บทที่ 15 การหลอมร่างขั้นที่สอง
ปีที่ 514 แห่งยุคฉางเซิง
ณ พระราชวัง ตำหนักอวี๋อัน
"ิจิ้ง พักสักครู่เถิด"
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดเรียบง่าย ท่าทางสงบเสงี่ยม ยืนนิ่งอยู่ริมลานเล็ก ๆ ในตำหนัก นางมองดูเด็กหนุ่มที่กำลังฝึกวิชาดาบด้วยดาบยาวไร้คมในใจกลางลาน ดวงตาฉายแววเอ็นดู
"ขอรับ ท่านแม่"
เด็กหนุ่มเก็บดาบยาวพลางตอบรับด้วยท่าทางเชื่อฟัง
"เย็นนี้เ้าอยากกินอะไรหรือไม่? ข้าได้ยินว่าห้องเครื่องหลวงเพิ่งคิดตำรับอาหารใหม่ขึ้นมาหลายอย่าง พวกองค์หญิงที่ได้ลิ้มลองต่างก็ชื่นชมไม่ขาดปากเชียว"
"ขอแค่มีเนื้อสัตว์มากหน่อยก็พอขอรับ"
"ฮ่า ๆ ช่างเป็เ้าตัวน้อยที่ตะกละเสียจริง" สตรีผู้นั้นลูบศีรษะด้านหลังของโอรสน้อยพลางหัวเราะ "เื่เรียน่นี้เป็อย่างไรบ้าง?"
"กราบทูลท่านแม่ ลูกเป็คนโง่เขลาโดยกกำเนิด การสอบประจำปีวิชาการเมืองการปกครองและยุทธศาสตร์ครานี้ ลูกทำคะแนนได้เพียงระดับล่างทั้งหมด ท่านอาจารย์ถึงกับสั่งสอนลูกด้วยไม้เรียวอยู่หลายครั้ง" เด็กหนุ่มตอบอย่างเก้อเขิน
"ถึงจะมีพร์ไม่มาก… ก็มิใช่ว่าจะเป็เื่เลวร้ายเสมอไป" สตรีผู้นั้นกล่าวพลางยิ้ม
"ข้าเพียงหวังให้เ้าเติบโตอย่างสุขสงบ ส่วนเื่อื่น ๆ ไม่ต้องคิดมาก ทำเต็มความสามารถของเ้าก็เป็พอ"
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ ในตอนนั้นเองเขาก็หาวออกมา "ท่านแม่ขอรับ ข้ารู้สึกง่วงแล้ว"
"เช่นนั้นเ้าก็จงไปพักผ่อนข้างในตำหนักเถิด"
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหนุ่มจึงค่อย ๆ เดินไปยังเตียงในตำหนักข้าง แล้วล้มตัวลงบนผ้าห่มไหม หลับตาลง แล้วแสร้งทำเป็หลับ
"การมีพร์ไม่มากอาจไม่ใช่เื่เลวร้าย... ท่านแม่เป็คนที่มีนิสัยมองโลกในแม่ดีเหลือเกิน นิสัยเช่นนี้หาได้ยากนักในวังหลวงแห่งนี้" จิงอวี่คิดในใจ
นี่ก็ผ่านเวลามาสิบสี่ปีเต็มแล้วนับั้แ่จิงอวี่ได้จุติใหม่ เขาได้เรียนรู้และเข้าใจพื้นฐานของชาติภพนี้แล้ว
ดินแดนที่เขาอาศัยอยู่มีนามว่าอาณาจักรจ้าว มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล และเป็อาณาจักรทรงอำนาจมากที่สุดในบรรดาอาณาจักรใกล้เคียง
ฮ่องเต้อาณาจักรจ้าวในยามนี้ ก็คือบิดาโดยกำเนิดของจิงอวี่ในชาตินี้ นามว่าจ้าวเซิ่ง พระองค์เป็ฮ่องเต้ผู้ฟื้นฟูอาณาจักรจ้าวให้รุ่งเรือง และทรงเป็ฮ่องเต้ที่ทุ่มเทพระวรกายให้แก่บริหารราชการแผ่นดิน
พระมารดาของเขามีนามเดิมว่าหลี่อันรั่ว พระนางเป็เด็กกำพร้าแต่กำเนิด เมื่ออายุสิบกว่าปีได้เข้ามาเป็นางกำนัลธรรมดาในวังหลวงแห่งนี้ ต่อมาได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้และได้รับพระราชทานตำแหน่งไฉเหริน
ห้าปีต่อมา อันไฉเหรินถึงคราวได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้อีกครั้ง ไม่คาดคิดว่านางจะตั้งครรภ์ จึงได้รับพระราชทานรางวัลเลื่อนขั้นเป็กุ้ยเหริน
หลังจากให้กำเนิดจิงอวี่ นางได้รับการเลื่อนขั้นเป็ผิน ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีได้เลื่อนขั้นขึ้นสามระดับ ทำให้นางกลายเป็แบบอย่างของนางกำนัลใช้วัยแรกแย้มมากมายในวังหลวง
จิงอวี่เป็พระโอรสองค์ที่หกแห่งราชวงศ์ิในรัชสมัยขององค์จ้าวเซิ่ง ได้รับพระราชทานนามว่า ‘จ้าวิจิ้ง’
เื่นี้ทำให้จิงอวี่รู้สึกหมดคำพูด ไม่รู้ว่าเป็เพราะฮ่องเต้ทรงยุ่งกับราชกิจมากเกินไปหรือไม่ ั้แ่เกิดจนอายุครบหนึ่งขวบ จิงอวี่แทบจะไม่ได้เคยเห็นบิดาผู้ไม่เต็มใจมีบุตรผู้นี้เลย แม้แต่ชื่ออย่างเป็ทางการก็ยังไม่ได้รับพระราชทานราชโองการ
จนกระทั่งในพิธีฉลองครบรอบหนึ่งขวบและพิธีจับเสี่ยงทายจับสิ่งของ จิงอวี่เหลือบเห็นกระจกทองแดงขนาดฝ่ามือที่อยู่ในบรรดาสิ่งของเ่าั้ เมื่อเขาคว้ากระจกทองแดงไว้ในมือ ฮ่องเต้จึงได้พระราชทานนามอย่างเป็ทางการว่า ‘จ้าวิจิ้ง’
กระจกทองแดงนั้น เป็กระจกวิเศษรู้ชะตาที่เทพเต๋าจิ่วมิ่งได้สัญญาไว้ว่าจะมอบให้จิงอวี่ในรูปแบบหนึ่ง
จิงอวี่ไม่เคยคิดมาก่อนว่ากระจกนี้จะมาถึงมือเขาได้อย่างราบรื่นเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม เหมือนดังที่เทพเต๋าจิ่วมิ่งได้กล่าวไว้ แม้กระจกบานนี้จะมีระดับสูงส่ง แต่มันก็มีเพียงความสามารถในการกระตุ้นชะตากำเนิดและตรวจสอบผู้ที่มีความเชื่อมโยงทางโชคชะตาเท่านั้น ไม่ใช่วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการโจมตี เพียงแต่เนื่องจากวัสดุแข็งแกร่ง จิงอวี่จึงนำมาใส่ไว้ในซับในที่หน้าอกเพื่อใช้เป็เกราะป้องกันหัวใจ
จิงอวี่เคยลองใช้วิชาดูดซับพลังจากคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยเพื่อดูดซึมสารสำคัญจากกระจกวิเศษรู้ชะตามาใช้ในการฝึกวรยุทธ์ แต่คงเป็เพราะวรยุทธ์ของเขายังต่ำเกินไป ไม่สามารถดูดซึมวัสดุที่มีระดับสูงส่งเช่นนี้ได้ จึงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาด
คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยในส่วนที่สอดคล้องกับขั้นก่อปราณมีชื่อว่า ‘บทหลอมร่าง’ แบ่งเป็สิบขั้น พอดีกับระดับขั้นก่อปราณทั้งสิบขั้น
จิงอวี่ฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งมาสิบสี่ปี ก็เพิ่งจะฝึกได้ถึงขั้นที่สองอย่างสมบูรณ์เท่านั้น นี่ก็เพราะได้รับประโยชน์จากอาหารและสมุนไพรล้ำค่าจากการเลี้ยงดูของราชวงศ์ หากเกิดในครอบครัวสามัญชน เขาคงยังวนเวียนอยู่ในขั้นที่หนึ่งเป็แน่
อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งหนึ่งที่จิงอวี่ยังไม่รู้ก็คือ คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยนั้นเป็วรยุทธ์ฝึกร่างกายที่เทพเต๋าว่านโซ่วสร้างขึ้นมาเฉพาะสำหรับนักพรตที่มีชะตาชีวิตยืนยาว หากเป็นักพรตที่มีอายุยืน เมื่อฝึกวิชานี้จะได้รับพลังเพิ่มพิเศษ แต่หากเป็นักพรตทั่วไป แม้ผ่านไปสิบสี่ปีก็อาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงขั้นเริ่มต้นได้
แม้จะยังอยู่ขั้นที่สอง แต่ความแข็งแกร่งของร่างกายจิงอวี่ในยามนี้ก็ถึงขั้นเทียบเท่ากับโลหะและหินแล้ว อาวุธเหล็กธรรมดาไม่สามารถทำลายการป้องกันของร่างกายเขาได้ แม้แต่ดาบสมบัติและกระบี่เทพในยุทธภพก็ทำได้เพียงถลอกิัเท่านั้น และสามารถฟื้นฟูได้ในพริบตา
ใน่สิบสี่ปีที่ผ่านมา จิงอวี่ก็พยายามสืบหาร่องรอยของเซียนผู้บำเพ็ญเพียรอยู่บ่อยครั้ง แต่นอกจากนิทานตำนานปรัมปราที่ไร้มูลความจริงและฟังออกในทันทีว่าเป็เพียงจินตนาการ ก็ไม่มีข่าวคราวใด ๆ เกี่ยวกับเซียนในดินแดนอาณาจักรจ้าวอีกเลย
แต่กระนั้นจิงอวี่ก็ไม่รีบร้อนแต่อย่างใด เพราะเขาไม่มีปัญหาเื่อายุขัย จึงไม่จำเป็ต้องรีบแสวงหาโชคชะตาแห่งเซียน สู้อยู่ในโลกมนุษย์ต่อไปอีกสักระยะ ให้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มนุษย์เสียก่อนแล้วค่อยคิดเื่อื่นก็ย่อมได้
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะจิงอวี่รู้สึกว่าตนเองยังไม่ถึงขั้นเก่งกาจที่สุดในโลกมนุษย์ เนื่องจากเขาเป็เชื้อพระวงศ์ เมื่อสองปีก่อนเคยติดตามเสด็จพ่อไปต้อนรับปรมาจารย์เต๋าผู้เชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ขั้นสูงสุดของโลกมนุษย์ ตอนนั้นแม้เขาจะฝึกวรยุทธ์ถึงขั้นที่สอง มีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกเพียรขั้นก่อปราณขั้นที่สอง แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของภัยคุกคามจากปรมาจารย์เต๋าผู้นั้นอยู่บ้าง
แม้จะขาดประสบการณ์การต่อสู้จริง แต่ด้วยความที่ลู่อิงเจาเคยเป็ปรมาจารย์เต๋าระดับสูงสุดในโลกมนุษย์มาั้แ่ครั้นอดีต จิงอวี่ที่เคยได้เห็นนางค่อย ๆ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด กดข่มปรมาจารย์เต๋าทั้งยุคในวิหารฉางเซิง ดังนั้นเขาจึงมีวิสัยทัศน์ไม่ต่ำต้อย และมีความเข้าใจอยู่บ้างเกี่ยวกับวรยุทธ์ของปรมาจารย์เต๋า
หากเป็การต่อสู้เอาเป็เอาตาย ผู้ก่อปราณขั้นต้นระดับหนึ่งถึงสามอาจไม่สามารถเอาชนะปรมาจารย์เต๋าได้ ในทางกลับกันผู้ฝึกวรยุทธ์กลับมีความได้เปรียบเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์เต๋ามากกว่า เพราะร่างกายที่แข็งแกร่ง สามารถใช้วิธีการต่อสู้แบบบุกอย่างเดียวไม่ต้องป้องกันในการประลองชีวิตได้
"น่าเสียดายนักที่ตำราลับวิชายุทธ์ที่ลู่อิงเจาเขียนไว้ในยามนั้นถูกทำให้เลือนรางไปหมดแล้ว..." จิงอวี่อดถอนหายใจไม่ได้
หลายปีมานี้เขาก็ได้ค้นหาตำราลับวิชายุทธ์หลายเล่มในหอสมุดราชวงศ์มาฝึกฝน เพื่อใช้ประกอบกับวิชาวึกวรยุทธ์ แม้ว่าตำราที่เก็บรักษาไว้ในหอสมุดราชวงศ์อาณาจักรเ้าจะเป็ตำราชั้นยอดที่ดีที่สุดในอาณาจักรแล้ว แต่ในสายตาของจิงอวี่ พวกมันก็ยังด้อยกว่าวิชายุทธ์ขั้นสูงสุดที่ลู่อิงเจาคิดค้นขึ้นมาใน่หลังอยู่ดี
เมื่อครั้งที่ลู่อิงเจาอายุราวยี่สิบต้น ๆ นางถือกระบี่ขึ้นสนิมเพียงเล่มเดียวท่องไปทั่วหล้าอย่างไร้ผู้เทียมทาน แม้จะเพิ่งอายุครบยี่สิบปีเท่านั้น แต่ทั้งวรยุทธ์ภายใน วิชากระบี่ และวิชาตัวเบา ล้วนบรรลุถึงขั้นสูงสุด ด้วยชะตากำเนิด [ผู้ทรงอำนาจเหนือใคร] และความสามารถด้านยุทธ์ของนางในตอนนั้น จิงอวี่สงสัยอย่างยิ่งว่าแม้แต่ผู้ก่อปราณขั้นกลางที่ไม่ทันตั้งตัวก็คงต้องพ่ายแพ้ภายใต้คมกระบี่ของนาง
"ไม่รู้ว่าในยามนี้ลู่อิงเจาเป็อย่างไรบ้าง..."
จิงอวี่รู้สึกสะท้อนใจ เขาลืมตาขึ้นแล้วล้วงกระจกทองแดงขนาดฝ่ามือออกมาจากอกเสื้อด้านใน ลูบขอบกระจกเบา ๆ
"กระจกวิเศษรู้ชะตา"
พึงรู้ไว้ว่าการใช้กระจกวิเศษรูชะตานั้้น ต้องใช้เวลาสะสมพลังเซียนอย่างช้า ๆ หากพลังเซียนไม่เพียงพอ ภาพที่แสดงออกมาปรากฏในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ แต่นี่เขาเพิ่งกลับชาติมาเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น ตามคำกล่าวของเทพเต๋าจิ่วมิ่ง เวลาเพียงเท่านี้คงไม่เพียงพอที่จะรองรับการส่องดูอย่างสมบูรณ์ได้
"ลองดูสักตั้งแล้วกัน ถึงอย่างไรพลังเซียนนี้ข้าก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี"
กระจกวิเศษรู้ชะตานี้เป็ของล้ำค่าของเซียน โครงสร้างภายในของมันจิงอวี่ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย พลังเซียนที่สะสมไว้ก็ใช้ได้เฉพาะกับตัวกระจกเท่านั้น ทำให้เขาหมดหวังที่จะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น
"ข้าจำได้ว่าวิธีเรียกใช้กระจกวิเศษรู้ชะตา ท่านเทพเต๋าเขียนไว้ท้ายคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัย..."
จิงอวี่จึงลองค้นความทรงจำ และก็พบวิธีเรียกใช้กระจกวิเศษรู้ชะตาดังคาด โชคดีที่วิธีนี้ไม่ต้องใช้พลังิญญา เพียงแค่กำกระจกไว้แล้วจิตใจจดจ่อก็เป็พอ
จิงอวี่ลุกขึ้นนั่งจากผ้าห่ม มือทั้งสองประคองกระจกทองแดง ตั้งจิตให้สงบ แล้วในห้วงการรับรู้ก็ปรากฏดวงแสงเรืองรองขึ้นมาหลายดวง
เมื่อลองนับดู พบว่ามีดวงแสงลอยอยู่ในห้วงการรับรู้ทั้งหมดห้าดวง หนึ่งในนั้นมีดวงแสงสีขาวดวงหนึ่งอ่อนแสงที่สุด จิงอวี่รับรู้ถึงเส้นชะตาที่เชื่อมโยงกับดวงแสงนี้ และยืนยันได้ว่าเป็ของหานผิง
ส่วนดวงแสงสีม่วงสองดวงนั้นสว่างกว่าดวงแสงสีขาวมากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าดวงแสงสีม่วงที่เป็ตัวแทนของหลี่เจี้ยงเหมยสว่างกว่าของอวิ๋นเสวียนเช่อเล็กน้อย
และดวงแสงสีทองหนึ่งเดียวนั้น เป็ตัวแทนของเย่ซิงอวิ๋นอย่างแน่นอน
ส่วนดวงแสงเจ็ดสีที่ลอยอยู่ตำแหน่งสูงสุดในห้วงการรับรู้ ประดุจดั่งดวงอาทิตย์ที่ทอแสงสว่างจ้า เขารู้แจ้งในใจว่า ดวงแสงเจ็ดสีที่เชื่อมโยงอยู่นี้ย่อมเป็ของลู่อิงเจาเป็แน่!