ในเวลาต่อมาก็เริ่มการแข่งขันขี่ม้าตีคลีอีกครั้ง ทุกคนทำตามคำสั่งของฮ่องเต้ ไม่มีใครปล่อยลูกให้เข้าประตูได้โดยง่าย แต่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเริ่มทนไม่ไหว ถึงนางจะร่างกายแข็งแรงแต่อย่างไรก็ยังเป็นแค่เด็กผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องช่วยฮ่องเต้ขวางคู่ต่อสู้ จึงทำให้รับมือไม่ทัน อีกทั้งร่างกายยังเริ่มทรงตัวไม่อยู่เล็กน้อย
แต่ฮ่องเต้กลับยิ่งเล่นยิ่งดีขึ้น เลี้ยงลูกได้ดีมาก ราวกับไม่มีคู่ต่อสู้อยู่รอบตัวเลย
น่าเสียดายที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วทำได้เพียงแหงนหน้ามองบนฟ้าแล้วถอนหายใจ หลังจากนั้นก็ได้อุทิศตนให้กับการต่อสู้อีกครั้ง ตอนนี้ได้กลายเป็นโล่มนุษย์ที่มีชีวิตของฮ่องเต้ไปแล้ว ถูกผู้อื่นโจมตีแทนฮ่องเต้ไปสองสามรอบ อีกทั้งยังต้องคอยส่งลูกให้ฮ่องเต้ สรุปแล้วเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ววิ่งไปหนึ่งรอบครึ่งของการแข่งขัน ทำประตูไม่ได้สักลูก ไม่ได้แม้แต่แต้มเดียว
เมื่อการแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งสองกลุ่มคะแนนยังเหมือนเดิมไม่มีใครยอมแพ้ใคร
ด้วยคำสั่งของฮ่องเต้ที่เพิ่มขึ้นมา กลุ่มสีน้ำเงินนำโดยแม่ทัพหลินเวยก็ยังไร้เทียมทาน แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นฮ่องเต้ที่กระหายการแข่งขัน แต่ก็ยังคงไม่มีความเหนื่อยล้าใดๆ ยิ่งเล่นยิ่งแข็งแกร่ง ไล่ทำแต้มกันอย่างไม่กลัวตาย
สายเลือดชายชาตรีของฮ่องเต้ถูกกระตุ้น ทั้งภายนอกก็ยังทรงเป็นฮ่องเต้ผู้ปรีชาด้านการต่อสู้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับการพ่ายแพ้ ดังนั้นแววตาจึงมีความต้องการเอาชนะอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นว่าการแข่งขันตอนนี้แต้มอยู่ที่สามต่อสี่ กลุ่มสีแดงของฮ่องเต้ตอนนี้ตามอยู่หนึ่งแต้ม อีกกลุ่มสีน้ำเงินนำโดยแม่ทัพหลินเวยมาถึงจุดสำคัญแล้ว ต้องการยิงเข้าประตูอีกแค่ลูกเดียวก็จะได้รับชัยชนะอย่างราบรื่นและแต้มใหญ่ก็จะเสมอแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
สถานการณ์เช่นนี้การเผชิญหน้ากันของทั้งสองกลุ่มไม่น้อยไปกว่าฝุ่นที่ตลบไปทั่วทุกสารทิศ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่อยู่ในตำแหน่งคุ้มกันรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย แต่เมื่อมองไปที่ฮ่องเต้และผู้ร่วมเล่นคนอื่นๆ นางไม่สามารถหนีไปและทำให้คนอื่นโมโหได้!
เยวี่ยเจาหรานที่นั่งอยู่กับฮองเฮาในใจก็เครียดเช่นกัน ประการแรกเขารู้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็นผู้เล่นที่สามารถเล่นได้ดีเยี่ยม ถ้าพูดถึงพละกำลังที่สามารถสู้รบได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็เทียบไม่ได้กับผู้ชายทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นภายใต้สถานการณ์ตรงหน้า คู่ต่อสู้ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ใช่ผู้ชายทั่วไป แต่เป็นทหารที่เคยผ่านสนามรบและได้ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ดังนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เยวี่ยเจาหรานจะมีความกังวลอยู่ในใจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถเข้าไปสนามแทนได้จึงได้แต่นั่งอยู่ข้างสนามอย่างร้อนใจ
เมื่อฮองเฮาเห็นความกังวลใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของเยวี่ยเจาหราน ฮองเฮายกมือหยิบถ้วยชาที่วางไว้ข้างๆ และตรัสเบาๆ ว่า “คุณชายเยี่ยนเล่นได้ดีทีเดียว ถ้าไม่ใช่สายตาที่แหลมคม มือที่ว่องไวและรูปร่างที่คล่องแคล่ว เกรงว่าป่านนี้ทีมรองแม่ทัพหลินคงจะชนะไปนานแล้ว”
เยวี่ยเจาหราน ถูกเรียกสติกลับมาด้วยประโยคนั้นก็รู้สึกลุกลี้ลุกลน พยายามซ่อนความกังวลไว้ในใจ แสร้งทำเป็นไม่ได้ตั้งใจและยิ้มออกมา “ฮองเฮา รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก ฝ่าบาทเป็นผู้กล้าหาญไม่มีใครเทียบได้ หากไม่ใช่ฝ่าบาทที่จู่โจมอย่างรวดเร็ว พวกเขาคงไม่มีผลงานที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้”
แม้ว่าเยวี่ยเจาหรานจะพูดสรรเสริญฮ่องเต้ขนาดไหนแต่พอพูดจบก็พลันกลับไปมองเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ดึงดูดสายตาโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง จึงไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มของฮองเฮาที่มองมา
ฮองเฮาจับ ‘ผมเปีย’ ของเยวี่ยเจาหรานขึ้นมา และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าดูเป็นกังวลคุณชายเยี่ยนขนาดนี้เชียวหรือ?”
ในความคิดของฮองเฮา เยวี่ยเจาหรานเป็นคนที่ไม่แยแสต่อสิ่งใด พบกันครั้งแรกฮองเฮาก็มองนิสัยเยวี่ยเจาหรานออกแล้ว ที่พบปะกันอีกหลายครั้งก็เป็นเพียงขั้นตอนทำความรู้จักเพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเท่านั้น
“เอ๋?” เยวี่ยเจาหรานรีบหันศีรษะกลับมา จากนั้นเขาก็ตระหนักถึงคำพูดของฮองเฮาว่าเขากังวลเรื่องเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมากเกินไป ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาทั้งสองคนก็เป็นความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันระยะไม่สั้นไม่ยาว และไม่ใช่คู่สามีภรรยากันจริงๆ
แต่ไม่รู้เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกของเยวี่ยเจาหรานต่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมันกลายเป็นความสัมพันธ์ที่มากกว่าแค่ร่วมมือกัน
เขาเริ่มมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโดยไม่รู้ตัว มากจนกระทั่งเมื่อนางทุกข์เขาก็ทุกข์ เมื่อนางมีความสุขเขาก็มีความสุข
“ฮองเฮาทรงหยอกล้อหม่อมฉันแล้วเพคะ” เยวี่ยเจาหรานตอบแบบไม่ทันได้คิด เพียงก้มศีรษะลงนิดหน่อย คำตอบแบบนี้แน่นอนว่าไม่ใช่การยืนยันหรือปฏิเสธ แต่บางทีมันอาจแสดงถึงความรู้สึกภายในใจของเขา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบ แต่แค่ไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น บางทีความรู้สึกแปลกๆ นี้มันอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นได้ มันเป็นความเศร้าที่เกาะกินหัวใจ ซึ่งทำให้เขาไม่กล้ายอมรับหรือปฏิเสธ
ฮองเฮาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงสงสัยกับปฏิกิริยาของเยวี่ยเจาหราน : ความไม่ใส่ใจเหมาะกับนิสัยของ ‘เยวี่ยเยียนหราน’ แต่มันก็แตกต่างจากผู้หญิงทั่วไป
หรือบางทีนางอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ฮองเฮาคิดในใจและพยักหน้าเล็กน้อย จึงพูดกับเยวี่ยเจาหรานว่า “ช่างเถอะ เจ้าดูการแข่งขันต่อเถอะ”
เสียงของฮองเฮายังพูดไม่ทันจบ แต่ในสนามกลับมีความโกลาหลดังขึ้นมา เยวี่ยเจาหรานรีบหลบสายตาและรีบหันไปมองทางสนามพร้อมคนอื่น เห็นเงาเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างเลือนราง รวมทั้งมีเสียงจอแจ ทำให้สีหน้าเยวี่ยเจาหรานกับฮองเฮาตื่นตระหนก
“ฮองเฮา?” เยวี่ยเจาหรานเริ่มนั่งไม่ติด และกำลังจะลุกขึ้นแต่ฮองเฮาเรียกขันทีเข้ามาหาและรีบสั่งให้ไปสนามเพื่อดูสถานการณ์ “เจ้านั่งลงก่อน อย่าพึ่งตกใจไป”
หลังจากได้รับคำสั่งแล้ว เยวี่ยเจาหรานก็นั่งลงอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ไม่ละสายตาจากสถานการณ์ที่วุ่นวายในสนาม เวลานี้เยวี่ยเจาหรานเข้าใจการที่เป็นสตรีไร้อำนาจแล้ว รู้อย่างชัดเจนว่ามีสถานการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น แต่กลับไม่สามารถไปอยู่ข้างกายคนที่เขาเป็นห่วงและคิดถึงเป็นคนแรก
ประเดี๋ยวนะ เขาบอกเป็นห่วงและคิดถึงอย่างนั้นหรือ?
ส่วนด้านสนาม เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ได้รับบาดเจ็บเลือดออก เพราะหัวหน้ากลุ่มสีน้ำเงินแม่ทัพหลินเวยขี่ม้ามา และยิงเข้าประตูในลูกสุดท้าย จึงทำให้ปิดประตูชัยได้ แต้มใหญ่จึงเสมอกัน แต่ฮ่องเต้จู่โจมอย่างกะทันหัน หลินเวยที่กำลังลงจากม้า จู่ๆ ม้าก็ยกกีบม้าขึ้นมาเกือบถีบฮ่องเต้
ช่วงเวลาอันรวดเร็วแต่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมและมือที่ว่องไว รีบกระโดดขึ้นหลังม้าของฮ่องเต้ บังคับบังเหียนให้ฮ่องเต้รอดพ้นจากอันตราย แต่คิดไม่ถึงว่าบริเวณคอด้านข้างจะถูกเกือกม้าของหลินเวยกระแทกและได้รับบาดเจ็บจนเลือดออก
“กระหม่อมต่ำต้อยสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ!”
หลินเวยลงจากม้าและคุกเข่าทันที เมื่อเหล่าทหารขุนนางเห็นสิ่งนี้จึงไม่รีรอรีบลงจากม้าและคุกเข่าด้วยกัน แต่ฮ่องเต้กลับให้ความสนใจเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณคอ
ในขณะเดียวกันเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เอามือปิดบาดแผลเอาไว้ สีหน้าแสดงความเจ็บปวดออกมานิดหน่อย
“เยี่ยนชิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?!” ฮ่องเต้ไม่ได้สนใจคนอื่น เดินมาถามแค่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ได้รับบาดเจ็บเพราะช่วยฮ่องเต้ไว้ ฮ่องเต้คงไม่ทำอะไรที่ไม่ดีหรอก ใช่หรือไม่?
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วส่ายหัว รู้สึกประหลาดใจเมื่อได้รับความสำคัญอย่างไม่คาดคิด