ตอนที่ 27 แปรลักขณา
เพียงชั่วครู่เดียว เจวี๋ยหวู่หมิงได้ใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งเพื่อต้านทานทัณฑ์สายฟ้าสายนี้ จนร่างกายได้เกิดความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกส่วน “ตูมตูมตูมตูม……” แต่ทว่าทัณฑ์สวรรค์แปรลักขณานี้ไม่ได้เป็นเพียงการข้ามพ้นทัณฑ์สายฟ้าแต่เพียงเท่านั้น ต่อมายังได้มีแรงระเบิดขึ้นจากสายฟ้าฟาดเข้ามาไม่หยุด มิหนำซ้ำยังมีความแข็งแกร่งขึ้นอีกด้าน ให้ต้องรับมือไม่หยุดไม่หย่อน ถึงแม้อสนีบาตทุกสายจะกระแทกเข้าใส่ร่างกาย จนทำให้เกิดเป็นความเจ็บปวดที่ด้านชา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทั้งไม่หลบไม่เลี่ยงมาตั้งแต่ต้นกันอยู่แล้ว ยินยอมรับการผ่าจากสายฟ้าปกคลุมไปทั่วร่างกาย ระเบิดสายฟ้าที่ฟาดเข้ามาถือได้ว่ารวดเร็วอย่างถึงที่สุด เพียงพริบตาเดียวก็ก่อให้เกิดเป็นอสนีบาตทั้งหมดแปดสิบเอ็ดสาย จากการรับการโจมตีจากสายอสนีบาตทั้งหมดแปดสิบเอ็ดสาย ต่อให้เจวี๋ยหวู่หมิงมีเอ็นเหล็กกระดูกกล้า ก็ยังต้องรู้สึกเหมือนกับถูกเฆี่ยนจนเนื้อหนังฉีกขาด จนทั้งเกล็ดทั้งผิวกลายเป็นสีดำไหม้ จากที่ได้เห็น ตลอดทั้งร่างกายเขาที่แทบจะไม่ได้มีประโยชน์ในจุดใด ถึงกับอเนจอนาถอย่างถึงที่สุด แต่กลับไม่ได้ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย เมื่อตอนที่ผิวหนังที่ไหม้เกรียมลอกออก จนในเวลาที่เผยร่างจริงออกมา จนเรียกได้ว่าเป็นเหมือนกับการถอดรกเปลี่ยนกระดูกเลยก็มิไม่ปาน และก่อนหน้าก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพียงแต่เมื่อได้เห็นร่างกายที่ยาวกว่าเก้าจั้งของเขา ผิวพรรณที่แดงฉาน เหมือนกับหยดโลหิต แต่อย่าได้มองว่าเขาที่มีร่างกายที่ไม่ได้ใหญ่โตขึ้น แต่กลับมีระดับพลังที่เหมือนกับกระโดดข้ามขั้นเลยทีเดียว เดิมทีที่มีการบ่มเพาะอยู่ในขั้นผลิโอสถ ทันทีที่ข้ามพ้นทัณฑ์ ก็ทำให้ก้าวกระโดดจนเข้าสู่แปรลักขณาขั้นสูงสุดได้ แต่ ร่างกายของเขาที่ยังอยู่ในระหว่างการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันเวลาได้ผ่านพ้นเลยไป จะทำให้ได้ถือครองกายหยาบที่มีพลังต่อสู้ในขอบเขตเหนือชั้นกว่าได้อย่างแน่นอน ตามความเป็นจริง นี่ก็คือจุดเด่นของการบ่มเพาะอสูร ที่ถือเป็นขอบเขตแข็งแกร่งในส่วนของร่างกาย โดยการอาศัยร่างกาย จนมีความสำเร็จเหนือว่าสมบัติวิเศษและเคล็ดวิชา เจวี๋ยหวู่หมิงที่ได้มองไปที่หน้าต่างสถานะคุณสมบัติ ในใจพลันบังเกิดเป็นความกระหยิ่มยินดีขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด: ผู้อุปถัมภ์:เจวี๋ยหวู่หมิง พิภพในปัจจุบัน:พิภพไซอิ๋ว เผ่าพันธุ์:งูเหลือมเลือดกลืนสวรรค์ ระดับขั้น:ช่วงแปรลักขณา(89%) มนตราคาถา:《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》(ขั้นที่สาม:ทมิฬพิฆาต) 《เคล็ดหลบหนี·เคล็ดดำดิน》(ขั้นที่ห้า) ทักษะ:กลืนกินมิติช่อง(ทักษะติดตัว)เขี้ยวพิษกัดกระชาก บีบรัดคร่าชีวิต เนตรเทวะเพลิงอัคคี กระดูกเหล็กผิวทองแดง(ความสำเร็จแรกเริ่ม) เคล็ดมิติอากาศ ทมิฬพิฆาตอัคคีแท้ กายาอัคคีอัสนี สมบัติวิเศษ:คร่าวิญญาณ(อุปกรณ์ปราณชั้นเลิศ) ค่าปราณบริสุทธิ์:14000แต้ม สถานีย้อนคืน:10000แต้มสะสม สัตว์เลี้ยง:ไป่ชือ(ช่วงวัยทารก) ด้วยสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนสะเทือนฟ้าสะท้านดิน นอกเสียจากพละกำลังที่พอกพูนขึ้นมากแล้ว เขาก็ยังเข้าใจในทักษะอีกหลายแขนง แม้แต่ทักษะกระดูกเหล็กผิวทองแดงก็ยังเลื่อนขั้นจากระดับสามัญจนเป็นความสำเร็จแรกเริ่ม เคล็ดมิติอากาศนี้กับทมิฬพิฆาตอัคคีแท้แน่นอนว่าจะต้องเป็นผลที่เกิดมาจาก《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》 และด้านกายาอัคคีอัสนีก็น่าจะเป็นผลที่เกิดจากวาสนาที่สายฟ้าสวรรค์ซึมเข้าสู่ร่างและจนเกิดความบรรลุขึ้นมา เมื่อมีกายาอัคคีอัสนีแล้ว อย่างนั้นหลังจากนี้หากต้องเผชิญหน้ากับการลงทัณฑ์จากสายฟ้าหรือไม่ก็เป็นการโจมตีเคล็ดคาถาอสนีบาต เขาก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องเห็นอยู่ในสายตา เนื่องจากขอบเขตใหม่ที่สร้างขึ้นนั้นได้มีร่างกายที่มีคุณสมบัติสามารถต้านทานได้ทั้งไฟและสายฟ้าได้ ที่ยิ่งทำให้เขาเบิกบานได้ไม่คลายก็คงจะเป็น มิติช่องว่างกระเพาะวิวัฒนาการได้สำเร็จจนเกิดเป็นกลืนกินช่องว่างมิติกันแล้ว ถึงแม้จะมีพลังในการกลืนกินที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในส่วนนี้กลับสามารถเคลื่อนย้ายไปอยู่ในตำแหน่งใดของร่างกายก็ได้ จนทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้นกว่าเดิมอยู่ไม่น้อย แล้วก็ เขายังได้นำเอาผนึกตราทานตะวันสีม่วงชิ้นนั้นกลืนกินเข้าสู่ภายในมิติช่องว่าง แล้วเคลื่อนย้ายจนอยู่ตรงตำแหน่งหว่างคิ้ว จากนั้นถ้าหากกลืนกินวัตถุจากภายนอกอีก ก็จะสามารถใช้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว ยามนี้ การโจมตีที่เกิดจากสายฟ้าสวรรค์ได้ดำเนินต่อไปอีกนานถึงหนึ่งค่อนคืน จนถึงเมื่อครู่นี้จึงได้ค่อย ๆ ที่จะสลายหายลับไป ทั่วเทือกเขาผานเสอที่เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นไม่หยุด สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนแตกฮือหลบหนีเอาชีวิตรอด หลบหนีไปจนจุดที่ปกคลุมด้วยบรรยากาศของทัณฑ์สายฟ้าไปจนห่างไกล อย่าว่าแต่อสนีบาตจะเพ่งเล็งแต่เพียงเจวี๋ยหวู่หมิงที่อยู่บนสันเขาผานเสอ แต่ผลพวงที่แผ่ซ่านออกมานั้นกลับยิ่งมีแต่ทวีคูณน่าหวาดกลัวมากยิ่งกว่า จนทำให้แม้แต่ในขุนเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่าพันลี้ก็ยังแต่ระเบิดเป็นจุณ เศษหินกระจุยกระจาย เกิดเป็นเถ้าถ่านสีดำอยู่เป็นสาย ท่ามกลางความว่างเปล่า ร่างกายเจวี๋ยหวู่หมิงที่มีพลังมนตราเอ่อล้น ระหว่างรูม่านตาได้เกิดเป็นแสงระยิบระยับ รอจนกระทั่งทัณฑ์สายฟ้าสลายหายลับไปกว่าครึ่งค่อนวัน เขาจึงค่อยสามารถกลับคืนสู่ความสุขุม เก็บรั้งพลังมนตรา เข้าควบคุมร่างกาย ทันทีที่ร่อนร่างลงสู่พื้นอยู่อย่างแผ่วเบา และร่อนลงพื้นโดยที่ไม่มีแม้กระทั่งเสียง แต่กลับหนักแน่นและมั่นคง เมื่อปุยเมฆได้กระจายตัวออก เมื่อสายลมหยุดพัดผ่าน ก็ได้เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจวี๋ยหวู่หมิง ตอนนี้ที่พึ่งจะผ่านทัณฑ์สายฟ้าไป แต่ทันใดนั้นที่ได้เห็นพบว่าได้มีลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟ้า สาดส่องเข้าใส่บนตัวเจวี๋ยหวู่หมิง อาการบาดเจ็บทั้งหมดได้ตกอยู่ภายใต้แสงที่สาดส่องลงมา อีกทั้งยังได้ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่ลำแสงสายนี้ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยิ่งเป็นตัวเสริมสร้างกระดูกเส้นเอ็นของเขาขึ้นมาใหม่ จนทำให้เขามีรูปลักษณ์ของมนุษย์ขึ้นมา เมื่อขณะที่ได้ยินเสียงของการปริแตกดังขึ้น หลังจากนั้น เมื่อลำแสงได้สลายหายไป ร่างเดิมที่เป็นงูเหลือบยักษ์สีแดงชาดก็ได้เลือนหายไปแล้ว แต่กลับกลายเป็นบุรุษหนุ่มสูงใหญ่หน้าตาคมคายคนหนึ่งเข้ามาแทนที่ เจวี๋ยหวู่หมิงก็รู้สึกฉงนสนใจว่าตัวเองจะมีรูปลักษณ์ยังไงกันบ้าง เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ได้ยื่นมือเพื่อใช้เคล็ดกระจกวารีขึ้นมา เพื่อที่จะสะท้อนในสิ่งที่จะตรงหน้า เมื่อได้เห็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอยู่ตรงหน้า เงามนุษย์ด้านบนกระจกวารีก็ได้ฉายเข้าสู่สายตาของเจวี๋ยหวู่หมิง รูปร่างที่ผอมสูง ใบหน้ามนดั่งหยกแต่แฝงเอาไว้ด้วยความเสน่หาอยู่เล็กน้อย มีเส้นผมสีดำยาวพาดไว้ตรงไหล่ และมีเส้นผ้ารัดผมสีดำที่รัดผมไว้ลวก ๆ บนร่างที่สวมเอาไว้ด้วยเสื้อคลุมสีแดงชาดไว้ตัวหนึ่ง ทั่วร่างกายยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันชั่วร้ายของการเป็นอสูรอยู่ขุมหนึ่ง ที่น่าแปลกก็คงจะเป็นจุดที่เป็นหว่างคิ้วของเขา ยังได้เกิดเป็นสัญลักษณ์รูปแบบของดอกทานตะวันขึ้นมาดอกหนึ่ง พร้อมกับสีม่วงที่แต้มเสริมจนดูสดใส เปล่งเป็นประกายวูบวาบไปมา เจวี๋ยหวู่หมิงกำหมัดเอาไว้หลวม ๆ จนรู้สึกเหมือนมีพลังเอ่อล้นไปทั้งร่าง จากนั้นหลังจากที่เห็นรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง ที่คล้ายกับแฝงเอาไว้ด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายตามธรรมชาติไว้ขุมหนึ่ง จนอดไม่ได้ที่จะต้องอมยิ้มแล้วบ่น: “ที่แท้เผ่าอสรพิษ หลังจากที่แปรลักขณาต่างก็ถือได้ว่ามีความแตกต่างจากเผ่าอื่น เดิมทียังคิดว่าจะทำให้มีพลังที่ถูกผู้ทรงอำนาจเสียอีก แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะออกมามีหน้าตาที่ดูชั่วร้ายขนาดนี้ ถ้าจะให้เทียบก็คงจะเหมือนกับแบบฉบับประธานจอมเผด็จ แบบนี้เราจะต้องเป็นพระเอกอย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว หึหึ” ถึงแม้จะคิดมาในใจอยู่ไว้เช่นนี้ แต่กระนั้นมุมปากของเจวี๋ยหวู่หมิงกลับยังมีรอยยิ้มที่พึงพอใจอยู่เล็กน้อย ด้วยรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ก็เรียกได้ว่าจัดอยู่ในระดับชั้นเลิศแล้วก็ได้ แต่ยังไงก็ยังดีกว่ามีรูปลักษณ์ที่กำยำล่ำสัน ดูไปแล้วคงจะแปลกพิลึกอยู่ไม่น้อย จากการที่ได้เชยชมรูปลักษณ์หน้าตาของตัวเองได้สักพัก เจวี๋ยหวู่หมิงก็กลับมายังถ้ำ แล้วเก็บตัวมุ่งมั่นเข้าสู่การบ่มเพาะ การทะลวงพลังในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ ถ้าเกิดไม่ปรับสมดุลให้มั่นคง ในทางกลับกันอาจจะทำให้พลังขอบเขตเสียสมดุลเอาไว้ ยังไงสิ่งที่เรียกกันว่ารากฐานก็ไม่สามารถปล่อยวาง...