เมื่อออกไปจากปากอุโมงค์ พวกเขาต้องประหลาดใจที่พบว่ามีคนจากสำนักงานหลายสิบคนกำลังเตรียมการบางอย่าง รวมทั้งหน่วยปราบปราม และหน่วยพยาบาล ด้านข้างมีคนหลายสิบคนในชุดคลุมดำโดนมัดด้วยสายรัดสีดำ และถูกคุมตัวขึ้นรถตู้ทึบ!
ตรงกลางลาน หัวหน้าของพวกเขายืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคนดูมีวัยวุฒิ และคุณวุฒิสามคน เป็ชายสองหญิงหนึ่งที่กำลังนั่งจิบชาอย่างผ่อนคลาย โดยมีภูมิรพี และเจนนี่นั่งคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ ในขณะที่นกน้อย และกานต์ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง
เมื่อพวกเขาออกมา สปอตไลต์ก็ฉายมาที่กลุ่มของภัทร เสียงประกาศดังขึ้น
“หน่วยสิยเอ็ด ออกมาแล้ว! เหยี่ยวหนึ่ง นกนางนวลหนึ่ง เตรียมปฏิบัติการ!!!” ผู้วิเศษในเครื่องแบบหลายสิบคนแบกสัมภาระและพลั่วยุทธวิธีรีบวิ่งสวนลงไปด้านล่างอย่างเร่งรีบ
กลุ่มผู้มีคุณวุฒิ และหัวหน้าหันมาทางพวกเขา ก่อนหัวหน้าจะพูดกวนๆ
“ตัวเอกของงานมาแล้วสินะ”
ริศ และพวกภัทรแปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นการปฏิบัติการใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน แถมยังมีผู้วิเศษที่ใส่ชุดสามัญชนทำการกั้นพื้นที่ไม่ให้คนธรรมดาเข้ามาใกล้
ริศรีบเดินไปหาหัวหน้าแล้วกระซิบถาม “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมคนเยอะขนาดนี้”
“ไว้คุยกันทีหลัง เธอลองรายงานสถานการณ์มาหน่อยสิ พวกเขาฟังความข้างเดียวจากภูมิรพีแล้วบอกว่าพวกเธอรุมทำร้ายเขา... ให้ชีตาห์พาภัทรไปรักษา...”
หัวหน้ายังพูดไม่ทันจบประโยคก็มีเสียงตวาดดังขึ้นแทรก
“จะไม่มีใครไปไหนทั้งนั้น!”
“เธอเป็คนตบหลานฉันใช่ไหม!” ชายผมหงอกแซมดำ มีหนวดเครารุงรังและปอยผมสีแดงเรืองแสงอ่อนๆ ตะคอกถาม
“ใช่ค่ะ” ริศตอบหน้าตาย แต่ตัวเกร็งขึ้นเล็กน้อย
ชายชรายิ่งโมโหจัด จู่ๆ ก็มีแรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาบนตัวพวกเขาสามคน ทำให้ริศ และชีตาห์ต้องก้มหัวลงต่ำ ภัทรที่าเ็อยู่แล้วยิ่งเจ็บหนักขึ้นไปอีกจนเผลอร้องออกมา ภูมิรพีทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างสะใจ
“อั๊กกก!”
ริศที่โดนกดอยู่ฝืนแรงกดดันเข้ามากอดภัทรไว้ในอ้อมอกเพื่อลดความรุนแรงของพลังเวทมนตร์
หัวหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนสะบัดมือเบาๆ ตัดขาดแรงกดดันนั้น พลังที่เคยกดทับก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้พวกเขาทั้งสามถอนหายใจโล่งอก
“ผมว่าเราควรฟังการรายงานจากอีกฝั่งก่อนมั้ยครับ” หัวหน้าทักท้วงเสียงเรียบ
“ยังจะฟงจะฟังอะไรกันอีก! รอยแดงก็ยังอยู่บนหน้าหลานฉันชัดๆ เพราะไอ้เด็กเวรนั่นคนเดียว!”
เขาชี้หน้ามาที่ภัทร “อยากจะอวดดีไม่ดูตาม้าตาเรือจนทำตัวเองเกือบตาย แล้วยังจะมาหาเื่คนอื่นอีก!”
“ไม่จริงเลยครับ!” จู่ๆ นัทที่เดินตามมาก็พุ่งตัวมายืนขวางหน้าภัทร
“อย่าทำให้เื่ยุ่งเลยนัท” ชายชราร่างอวบอีกคนพูดเตือนนัท แม้สีหน้าจะดูแปลกใจกับการกระทำของหลานชาย
“ไม่ครับผมต้องพูด! ภัทรเขาช่วยผมไว้หลายครั้ง เราสู้ด้วยกัน แม้ว่าเขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะพี่ภูมิทำร้ายจนตกลงไป แต่เขาก็ยังห้ามไม่ให้ผมลงไปเสี่ยงอันตรายช่วยเขาด้วยซ้ำนะครับ!”
“ไม่จริง! นัทโกหก! ผมต่างหากที่ถูกนังนั่นทำร้าย!” ภูมิรพีร้อนตัวจนทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
“ณัฐดนัย! พูดจาไร้สาระอะไร เธอมันก็แค่คนหัวอ่อนจนโดนมันเป่าหู!” ปู่ของภูมิรพีตวาด
“ไม่ครับ ครั้งนี้ผมพูดจริงๆ คุณตาครับเชื่อผมสักครั้งเถอะนะครับ” นัทหันไปมองคุณตาของเขาด้วยสายตามุ่งมั่น
คุณตามองลึกลงไปในดวงตาของนัทอย่างแปลกใจก่อนจะพยักหน้า “เอาล่ะ... เธอลองเล่าเื่ราวมาหน่อยซิ”
ภูมิรพีดูไม่พอใจอย่างมากแต่ทำอะไรไม่ได้คิดหาวิธีเอาตัวรอดในหัว
“อ๋อ ไม่ต้องยืดเยื้อหรอกครับ ก่อนที่ผมจะแจ้งพวกท่าน ผมได้แอบเอา ‘ดวงตาบันทึกภาพ’ ไปติดไว้ก่อนแล้ว... เอ อยู่ไหนนะ... อ้อ นี่ไงล่ะ”
หัวหน้าค้นกระเป๋าคาดเอวใบใหญ่ออกมา ก่อนจะวางอุปกรณ์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากโลหะทองแดงลงบนโต๊ะ และกดปุ่ม
แสงฉายออกมาจากเครื่อง กลายเป็ภาพโฮโลแกรมกลางอากาศ แม้จะเป็มุมสูงและกลับหัวบ้างในบางจังหวะ แต่ภาพเหตุการณ์ก็ชัดเจน... ั้แ่ตอนที่หัวหน้า(ที่แกล้งหลับ) เห็นว่ามีตัวประหลาดมาขวางทางเข้าออก แล้วเกิดเหตุการณ์ที่พวกภูมิรพีหนีออกมาเจอมันแต่ไม่กล้าสู้ จนเมื่อภัทรโผล่ออกมาเื่ราวก็ยิ่งเลวร้ายลงจากการกระทำของภูมิรพี
ริศที่ดูด้วยกันถึงกับน้ำตาซึม ลูบหัวภัทรเบาๆ ภัทรเองก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยจึงไม่ได้ขัดขืน ภูมิรพีและปู่ของเขาหน้าถอดสี เดี๋ยวขาวเดี๋ยวเขียวสลับกันไปมา จนคลิปจบลง หัวหน้าก็พูดขึ้น
“ใหนริศ ลองพูดถึงมาตรา16วรรค8ของประมวลกฎหมายการกระทำความผิดร้ายแรงของเ้าหน้าที่หน่อยซิ”
ริศปาดน้ำตาแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น
“กฎระเบียบสำนักงาน มาตรา16วรรค8 ว่าด้วยเื่วินัยของเ้าพนักงาน เื่การกระทำอันก่อให้เกิดอันตรายต่อเ้าพนักงานอื่น... เมื่อเ้าพนักงานกระทำการใดๆ อันเป็การจงใจประทุษร้าย หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จนเป็เหตุให้เ้าพนักงานอื่นต้องตกอยู่ในอันตรายสาหัสด้วยความจงใจ ตามประมวลกฎหมาย ว.ศ. (วิเศษศักราช) ปีที่เจ็ดสิบหก หลังาโลกผู้วิเศษ... ผู้ที่กระทำผิดจะต้องถูกพักงานราชการทันที นอกจากนี้ยังต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายเต็มจำนวนโดยคิดจากการประเมินความเสียหายจากสำนักงานดูแลเ้าหน้าที่พลเรือนค่ะ”
“ไม่ได้! นั่นมันรุนแรงเกินไป! อีกอย่างหลานฉันก็ไม่ได้ตั้งใจ แค่แกล้งกันแรงไปหน่อย ใช่มั้ยภูมิ!” ปู่ของภูมิรพีแย้งเสียงหลง
ใช่ๆๆๆๆ ใช่ครับ! แค่อยากเล่นกันเท่านั้น!” ภูมิรพีพยักหน้าเป็ไก่ตาแตก
“งั้นเอาอย่างนี้มั้ยครับ... ลดขั้นเขากลายเป็เด็กฝึกงาน จ่ายเงินค่ารักษากับค่าทำขวัญ แล้วก็ต้องทำงานจิตอาสาโดยไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงสักสามเดือน” หัวหน้ายื่นข้อเสนอ
“นั่นก็ยังมากไป!” ปู่ของภูมิรพียังคงคัดค้าน
“งั้นเราไปขึ้นศาลพลเรือนผู้วิเศษกันมั้ยครับ ผมว่าท่านตุลาการคงอยากเห็นพร้อมกับพวกนักข่าวแน่ๆ” หัวหน้าขู่
“นั่นก็ไม่ได้!” ชายชราพยายามจะคว้าเครื่องฉายภาพ แต่หัวหน้าไวกว่าเก็บลงกระเป๋าทัน
ชายชราหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่สูดหายใจลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจกัดฟันพูด “งั้นก็ตามนั้นที่เธอว่าแล้วกัน! ไปภูมิ กลับบ้าน!”
ชายชราปัดเก้าอี้จนล้มแล้วเดินกระแทกเท้าออกไป พร้อมภูมิรพีที่เดินตามหลังอย่างรวดเร็ว โดยก่อนไปภูมิรพีหันกลับมามองภัทรด้วยสายตาอาฆาตแค้น
หญิงชราที่มีเปียเรืองแสงสีน้ำเงินก็ลุกขึ้นเช่นกัน แต่ดูสุขุมกว่า “เจน... เรามีเื่ต้องคุยกันยาว นกน้อย เธอพาเจนไปอยู่เรือนหลังเก่าสักเดือนนะ เพื่อดัดนิสัย” เธอเดินผ่านเจนนี่และนกน้อยไป
“ไม่นะคะคุณป้า!” เจนนี่รีบขอร้อง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของป้าเธอแล้วจึงได้แต่ทำหน้าจ๋อย เดินคอตกตามไป นัทมองนกน้อยที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ โดยเขารู้ว่าพายุคงเข้าเจนนี่ และนกน้อยคงสบายขึ้นบ้าง
ตาของนัทเดินมาลูบหัวหลานแล้วสอน “หลานทำได้ดีมาก ั้แ่เลี้ยงมาก็พึ่งจะมีวันนี้ที่เป็ผู้เป็คนกับเค้า"
"คุณตานี่ละก็"นัทเขินแก้มแดง
"แต่... ถ้าหลานอยากจะปกป้องใครสักคน หลานจะต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้นะ เข้าใจมั้ย”
นัทพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้วครับ... คุณตาครับ ผมขอไปลาภัทรก่อนนะครับ”
“ได้สิ” ตาของนัทยิ้ม
“ภัทร!” นัทรีบวิ่งมาดูภัทรในอ้อมกอดริศ “นายต้องหายไวๆ นะรู้มั้ย แล้วเรามาเล่นกันคราวหน้า”
“ได้สิ”
“แล้วเจอกันนะ”นัทโบกมือให้ก่อนจะตามปู่ของเขาไป
หลังจากนั้นนัทก็จากไปพร้อมกับตาของเขา หน่วยแพทย์ที่เตรียมการอยู่แล้วรีบเข้ามาดูอาการภัทรทันที ก่อนจะประเมินว่าเขาต้องขึ้นพาหนะอะไร จากนั้นก็อุ้มภัทรขึ้นเตียงสนาม เมื่อภัทรได้กินยาที่หน่วยแพทย์มอบให้ เขาก็หลับเป็ตายไปในทันที
ภัทรตื่นขึ้นมาอีกทีในห้องพักของเขา นี่ก็ปาเข้าไปวันที่สามแล้วแต่เขายังไม่ได้ลุกจากเตียงเลย ไม่ใช่ว่าเขาเจ็บจนลุกไม่ไหว แต่เป็ริศที่เป็ห่วงเกินเหตุจนต้องมาเฝ้าแทบทุกเช้าและเย็น
เย็นวันก่อนเธอเอาเงินมาให้เขาสามเหรียญทอง สี่สิบเหรียญเงิน และสิบเหรียญทองแดง ด้วยท่าทีโมโหและโวยวายว่าเขาได้เงินชดเชยน้อยกว่าความเป็จริงมาก แต่ทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะปู่ของภูมิรพีค่อนข้างมีอำนาจในเมือง ซึ่งภัทรก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้มันเป็ไปและจดจำความแค้นนี้เอาไว้เงียบๆ โดยปกติเขาไม่ค่อยโกรธใคร แต่ครั้งนี้มันเกินเลยไปจริงๆ
เขาถอนหายใจพลางหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน หน้าหนึ่งพาดหัวข่าวตัวไม้เป้งพร้อมรูปไฟไหม้คฤหาสน์ขนาดใหญ่จนวอดทั้งหลัง
“โศกนาฏกรรมเื! คฤหาสน์ตระกูลเมืองเก่าดังวอดปริศนา ไร้ผู้รอดชีวิต ส.ป.ว.ก(สำนักงานปราบปราามเวทมนต์กลาง) มืดแปดด้าน ผู้สืบทอดหลักหายตัวไปอน่างไรร่องรอย อ่านต่อหน้าหก”
ภัทรรู้สึกสนใจเล็กน้อยก่อนเปิดอ่าน เนื้อข่าวเกี่ยวกับการกวาดล้างครอบครัวผู้วิเศษเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของเมืองหลวงเก่าโดยไม่สามารถจับมือใครดมได้ เ้าหน้าที่ให้ความเห็นว่าเป็เื่การล้างแค้นทางธุรกิจ แต่แปลกมากที่ไม่มีใครรู้่เวลาที่เกิดเหตุเลย ตอนนี้ทั้งตระกูลเหลือเพียงคนจากตระกูลสาขาที่อยู่ที่อื่น กับหลานชายของตระกูลหลักเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต
“ฉันก็อยากสงสารนายนะเพื่อน แต่ตัวฉันเองยังเอาตัวไม่รอดเลย”
เขาวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ กางภาพของเด็กชายอายุสิบสี่สิบห้าปีคนหนึ่งหน้าตาหล่อเหลาผมสีขาวโดดเด่น แต่ภาพเป็ขาวดำทำให้ไม่รู้ว่าผมสีขาวนั่นมีธาตุอะไร โดยมีคำอธิบายใต้ภาพว่า ‘แชมป์ประลองเวทมนตร์คาถาไร้พ่ายสามสมัยติดต่อกัน ตอนนี้ยังไม่พบตัว’
ภัทรเลิกสนใจแล้วหันมาหยิบเศษขยะที่เป็ชิ้นส่วนอุปกรณ์เวทมนตร์ที่เขาแอบริศเก็บไว้มาศึกษา (แต่ริศก็จับได้อยู่ดี ทว่าเมื่อเห็นภัทรไม่มีอะไรทำ เธอกลัวเขาจะเบื่อจึงทำความสะอาดให้ พร้อมเบิกชุดเครื่องมือช่างมาให้เขาลองเล่นแก้เซ็ง)
เมื่อเขาลองรื้อดูต้องทึ่งมาก เขาคิดมาตลอดว่าอุปกรณ์เวทมนตร์จะต้องเป็ของที่ดูโบราณๆ ไม่มีความซับซ้อน อาศัยแค่การร่ายมนตร์ใส่สิ่งของเสียอีก แต่กลายเป็ว่ามันกลับมีกลไกมากมายซ่อนอยู่ภายใน
ของที่อยู่ในมือเขาก็ไม่ได้ซับซ้อนเท่าไหร่ เขาเลยลองประดิษฐ์อะไรเล่นสักอย่าง จนตอนนี้มันกลายเป็กระบอกยิงตะขอโดยใช้กลไกสปริงเพื่อดีดของไปไกลๆ เพราะภัทรรู้สึกว่าตอนสู้กับโกเลม
เขาเกือบตกลงไปเพราะไม่มีที่ยึดเกาะ จึงได้ทำแกนสำหรับม้วนเชือกและหัวตะขอผูกเอาไว้ เพื่อให้เป็เหมือนบ้องยิงตะขอที่เขาเคยเห็นในวิดีโอเกม แต่มันเหมือนจะยังขาดอะไรอยู่สักอย่าง... “เฮ้ออออ!”