด
เมื่อวาน สตรีโง่เขลาผู้นี้ลอบวางยาพิษสามีคนที่สามของตนเพราะอยากสังหารบุรุษที่ไม่เข้าใจความคิดของสตรี ทว่านอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว ยังถูกทุบตีไปหนึ่งยก สมองมึนงงสลบไสลไป พอตื่นขึ้นมาเ้าขาน้อย ๆ ก็ดันก้าวพลาดหกล้มตอนลงจากเตียง ศีรษะฟาดเข้ากับขาโต๊ะ และนางสิ้นชีวิตในทันที…
.
.
.
ข้างนอก มีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากที่ไกล ๆ
“ฮูหยิน ได้เวลาดื่มโอสถแล้ว”
เสียงอบอุ่นและไพเราะก้องเข้ามาในหู
อันเยว่ค่อย ๆ หันศีรษะไปมองบุรุษร่างบางที่เดินผ่านประตูเข้ามา เพราะแสงสะท้อนคราแรกจึงเห็นเป็เพียงเงาร่างสูงโปร่งที่อาบย้อมด้วยแสงอาทิตย์ยามอัสดง พอใกล้เข้ามาจึงเห็นบุรุษในอาภรณ์สีเขียวดูสะอาดเรียบร้อย
–ซูจือฉือ– หรือก็คือสามีคนที่สี่ของร่างร่างนี้
โลกที่นางอาศัยอยู่ ณ ตอนนี้ สตรีถือว่า ‘เป็ใหญ่ในใต้หล้า’ ผู้ปกครองแผ่นดินสืบทอดสายสกุลในนาม ‘ราชวงศ์ต้าโจว’
‘อันเยว่’ หรือเ้าของเดิมของร่างนี้เป็สตรีเกียจคร้านเสเพล อุปนิสัยไม่น่าคบหา มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้สหายบ้านใกล้เรือนเคียงนึกแปลกใจนั่นคือ นางมีสามีรูปงามถึงสี่คน และทั้งสี่ก็ล้วนมีข้อดีต่างกันออกไป สิ่งดีสิ่งเดียวนี้ทำให้ใครหลายคนพากันอิจฉา ยามได้กล่าวถึงสามีของอันเยว่ สตรีมากมายต่างนึกริษยาจนตาร้อน ไม่รู้ว่าคนเสเพลตัวเหม็นผู้นี้ไปได้โชคดีมหาศาลนั่นมาจากที่ใด
อย่างไรก็ตาม กลับมีเพียง ‘อันเยว่คนใหม่’ ผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ว่าเ้าของเดิมร่างนี้ ขมขื่นใจ เพียงใด…มีสามีก็เหมือนผายลม… ไม่เพียงไม่ให้แตะเนื้อต้องตัว ยังมาลงไม้ลงมือกับนางอย่างโเี้อีก!
—------------------------------------------
สามีคนแรก —— เซียวสิงเยี่ยน รูปหล่อ มีพละกำลังมาก เขาสามารถบดขยี้นางจนตายได้ด้วยนิ้วมือเดียว หากเข้าใกล้แม้เพียงน้อยนิดก็เตรียมถูกทุบตีได้เลย
สามีคนที่สอง —— หยูยวน มีเสน่ห์และรูปงาม ทว่ากลับโเี้อำมหิต ยามที่กล้าคิดไม่ซื่อกับเขา เข็มเงินในมือเรียวจะทิ่มเข้าใส่ หากเจอเช่นนั้นก็จงเตรียมใจให้พร้อม… เพราะจะลงจากเตียงไม่ได้ไปอีกสามวัน
สามีคนที่สาม —— กู่หยาง ติดจะเ็า เขาคือูเาน้ำแข็ง…ที่จะไม่ละลายไปอีกหมื่นปี เป็เหมือนบุปผางามบนเทือกเขาสูงที่สามารถเชยชมได้จากที่ไกล ๆ ทว่าครั้นได้มองครั้งหนึ่งน้ำแข็งแหลม ๆ ก็จะทิ่มดวงตาเ้าครั้งหนึ่ง
สามีคนที่สี่ —— ซูจือฉือ อ่อนโยนราวกับหยก เป็บุรุษอ่อนน้อมถ่อมตน ปฏิบัติกับผู้คนอย่างสุภาพเรียบร้อย นิสัยดีเป็ที่สุด เขาน่ารักน่าใคร่ ไม่เคยโกรธผู้ใดเลย แต่ติดอยู่ที่ว่า…. หากกล้าแตะต้องหยกงามชิ้นนี้ สามคนแรกจะลงมือฆ่าเ้าโดยไม่ไถ่ถามหาความสมัครใจก่อน
—------------------------------------------
ที่กล่าวกันว่าได้แต่งงานกับ ‘สามีผู้เลิศเลอ’ ทั้งสี่นั้น แท้จริงแล้วเป็การเซ่นไหว้เหล่าพ่อคุณทูนหัวไว้ในจวนเสียมากกว่า ทำได้เพียงมอง ไม่อาจรับประทาน เดิมทีเ้าของร่างคนเก่าก็ไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ออกไปก่อเื่วุ่นวายภายนอก บางคราก็ขโมยเงินและข้าวของในจวนออกไปขาย หลายครั้งก็สำมะเลเทเมา เงินที่มีก็เอาไปเล่นการพนันจนหมดตัว
“ฮูหยิน ดื่มโอสถเถอะ” ซูจือฉือยื่นโอสถสีดำปี๋ไปตรงหน้าภรรยา
“จือฉือ ข้าไม่ดื่มได้หรือไม่ ข้าไม่อยากดื่มโอสถ” อันเยว่ไม่ชอบดื่มโอสถมาั้แ่เยาว์วัย ร่างกายของนางแข็งแรงมาก ยามป่วยไข้ก็จะปล่อยให้หายเอง
มือที่กำลังถือโอสถแข็งทื่อไป นางไม่เคยเรียกชื่อเขาเลยสักหน ไม่เคยพูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน และยิ่งไม่เคยมองเขาด้วยดวงตาใสแจ๋วขนาดนี้โดยไม่แฝงไปด้วยความปรารถนาอันกักขฬะหยาบคายอย่างที่ผ่านมา
แต่ก่อน หากไม่ปรารถนาที่จะกินยา นางก็คงปัดถ้วยจนตกแตกไปั้แ่แรกแล้ว เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ซูจือฉือก็เกิดความฉงนในใจ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและกำลังจะออกไปพร้อมกับโอสถในมือ
ทว่าผู้ใดจะรู้ว่า… จู่ ๆ อันเยว่ก็เปลี่ยนไปคล้ายเสียสติกะทันหัน นางคว้าเอวเขาเข้ามากอดไว้แน่น มองไปยังประตูทางเข้าอย่างหวาดกลัว พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ “จือฉือเ้าอย่าไป เ้าจะทิ้งข้าไปไม่ได้นะ!”
ในตอนนั้นเอง ตรงประตูทางเข้าก็มีบุรุษคนหนึ่งพุ่งเข้ามาด้วยท่าทางดุดัน
ชายผู้นั้นสวมอาภรณ์สั้น สง่าผ่าเผย หน้าตาหล่อเหลา ผิวพรรณเป็สีน้ำผึ้งดูสุขภาพดี ตรงคอเสื้อเผยให้เห็นทรวงอกกำยำที่เต็มไปด้วยพลังเปี่ยมล้น ยังไม่ทันได้ถอดกระบอกใส่เกาทัณฑ์บนหลังออกก็ชี้หน้า ตวาดอันเยว่ด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด
“อันเยว่ เ้าปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!”
อันเยว่หลบอยู่หลังซูจือฉือ ท่าทีหวาดกลัว เอ่ยด้วยเสียงสะอื้นราวกับถูกอีกฝ่ายข่มเหงอย่างไม่เป็ธรรม “เซียวสิงเยี่ยน เ้าอย่าเข้ามานะ ข้าขอเตือนเ้า มิเช่นนั้นข้าจะไปฟ้องทางการว่าเ้าใช้ความรุนแรงกับภรรยา!”
ซูจือฉือผู้ถูกกอดเอวไว้อึดอัดอยู่ไม่น้อย เขาััได้ถึงไออุ่นจากร่างสตรีผู้นี้ แต่เมื่อดิ้นรนกลับถูกกอดรัดแน่นยิ่งกว่าเดิม
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าระคนหงุดหงิด “ปล่อย”
“จือฉือ เขาจะทุบตีข้า!” อันเยว่กอดไม่ยอมปล่อย พร้อมร้องหาความเป็ธรรมเสียงสะอื้น
แต่พอเห็นบุรุษร่างกายกำยำมีสีหน้าฉงน นางกลับรู้สึกสำราญใจ – ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาเ้าของร่างนี้จะปล่อยให้พวกเขาแต่ละคนกำเริบเสิบสานกันมากเกินไปแล้ว! –
ซูจือฉือเองก็รู้สึกงุนงงกับการกระทำของอันเยว่ บุรุษผู้อ่อนโยนเป็ทุนเดิม ยามได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือที่อ่อนแรงของนางก็รู้สึกใจอ่อนลงไม่น้อย เขามองเห็นดวงตาที่แดงก่ำ เมื่อพบว่าผู้เป็ภรรยากำลังร่ำไห้ด้วยความอยุติธรรมระคนหวาดกลัว ก็มองไปยังผู้มาใหม่ “พี่ใหญ่เซียว นางไม่ได้ทำอะไรข้า”
เซียวสิงเยี่ยนขมวดคิ้วมองอันเยว่ เมื่อเห็นนางหดศีรษะกลับไปหลบด้านหลังซูจือฉือ ดวงตาที่เฉียบคมราวพญาอินทรีก็เหลือบมองอีกคราราวกับไม่ไว้วางใจ “นางไม่ได้ฉวยโอกาสรังแกเ้าแน่นะ?”
“เปล่า” ซูจือฉือไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ ๆ นางถึงเปลี่ยนไปอย่างกับเป็คนละคนอย่างเช่นนี้ เพราะหากเป็แต่ก่อน ยามพี่ใหญ่เซียวเข้ามานางก็คงด่าสาดเสียเทเสียไปั้แ่แรกเห็นแล้ว
“ข้าขอเตือนเ้านะอันเยว่ หากกล้ามีเจตนาไม่ดีกับจือฉือล่ะก็ ข้าจะสับเ้าเป็ชิ้น ๆ!” เซียวสิงเยี่ยนทิ้งท้าย ก่อนหมุนตัวจากไป
“ปล่อย” ซูจือฉือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
อันเยว่ปล่อยมือ ก่อนฉุดชายเสื้อเขาอย่างระมัดระวังด้วยท่าทางเหมือนไม่ได้รับความเป็ธรรม “จือฉือ ข้าคิดได้แล้ว ข้าตัดสินใจจะกลับเนื้อกลับตัวเป็คนใหม่ จะไม่ทำเื่เลว ๆ แล้ว เ้าเชื่อข้าอีกสักหนได้หรือไม่?”
เหล่าบุรุษร้าย ๆ ในครอบครัวของนางก็มีซูจือฉือนี่แหละที่ดีกว่าคนอื่นหน่อย ตอนนี้นาง้าหาพันธมิตรสักคนเพื่อต่อกรกับพวกเขา มิเช่นนั้น นางอาจตายได้ทุกเมื่อโดยไม่รู้ตัว
ฝ่ายชายหลุบตาลงสบกับดวงตาสีรัตติกาลวาววับดูไร้พิษภัยที่กำลังเว้าวอนด้วยท่าทางอ่อนแอน่าสงสาร เห็นเช่นนั้นอารมณ์ก็เกิดความซับซ้อน ภายในใจเกิดความสับสน ไม่รู้ว่านางจะมาไม้ไหน นี่กล่าวเื่จริงหรือกำลังหลอกเขากันแน่
“ข้ารู้ ว่าเ้าไม่เชื่อข้า เช่นนั้นข้าขอสาบานว่า หากข้าอันเยว่พูดปดแม้แต่คำเดียว ขอให้ข้าโดนฟ้าผ่า ไม่ตายดี!” อันเยว่มองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาแน่วแน่ กล่าวเสียงดังฟังชัดทุกถ้อยคำ
“ฮูหยิน เื่สาบานใครก็ทำได้ มันไม่มีประโยชน์หรอก” ซูจือฉือกล่าวจบก็ผละตัวออกไปจากนาง
อันเยว่มองตามแผ่นหลังของผู้กำลังเดินจากไป
“ซูจือฉือ ข้าจะพิสูจน์ด้วยการกระทำว่าข้าไม่ได้พูดโกหก ข้าไม่ใช่อันเยว่คนเดิมแล้ว ไม่ว่าเ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้าก็จะทำให้เ้าเห็น!”
รอจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินลับไปแล้ว อันเยว่พลิกตัวเผชิญหน้ากับผนังบ้าน สีหน้าในตอนนี้เยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ
ดูแล้วบุรุษในจวนนี้คงจะไม่มีใครว่าง่ายเลยสักคน
ราชวงศ์ต้าโจวระบุไว้เป็ข้อบังคับตามกฎหมายอย่างชัดเจนว่า ‘บุรุษจะต้องเข้าพิธีสมรสเมื่ออายุครบยี่สิบปี มิเช่นนั้นจะถูกจัดสรรในภาคบังคับ’
สามีคนแรก –เซียวสิงเยี่ยน– ถูกบีบจนเขาจนปัญญาถึงได้เลือกนาง ในจวนตระกูลอันไม่มีใครอื่น มีแต่สตรีตัวน้อย ๆ เป็เสมือนเสาหลักเพียงคนเดียว ถึงจะชอบรังแกคนอ่อนแอกว่า แต่ก็หวาดกลัวคนที่แข็งแกร่งแถมยังไม่เอาไหน เซียวสิงเยี่ยนมั่นใจว่าตนสามารถกำราบนางได้แน่หลังแต่งงาน และเมื่ออันเยว่เจอเขาก็หวาดกลัวอย่างที่คิดไว้ไม่ผิดเพี้ยน
สามีคนที่สอง –หยูยวน– ถูกเซียวสิงเยี่ยนพากลับมาพร้อมอาการาเ็สาหัสไม่ได้สติ หลังจากพักฟื้นอยู่ในจวนตระกูลอันเป็เวลาหนึ่งปีก็ถือวิสาสะปักหลักอยู่ที่นี่และกลายเป็สามีในนามของนางเสียอย่างนั้น แม้แต่เ้าของร่างเดิมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายทำอาชีพอะไร นางรู้แค่ว่าเขารู้วิชาแพทย์ เชี่ยวชาญเื่การใช้พิษ ในจวนมีห้องโอสถของเขาโดยเฉพาะที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดแม้แต่นางย่างกรายเข้าไป
สามีคนที่สาม –กู่หยาง– ชะตาไม่แตกต่างกันมาก เขาถูกช่วยกลับมา อันเยว่เก็บเขากลับมาจากริมฝั่งแม่น้ำสายใหญ่หน้าหมู่บ้าน เดิมทีคิดว่าจะนิสัยดี ว่าง่าย ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็ดั่งบุปผาบนเทือกเขาสูงเช่นนี้ เขาข่มขู่นางสารพัดจนต้องยอมให้อยู่ที่นี่ และได้เป็สามีในนามของนางอีกเช่นกัน แน่นอนว่าตัวนางไม่รู้ภูมิหลังใด ๆ ของเขาเลย
สามีคนที่สี่ –ซือจือฉือ– …
------------------------