หลายวันมานี้ หลิวอ้ายผิงยังคงวุ่นอยู่กับการบูรณะเรือนของตนเอง ยามนี้ทุกสิ่งจึงค่อนข้างพร้อมกับการอยู่อาศัยมากขึ้น หลังจากวันที่นางเจอศิษย์พี่ครั้งสุดท้าย ก็ได้ยินว่าเขาออกไปนอกพรรคมาร คงไม่พ้นเื่กองทัพที่ควบคุมชายแดนรอบแคว้นโจว อาจจะกินเวลาเป็เดือนหรือสองเดือนกว่าจะกลับมา ฉะนั้นผู้ที่รักษาการแทนจึงเป็หนึ่งในสามขุมอำนาจ ที่ยังคงรั้งอยู่เพื่อความเรียบร้อยของที่นี่
เรือนตะวันตก แม้อยู่ในเขตจวนของประมุขเจียงจวิ้นเหยียนที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ แต่นับว่าห่างไกลจากเรือนอื่นเป็อย่างยิ่ง หากเดินเท้าคงใช้เวลาค่อนข้างมากพอสมควร กระนั้นก็ยังไม่พอเป็อุปสรรคในการสำรวจของหลิวอ้ายผิง
ในพรรคมารที่ล้อมด้วยูเา ไม่ต้องเอ่ยถึง ว่าขนาดอาจเทียบเท่าเมืองหลวงได้เลย ประชากรที่อาศัยหากไม่ใช่เชลยศึกในคราวที่ถูกกวาดล้างโดยแคว้นโจว ก็เป็ผู้ที่หนีเอาตัวรอดออกไปได้แล้วกลับมาอีกครั้ง หากใครมีลูกหลานอยู่ใน่อายุสิบหกถึงยี่สิบปี ก็วาดหวังให้สอบคัดเลือกเข้าสำนักพรรคมาร ซึ่งมีการแข่งขันสูง ผู้ที่เพิ่งอายุถึงเกณฑ์หากสอบไม่ผ่าน ก็ยังมีเวลาอีกสี่ปี ส่วนใหญ่แล้วมีน้อยคนนักที่จะผ่านการคัดเลือกั้แ่ครั้งแรก
ยามนี้ด้านหน้าสำนักเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็บุรุษและอาจมีสตรีบ้างประปราย กำลังยืนเรียงแถวตอนยาวอย่างเป็ระเบียบจำนวนหลายแถวเพื่อรอลงทะเบียนในครั้งนี้
หลิวอ้ายผิงที่อยากรู้อยากเห็นจึงสอบถามบุรุษคนหนึ่งที่แต่งกายดูค่อนข้างภูมิฐาน
“คุณชาย ไม่ทราบว่าที่นี่มีอะไรกันหรือ” นางสอบถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“สอบคัดเลือกเข้าสักนักศึกษาอย่างไรเล่า แม่นางไปอยู่ที่ไหนมาถึงได้ไม่รู้เื่นี้” ชายหนุ่มเอ่ยตอบ ลอบสังเกตคนตรงหน้าที่ั์ตาทอประกายกับคำตอบของเขา
“พอดีข้าไม่ได้มาที่นี่หลายปี รบกวนท่านแล้ว”
“ไม่เป็ไรคนกันเอง มีอะไรถามข้าได้ ข้ามาสอบที่นี่ปีที่สามแล้ว” ชายหนุ่มพูดคุยอย่างเป็มิตร ด้วยรู้สึกว่าแม่นางผู้นี้้าคำตอบอย่างที่ถามมาจริงๆ ไม่ได้มีสิ่งใดแอบแฝงเฉกเช่นสตรีนางอื่นที่เข้าหาเขา
“ขอบคุณท่านมาก” หลิวอ้ายผิงยิ้มรับ วิเคราะห์ชายหนุ่มตรงหน้าผ่านๆ เป็ผู้ที่จัดว่าหน้าตาดีคนหนึ่งทีเดียว
“เ้าเห็นซุ้มใหญ่ทั้งสาม ด้านหน้านั้นหรือไม่” นางมองตามชายหนุ่ม พยักหน้าตอบ เขาจึงเอ่ยต่อ “การทดสอบแบ่งเป็สามระดับเพื่อคัดเลือกเข้าสำนักศึกษา หนึ่ง ทดสอบความรู้ทั่วไป สอง ทดสอบความเชี่ยวชาญด้านการใช้อาวุธ ข้อนี้ต้องระวังหากถนัดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ จำเป็ต้องเชี่ยวชาญหลายอย่างให้ได้มากที่สุด จึงจะสามารถทำคะแนนจนผ่านเกณฑ์ ส่วนข้อสาม คือด่านหินของผู้ทดสอบโดยแท้จริง นั่นคือการประลองกับผู้าุโแห่งสำนักศึกษา บอกเลยว่าทั้งหิน ทั้งน่าหวาดหวั่น” ชายหนุ่มสาธยายให้หลิวอ้ายผิงฟัง พบเพียงสีหน้าที่ดูมีชีวิตชีวา
นางกล่าวขอบคุณเขาก่อนจะปลีกตัวออกไปยืนเข้าแถวที่ยาวเหยียด ในใจครุ่นคิดว่าหากเข้าสำนักศึกษาที่นี่อาจมีเื่สนุกให้ทำบ้าง
เมื่อถึงลำดับของหลิวอ้ายผิง ชายวัยกลางคนที่เป็ผู้รับลงทะเบียนจึงมีท่าทีเหนื่อยหน่ายก่อนเอ่ย “มีหญิงสาวมากมายดันทุรังจะเข้าทดสอบ สุดท้ายก็ไม่มีใครผ่านเข้าไปได้ เป็แม่หญิงหรือจะสู้แรงชายได้” กล่าวจบจึงมองนางอย่างดูแคลน
หลิวอ้ายผิงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้เป็เดือดเป็ร้อน เพียงยกยิ้มให้อีกฝ่าย เพราะอย่างไรแล้ว เขาก็เขียนชื่อของนางลงไปอย่างไม่อิดออด พร้อมกับมอบป้ายลำดับ และสถานที่ในการทดสอบแรกให้
เมื่อรับมานางจึงเดินตามผู้คนผ่านประตูสูงตระหง่านเข้าไปด้านในสำนักศึกษาแห่งนี้ ภาพที่เห็นราวสำนักดาษดื่นทั่วไปที่มีลานกว้าง ล้อมรอบด้วยหอคอยหลายชั้นและด้านหลังเป็เขาเขียวขจี แต่หลิวอ้ายผิงรู้ดีว่านี่คือภาพลวงตา เพราะสิ่งที่ทั่วแคว้นโจวอยากพรรคมาร นอกจากเหมืองแร่และความอุดมสมบูรณ์ ก็เนื่องมาจาก้าทรัพยากรและสิ่งลึกลับของสำนักแห่งนี้ นางยังไม่แน่ใจว่าด้านในมีอะไร หากสามารถเข้าไปได้ต้องไขข้อข้องใจนี้ได้อย่างแน่นอน
การทดสอบแรกเป็การสอบวัดความรู้ทั่วไป ที่ไม่อาจเรียกว่าทั่วไปได้เลย เพราะทำเอาผู้ทดสอบหายไปกว่าครึ่งของทั้งหมด ในส่วนของข้อสอบนั้นเป็ข้อเขียน มีจำนวนทั้งหมดเพียงสิบข้อ ข้อละสิบคะแนนรวมเป็หนึ่งร้อยคะแนน หากได้คะแนนอยู่ที่แปดสิบขึ้นไปจึงจะผ่านด่านทดสอบแรก
หลิวอ้ายผิงกางกระดาษข้อสอบออกมา อ่านคร่าวๆ หนึ่งรอบก็พยักหน้าด้วยความพอใจพร้อมคิดว่าผู้ออกข้อสอบนี้ เป็ผู้มีความสามารถโดยแท้จริง โจทย์ทั้งหมดเป็คำถามเชิงเชาวน์ปัญญา ซึ่งจะมีการกำหนดปัญหาในแต่ละเื่ ให้ผู้ทดสอบหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องในกำหนดเวลาหนึ่งชั่วยาม หลิวอ้ายผิงหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึกแล้วเขียนลงบนกระดาษอย่างใจเย็น
เมื่อเสร็จแล้วจึงตรวจทานดูอีกรอบ ก่อนยกมือขึ้นเพื่อให้ผู้คุมมาเก็บกระดาษข้อสอบออกไป จึงได้สังเกตผู้ทดสอบรอบตัวที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เมื่อเวลาหมด บางคนถึงกับต้องส่งกระดาษเปล่าเดินคอตกกลับไปโดยไม่รอฟังผล
“ต่อไปจะเป็การประกาศผลคะแนน ผู้ที่ได้คะแนนต่ำกว่าแปดสิบ สามารถเดินออกทางประตูออกฝั่งขวาด้านหลังได้เลย ส่วนผู้ที่ผ่านเข้ารอบได้คะแนนแปดสิบขึ้นไป มารับป้ายผ่านการทดสอบแรกทางด้านนี้” ผู้คุมท่านหนึ่งเอ่ยเสียงดังเพื่อให้ได้ยินโดยถ้วนทั่ว ก่อนเริ่มประกาศคะแนนของแต่ละคนโดยเรียงลำดับ
ผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกต่างเดินหน้าเสียออกไปตามๆ กัน ส่วนผู้ที่ผ่านก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อถึงลำดับของหลิวอ้ายผิง การประกาศชะงักเล็กน้อย เมื่อมองไปยังด้านหน้าจึงเห็นท่าทีกระซิบกระซาบของเหล่าผู้คุม เขากระแอมออกมาเล็กน้อยแล้วประกาศออกมาอีกครั้ง “หมายเลขเจ็ดร้อยสิบหก หลิวอ้ายผิง หนึ่งร้อยคะแนน”
จบคำจึงบังเกิดเสียงฮือฮา หญิงสาวที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกยังพอมีให้เห็น แต่สตรีนางนี้กลับได้คะแนนเต็ม มิหนำซ้ำดูแล้วคงเป็การสอบปีแรกเสียด้วย ถึงการทดสอบนี้จะมีผู้อื่นที่ได้คะแนนเต็มอยู่บ้าง หากแต่นับแล้วคงไม่เกินห้าคนต่อปีเท่านั้น แต่คงต้องไปลุ้นการทดสอบขั้นต่อไปอยู่ดี
ผู้คนต่างคิดว่าสตรีนางนี้ อย่างไรคงไม่สามารถผ่านด่านต่อไปจนจบเข้าสำนักได้อย่างแน่นอน เพราะั้แ่อดีตไม่เคยมีสตรีในสำนักพรรคมารแห่งนี้แม้แต่คนเดียว
หลิวอ้ายผิงหอบร่างอันบอบบางไปรับป้ายไม้อันหนึ่ง ที่สลักชื่อของนางพร้อมคะแนนในการทดสอบแรก ยามมองไปทางกลุ่มที่สอบผ่านจึงมองเห็นชายหนุ่มที่เป็มิตรผู้นั้นโบกมือไปมาให้ นางจึงเดินเข้าไปก่อนเอ่ยทัก “ท่านก็ผ่านด้วย”
“ข้าผ่านอย่างฉิวเฉียด เ้าสิ จะมาเข้าร่วมสอบด้วยก็ไม่บอก แถมยังได้คะแนนเต็มอีก เหลือเชื่อจริงๆ” เขาเอ่ยอย่างอารมณ์ดี รู้สึกถูกชะตากับแม่นางผู้นี้อย่างประหลาด “ข้า เกาเจียหาว เ้าชื่ออะไรหรือ”
“หลิวอ้ายผิง ท่านเรียกข้าว่าอ้ายผิงก็พอ” นางตอบเขา ก่อนแปลกใจที่มีคนแซ่เดียวกับฮ่าวซวนสหายของนาง อยู่ที่พรรคมารแห่งนี้ ก่อนจะได้ถามอะไรต่อก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งแทรกเข้ามาระหว่างการสนทนาเสียก่อน
“นายน้อยเกา มิทราบว่าท่านก็ผ่านการทดสอบแรกด้วย” แม่นางผู้นี้เอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ทอดสายตามองเกาเจียหาวท่าทางเขินอายอย่างเห็นได้ชัด แต่เ้าตัวกลับพยักหน้าส่งๆ อย่างขอไปที ก่อนให้ความสนใจหลิวอ้ายผิงต่อ
“อ้ายผิง เ้ารู้หรือไม่ การทดสอบเมื่อครู่ เป็กุนซือชงิ ออกข้อสอบด้วยตนเอง ข้อสอบปีนี้จึงหินกว่าทุกครั้ง”
“กุนซือชงิ ผู้นำระดับสูงหรือ”
“ใช่แล้ว หรือจะเรียกอีกอย่างคือสามขุมอำนาจแห่งพรรคมาร เป็ไง ฟังดูดีใช่หรือไม่” หลิวอ้ายผิงสังเกตอีกฝ่ายที่มีประกายบางอย่างออกจากดวงตายามเอ่ยถึง สามขุมอำนาจแห่งพรรคมาร ก็อดยกยิ้มออกมาไม่ได้
“เป้าหมายในอนาคตของท่านสินะ” นางกระซิบเสียงเบา ราวกับจี้ถูกจุด ทำให้คนฟังถึงกับละล่ำละลักตอบเฉไฉ
“เ้าอย่าพูดดังไป ข้าก็ยังอยากมีชีวิตอยู่” เขาตอบกระซิบกลับท่าทางตลก หลิวอ้ายผิงจึงขำออกมาเล็กน้อย
“การมีความฝันไม่ใช่เื่แปลกอะไร ข้าก็มีเช่นกัน” นางนึกถึงความฝันตนเองจึงยิ้มออกมา บางทีที่แห่งนี้อาจทำให้ความฝันของนางเป็จริงขึ้นมาก็ได้
ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยราวกับสนิทสนมกันอยู่นั้น สตรีที่เข้ามาทักเกาเจียหาวก่อนหน้านี้ กำลังจ้องมองหลิวอ้ายผิงด้วยสายตาคับแค้น พร้อมคิดกับตนเองว่าเหตุใดผู้ที่เป็ถึงหลานชายของผู้าุโแห่งสำนักศึกษาแห่งนี้ จึงให้ความสนใจกับสตรีซอมซ่อ มากกว่านางที่เป็หญิงงามกัน หรือที่เกาเจียหาวผู้นี้ปฏิเสธหญิงงามมาตลอด เป็เพราะชมชอบของแปลกเช่นนั้นหรือ คิดได้ดังนั้นจึงยิ่งทวีความไม่พอใจอีกหลายส่วน
เมื่อการประกาศผลคะแนนจบลง ขั้นตอนต่อไปคือการนำป้ายคะแนนไปลงบันทึกยังซุ้มที่สองด้านหน้าสำนัก ในส่วนของกฎเกณฑ์การทดสอบที่สองจะมีการแจ้งหน้าการทดสอบจริงเท่านั้น ซึ่งในแต่ละปีจะแตกต่างกันออกไป
หลังจากนี้ผู้ที่ผ่านการทดสอบรอบแรก มีเวลาอีกราวหนึ่งถึงสองสัปดาห์ กว่าจะเริ่มการทดสอบอีกครั้ง สำหรับหลิวอ้ายผิง นางไม่ได้เตรียมตัวอะไรเช่นผู้เข้าสอบคนอื่นๆ วันๆ จึงอยู่แต่ในเรือนพักของตน ขึ้นเขา จับปลา อยู่เช่นนี้ แน่นอนว่ามื้ออาหารแต่ละมื้อก็ยังคงเป็ปลาย่างเช่นเคย คิดดูแล้วก็ช่างน่าอดสูยิ่งนัก อยู่ในจวนประมุขแห่งพรรคมารแท้ๆ กลับถูกสั่งห้ามทั้งของกิน ทั้งเครื่องใช้ต่างๆ
ส่วนอีกฝั่งที่มีฐานะเครื่องบรรณาการเช่นกัน กลับมีทุกอย่างที่พึงมี เรือนที่ประดับไปด้วยเครื่องเรือนครบครัน อาหารการกินครบถ้วนสมบูรณ์ สาวใช้ข้างกายอีกหนึ่งนาง หากเทียบกันในฐานะที่เคยเป็องค์หญิงแห่งแคว้น ความเป็อยู่เช่นนี้ถือว่าต่ำต้อยเสียด้วยซ้ำ ทว่านางกลับไม่ได้สนใจ
“คุณหนู บ่าวได้ยินมาว่าคุณหนูหลิวเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักศึกษา ทั้งยังได้คะแนนเต็มในการทดสอบแรกอีกด้วย” สาวใช้นามว่าซินซิน แจ้งข่าวลือที่ได้ยินมาจากสาวใช้คนอื่นๆ แก่นายของตน ด้วยเพราะว่าคุณหนูของนางดูค่อนข้างให้ความสนใจกับคุณหนูหลิวเป็พิเศษ
“หลิวอ้ายผิงน่ะหรือ เช่นนั้นการทดสอบรอบที่สองข้าต้องไปดูเสียหน่อยแล้ว อยู่แต่ในเรือนน่าเบื่อยิ่งนัก ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาบ้าง” โจวหวางอี้เอ่ยขึ้น สีหน้าส่อแววมีความสุขจนซินซินอดยิ้มตามไม่ได้