ปัง...
เสียงตบโต๊ะดังลั่นจนน้ำในแก้วบนโต๊ะกระเพื่อม
บอดี้การ์ดคู่ใจที่ยืนอยู่ด้านหลังทำท่าจะเดินมาตักเตือนชายเ้าของโรงแรมที่กล้าทำนิสัยไม่ดีต่อหน้าเ้านายเขาทันที แต่ติดที่เ้านายห้ามเขาไว้ซะก่อน ต่างกับเลขาส่วนตัวข้างกายที่เขาห้ามไว้ไม่ทัน
“นี่มันจะมากไปแล้วนะคะคุณวิชิต ถึงเ้านายดิฉันจะมาขอยื่นซองอีกครั้งก็จริงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะทำกริยาดูถูกท่านได้” อัญณิกาลุกขึ้นยืนต่อว่าอีกฝ่ายด้วยความโมโหทันที
ั้แ่นั่งลงเจรจากับผู้ชายเ้าของโรงแรมตรงหน้า เขาก็เอาแต่พูดจาดูถูกและทำกริยาไม่ดีราวกับคนที่มาขอเจรจาด้วยเป็ขอทาน ยิ่งนั่งอยู่นาน เธอก็ยิ่งไม่พอใจ จนกระทั่งเ้านายขั้วโลกเหนือของเธอที่นิ่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นมาจี้ใจดำเื่ที่เขาโลเลเื่ข้อตกลงขึ้นมาบ้าง อีกฝ่ายก็แสดงสีหน้าไม่พอใจและทุบโต๊ะทันที แบบนี้มันน่าจะให้เธอฉะไหมล่ะ
“นั่งลงก่อนคุณอัญ” เสียงเรียบเฉยของเ้านายที่นั่งอยู่เอ่ยขึ้น
“แต่ว่า...”
“ผมบอกให้นั่งลง...” ในตาสีเทาดุมองหญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่
“อัญ... นั่นน้องอัญใช่มั้ย” เสียงชายหนุ่มที่ดังขึ้นเบื้องหน้า เรียกให้ชายทั้งสามคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้หันไปมอง รวมถึงหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่
“พี่เอก...” หญิงสาวที่ยืนอยู่เรียกชื่อชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอ
คุณวิชิตเ้าของโรงแรมที่นั่งอยู่ลุกขึ้นฉีกยิ้มเดินเข้าไปสวมกอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแน่น หลังจากลูกชายตัวดีไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษซะนานจนเขาคิดถึง ดังนั้นพอรู้ว่าลูกชายจะกลับมา เขาจึงให้เข้ามาหาที่โรงแรมที่หาดกมลาทันที
“ไอเอกลูกพ่อ คิดถึงแกจริงๆ” ผู้เป็พ่อกล่าวขึ้นและมองไปยังโต๊ะที่เดินออกมาเมื่อครู่ก็เห็นบุคคลบนโต๊ะลุกขึ้นยืนอยู่เช่นกัน เขาจึงเดินนำลูกชายมาทำความรู้จักไว้ แม้เขาจะไม่ชอบท่าทีเ็าของรองประธานกรรมการบริหารของเอสเคกรุ๊ปสักเท่าไหร่ แต่เขาก็อดยอมรับไม่ได้ว่า ชายหนุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งดูได้จากท่าทีใจเย็นเมื่อสักครู่และข่าวคราวที่ได้ยินมาอย่างหนาหู
“นี่คุณราฟาเอล ชามาคอฟ รองประธานกรรมการบริหารของเอสเคกรุ๊ป” ผู้เป็พ่อเอ่ยแนะนำ
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เอกดนัยยื่นมือออกไปทักทายชายหนุ่มตาสีเทาดุดันทันที เขายิ้มให้อย่างเป็มิตรก่อนที่สายตาจะหันไปหาหญิงสาวร่างเล็กอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน
“อัญ... สบายดีมั้ย” สายตาหวานเชื่อมถูกส่งออกไปทักทายหญิงสาวข้างๆ
อัญณิกาไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแต่ส่งยิ้มให้เท่านั้น
“นั่งลงคุยกันก่อนเถอะ” คุณวิชิตเ้าของโรงแรมเอ่ยขึ้น
ทุกคนที่ยืนอยู่นั่งลงทันทียกเว้นก็แต่แดนที่ยังคงยืนประจำการอยู่ด้านหลังเ้านาย
“นี่คุณราฟาเอลที่จะมาลงซื้อโรงแรมในป่าตองของเราเหรอครับ” เอกดนัยหันไปถามผู้เป็พ่อ
“ก่อนหน้านี้นะใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” ผู้เป็พ่อเอ่ยตอบลูกชาย
“ก็...” อัญณิกาทำท่าจะเถียงสิ่งที่สองพ่อลูกกำลังคุยกันอยู่ แต่ราฟยกมือขึ้นห้ามไว้ซะก่อน ซึ่งกริยาท่าทางและน้ำเสียงไม่พอใจของอัญณิกาเมื่อครู่ก็อยู่ในสายตาของเอกดนัยโดยตลอด
“ผมขอคุยกับพ่อผมเป็การส่วนตัวสักครู่นะครับ” เอกดนัยหันไปบอกราฟ ซึ่งราฟก็ผายมือออกเป็เชิงอนุญาตให้คุยกันได้ตามสบาย
เอกดนัยชวนพ่อไปคุยที่โต๊ะด้านในเพราะั้แ่เขาเริ่มนั่งลงนอกจากแววตาที่ไม่พอใจของอัญณิกา เขารู้สึกได้ว่ามีเหตุการณ์ไม่ดีบางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้านี้แน่นอน
อัญณิกาได้แต่มองตามสองพ่อลูกที่เดินจากไปอย่างอยากรู้อยากเห็น จนแดนเอ่ยถามอะไรหญิงสาวบางอย่าง แต่คนที่นั่งด้วยท่าทีเรียบเฉยแววตาสีเทานิ่งอยากที่จะอ่านความรู้สึก กลับนั่งหูผึ่งรอฟังคำตอบเช่นกัน
“คุณอัญรู้จักกับคุณเอกดนัยเหรอครับ”
“คะ เขาเป็รุ่นพี่มหาลัยนะคะ” เสียงหญิงสาวที่ดูอาจหาญเมื่อครู่เสียงแ่ลง จนเ้าของแววตาสีเทาต้องแอบชำเลืองมอง แต่ต้องรีบเสมองไปด้านข้างทันทีเมื่อเห็นเธอหันมามองเขากลับ
“ครับ” แดนขานรับคำตอบแต่ลอบยิ้มทันที เมื่อแอบเห็นเ้านายนิ่งเงียบไป ถ้าในเวลาปกติที่เขาถามเื่ส่วนตัวหรือเื่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานตรงหน้า เ้านายที่นั่งอยู่จะเรียกชื่อเขาเพื่อเตือนให้กลับเข้าประเด็นหลักคือ เื่งาน ทันที แต่นี่กลับนิ่งเฉยไม่ได้คัดค้านอะไร น่าแปลกจริงๆ
“เอ่อ... คุณราฟคะ ปล่อยไปแบบนี้มันจะดีเหรอคะ...” หญิงสาวตัวเล็กชักกังวลเื่งาน นี่เป็งานแรกที่เธอได้มาช่วยเขา ดังนั้นเธอจึงอยากให้เขาชนะงานประมูลนี้ อย่างน้อยก็จะได้ทำให้เ้านายประทับใจเธอสักนิดสักหน่อยก็ยังดี
“ถ้าผลออกมาว่าเราไม่สามารถซื้อโรงแรมนั้นได้มันก็ย่อมไม่ดีแน่ แต่ที่มันแย่ไปกว่านั้นคือ ข้อเสนอของบริษัทรั่วไหลออกไปได้ยังไงมากกว่า” ราฟเอ่ยขึ้นพร้อมด้วยสีหน้าและแววตาที่เข้มขึ้นทันที มันไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่คู่แข่งจะยื่นข้อเสนอเหมือนเขาทุกอย่างแต่ต่างกันแค่สองเปอร์เซ็นต์ เขาพยายามคิดแล้วคิดอีก เขาก็ยังไม่เห็นทางไหนที่ข้อมูลครั้งนี้จะสามารถรั่วไหลออกไปได้เลย
“คุณหมายความว่า มีหนอนบ่อนไส้เหรอค่ะ” หญิงสาวที่ได้ฟังมีสีหน้ากังวลขึ้นอย่างชัดเจน
“ใช่” ราฟตอบสั้นๆ
“ผมว่าเื่นี้เราต้องสืบหาให้รอบคอบอีกครั้งหลังจากที่เรากลับไปนะครับ” แดนเอ่ยสำทับเ้านาย
ราฟพยักหน้าเห็นด้วยกับคำตอบของบอดี้การ์ดคู่ใจ งานนี้ถ้าเขาจับได้ว่าใครเป็หนอนบ่อนไส้ รับรองว่าเขาไม่เอามันไว้แน่
ทางด้านพ่อลูกที่คุยกันเรียบร้อยก็เดินกลับมาที่โต๊ะและนั่งลง เอกดนัยมองหน้าชายในตาสีเทาเข้มก็ยากที่จะเดาได้ว่าเขาคิดอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ผู้ชายคนนี้ไว้ใจได้ นั่นคือสิ่งที่เขารับรู้ได้ชัดเจน แตกต่างจากชายอีกคนที่ผู้เป็พ่อให้คุยโทรศัพท์ด้วยเมื่อครู่ และเขาก็ไม่รู้ว่านักธุรกิจทั้งสองคนจะห้ำหั่นกันเพื่อโรงแรมที่จวนเจียนจะติดลบของพ่อเขาอีกสาขาทำไม
“ผมขอดูข้อเสนอใหม่ของคุณหน่อยได้มั้ยครับ” เสียงเอกดนัยเอ่ยบอกกับราฟ
“นี่ครับ” ราฟยื่นซองสีน้ำตาลที่ได้มาจากอัญณิกาเมื่อคืนไปให้ทันที
เอกดนัยรับซองนั้นมาและหันไปมองหน้าหญิงสาวที่มีใบหน้างอง้ำเพียงนิดและกลับมามองเอกสารในมือเขาต่อ เขาเปิดซองออกและอ่านเอกสารทีละหน้าอยู่สักพักสลับกับมองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่ดูจะลุ้นกับการอ่านของเขาอยู่ตลอดเวลา จนผ่านไปครู่ใหญ่เขาวางเอกสารที่อ่านแผ่นสุดท้ายลงและมองไปที่ชายหนุ่มตาสีเทาอีกครั้ง
“ทำไมคุณถึงอยากได้โรงแรมนี้นัก” เอกดนัยเอ่ยถามถึงข้อสงสัยทันที
“ผมบอกคุณตรงๆ เลยแล้วกันนะครับ... ผมคิดว่าผมสามารถทำกำไรจากราคาที่ผมขอซื้อคุณมาได้ถึงสิบเท่าในระยะเวลาเพียงแค่ห้าปีด้วยแผนธุรกิจในหัวผมตอนนี้” ราฟเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงทรงอำนาจแสดงถึงความมั่นอกมั่นใจ
เอกดนัยและวิชิตยอมรับว่าหลังจากได้ยินคำตอบนี้ทำให้ทั้งคู่อึ้งไปพักใหญ่
“ผมตกลงขายให้คุณ” เอกดนัยตอบ
“แต่ว่า...” ผู้เป็พ่อทำท่าทีว่าจะขัด
“พ่อครับ... เชื่อผมเถอะ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง” ผู้เป็ลูกหันไปตอบพ่อ
เอกดนัยหันไปมองหญิงสาวร่างเล็กอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกำลังชูนิ้วโป้งทั้งสองมือยกขึ้นให้เขาเพื่อเป็การกล่าวชมและขอบคุณ พร้อมด้วยรอยยิ้มสดใสที่แต่งแต้มขึ้นบนใบหน้า
“ยินดีที่ได้รู้จักคุณจริงๆ นะครับ” ชายหนุ่มตาสีเทาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่นั่งฟังตรงข้ามมองมาที่เลขาตัวเล็กของเขาอย่างไม่ละสายตา ส่วนแม่เลขาตัวเล็กนี่ก็ยิ้มแฉ่งซะเหลือเกิน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะดักคอ
“ยินดีเช่นกันครับ” เอกดนัยเอ่ยบอกอีกฝ่าย แม้คนตรงข้ามเขาจะมีแววตาที่ดุดันและน่ากลัวแต่มันก็ไม่ได้ความเ้าเล่ห์แฝงอยู่ในนั้น และเขารู้สึกถูกชะตากับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าอย่างงั้นผมคงไม่รบกวนพวกคุณทั้งคู่แล้วล่ะครับ ผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า” ราฟเอ่ยขึ้นทันที
“เดี๋ยวสิครับ อย่างน้อยให้ผมเป็เกียรติเลี้ยงข้าวเที่ยงสักมื้อนะครับ” เอกดนัยเอ่ยกับราฟ เมื่อเห็นว่าเวลานี้ใกล้เที่ยงแล้วและเขาอยากเจอสาวรุ่นน้องหน้าหวานอีกสักหน่อย
“ได้สิครับ ยินดีมากๆ” ราฟรับคำชายหนุ่มตรงหน้า
“พ่อไปดูงานในเมืองก่อน ผมขอตัวก่อนนะครับคุณราฟ” วิชิตเอ่ยขึ้นเมื่อมองเวลาแล้วใกล้นัดถัดไปที่เขาต้องไปจัดการเื่งานต่อ
“ได้ครับพ่อ”
“เชิญครับคุณวิชิต ขอบคุณมากๆ นะครับสำหรับเื่โรงแรม”
“ยินครับคุณราฟ” วิชิตพูดจบก็ขอตัวออกไปทันที
ส่วนแดนก็รู้ตัวทันทีจึงขอตัวออกแยกออกไปเช่นกัน อัญณิกาเห็นแดนทำเช่นนั้น เธอจึงคิดว่าควรปลีกตัวออกไปดีกว่า
“งั้นอัญไปกับคุณแดนนะคะ” เลขาสาวตัวเล็กหันไปบอกกับเ้านาย
“ไม่ได้สิอัญ นานๆ ทีเราจะได้เจอกันนะ” เสียงเอกดนัยเอ่ยออกไปทันที จนหนุ่มในตาสีเทาต้องหันไปมองชายข้างๆ ที่ส่งสายตาหวานให้ยายตัวเล็กตลอดเวลา แม้แต่ตอนนี้ที่ยายนั่นกำลังคุยกับเขาอยู่
“เอ่อ...” อัญณิกาหันไปมองหน้าเ้านายทันที
“ก็ทานด้วยกันนี่แหละ” เ้านายตอบแม้จะไม่ค่อยเต็มใจเพราะดูเข้าทางชายหนุ่มอีกคน
อัญณิกาพยักหน้ารับคำสั่งแต่หันไปยิ้มให้เอกดนัยเมื่อเห็นเขากำลังยิ้มมาให้
อาหารมื้อเที่ยงของทั้งสามคนผ่านไปได้ด้วยดี แม้บทสนทนาส่วนใหญ่จะมาจากเอกดนัยและอัญณิกาที่คุยหยอกล้อกันไปมาอย่างสนุกสนาน จนเอกดนัยต้องเอ่ยขอเลขานุการส่วนตัวของราฟมาทานมื้อเย็นด้วยกันอีกรอบ โดยอ้างกับเ้านายแบบเขาว่า เพื่อเป็การระลึกถึงความหลังของทั้งคู่
‘น่ารำคาญจริงๆ ผู้หญิงคนนี้’ เ้านายอดค่อนขอดในใจไม่ได้
“คุณราฟครับ วันนี้แบบเดิมมั้ยครับ” แดนเอ่ยถามเ้านายอย่างรู้ใจทันที เมื่อเห็นเ้านายนั่งหน้าเครียดจิบไวน์มาพักนึงแล้ว แต่สาวชุดแดงคงจะพอก่อนต้องหาคนใหม่ที่แจ่มกว่านี้มาหน่อยหรือจะเอาแบบคล้ายๆ คุณเลขาคนใหม่ก็น่าจะเข้าท่า
“กี่โมงแล้ว” ราฟเอ่ยถามแดน โดยไร้ซึ่งคำตอบที่บอดี้การ์ดคู่ใจถามไปเมื่อครู่
“ใกล้สี่ทุ่มแล้วครับ”
“ทำไมยังไม่กลับ...” ราฟนั่งไขว่ห้างด้วยชุดนอนเสื้อแขนสั้นกางเกงสีน้ำเงินเรียบหรูบนพึมพำบนโซฟาตัวใหญ่ ในมือก็ถือไวน์ชั้นดีในแก้วหมุนไปมาและบ่นพึมพำ
“สงสัยคงกำลังติดพันกันอยู่นะครับ” แดนตอบทันทีเมื่อได้ยินเสียงบ่นพึมพำนั้น
จนคนที่เอ่ยขึ้นทำสีหน้าไม่พอใจกลบเกลื่อนที่ถูกบอดี้การ์ดมือดีคู่ใจจับไต๋ได้
“ไปนอนได้แล้วไป ฉันเหนื่อยแล้ว แล้วก็ไม่ต้องตามใครมานะ นายเห็นมั้ยว่าห้องนอนเล็กของฉันถูกยายตัวเล็กนั่นยึดไปแล้ว ไป ไป ฉันจะนอนแล้ว ลูกน้องแต่ละคนน่ารำคาญ”
ผู้เป็บอดี้การ์ดได้แต่ส่ายหัวให้กับเ้านายที่เขารับใช้มานาน มีเหรอที่เขาจะไม่รู้ว่าเ้านายคิดอะไร
จากนั้นเขาโค้งศรีษะเพื่อบอกลาเ้านาย แต่พอหันหลังไปก็เจอหญิงสาวตัวเล็กที่กำลังเดินเข้ามาพอดี
“อ้าว... คุณอัญกลับมาแล้วเหรอครับ” เสียงแดนทักหญิงสาวที่เข้ามาดังลั่นแบบจงใจ จนชายอีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาต้องยืดหลังนั่งตัวตรงทันที
“คะ คุณแดนยังไม่นอนเหรอคะ” อัญณิกาทักด้วยน้ำเสียงใส
“ยังครับ อ่อ... ว่าแต่ไปดินเนอร์กับคุณเอกดนัยสองต่อสองสนุกมั้ยครับ” แดนถามเสียงดังจนหญิงสาวที่ถูกถามต้องนิ่วหน้าด้วยความสงสัยในท่าทางแปลกๆ ของคนถาม
“ถ้าไม่มีอะไรทำก็ไปนอนได้แล้วไป...” เสียงเ้านายที่นั่งจิบไวน์อยู่ะโไล่ลูกน้องที่กำลังสู่รู้อยู่ทันที
“ผมไปนะครับคุณอัณ” แดนบอกเลขาเ้านายเรียบร้อยก็เปิดประตูออกไปทันที ไม่ต้องรอให้เ้านายไล่รอบสาม แล้วเดินกลับไปนอนที่รถด้วยรอยยิ้ม
หญิงสาวที่ตอนนี้อยู่กับเ้านายขั้วโลกเหนือสองต่อสองได้แต่มองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่ แต่มาคิดอีกที เธอเดินเข้าห้องแล้วรีบล๊อคประตูห้องเลยดีกว่า
“สวัสดีคะคุณราฟ” หญิงสาวตัวเล็กเดินเข้ามาผ่านหน้าโซฟาก็ก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อเป็การทักทายเ้านายและรีบหันหลังตั้งท่าจะเดินเข้าห้องทันที แต่อยู่ๆ เท้าที่กำลังจะก้าวเดินต้องหยุดลงทันที เมื่อได้ยินเสียงทรงอำนาจทักขึ้น
“สนุกมั้ย...” ราฟหันไปมองหญิงสาวที่หันหลังให้ด้วยแววตาไม่พอ แม้เขาจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าไม่พอใจเื่อะไรก็ตาม
‘มาถึงก็ตั้งท่าจะหนีกันเลยนะยายตัวเล็ก’
“เอ่อ...” หญิงสาวที่ถูกถามหันหลังกลับมาและมองไปที่ตาสีเทาทรงอำนาจคู่นั้นก็ใจฝ่อขึ้นมาทันที
“ว่าไง... หรือสนุกจนตอบไม่ได้เลย” ชายที่นั่งถือแก้วไวน์ยังคงหมุนไวน์ในแก้วเล่น
“...” หญิงสาวที่ยืนประจันหน้าอยู่ได้แต่นิ่งเงียบ พลางคิดในใจ
‘อารมณ์ไหนของเขาอีกเนี่ย’
“ช่างเถอะ ชงกาแฟให้ฉันแก้วสิ” ราฟร้องขอบางอย่างเพื่อรั้งให้เธออยู่กับเขาต่อ
“แต่นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้วนะคะ” เสียงเลขาสาวบอกด้วยความเป็ห่วง
“ฉันสั่งอะไรก็ทำไปได้ไหม ทำไมชอบขัดใจทุกเื่”
‘ชิ! คนเขาเป็ห่วงก็หาว่าขัดใจ เดี๋ยวใส่ให้กินสักสิบช้อนเลยดีมั้ย’
“คะ... คุณเ้านาย” อัญณิกาตอบเ้านายที่นั่งทำท่าสบายใจด้วยน้ำเสียงประชดประชันและเดินเข้าไปชงกาแฟในครัวในทันที
“ได้แล้วคะ” อัญณิกาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะด้านหน้าเ้านายหนุ่มทันที
“คุณง่วงหรือยัง” เ้านายหน้านิ่งเอ่ยถาม
อัญณิกาจึงหันไปมองหน้าเ้านายอย่างฉงนกับคำถามที่ได้ยิน จนเ้านายที่นั่งนิ่งอยู่อาจจะรู้ตัวเลยรีบตอบออกไป
“ผมนอนไม่หลับเลยจะหาคนคุยด้วย”
‘มาแปลก... ’ เลขาสาวตัวเล็กนึกค่อนขอด
“หรือคุณง่วงก็เข้าไปนอนก่อนก็ได้นะ” ราฟเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเลขาสาวยังคงไร้คำตอบ
“ฉันนั่งเป็เพื่อนคุณราฟก่อนก็ได้คะ” อัญณิกาได้แต่มองหน้าเ้านายที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่าเขา้าอะไรกันแน่ถึงรั้งเธอไว้แบบนี้ กาแฟที่ชงให้ก็ได้แต่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม่เห็นคนสั่งจะนึกสนใจมันสักนิด
ทั้งเ้านายขั้วโลกเหนือและเลขาสาวตัวเล็กก็นั่งด้วยกันจริงๆ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควรภายในห้องก็ยังคงเงียบงันชวนให้อึดอัด จนอยู่ๆ เ้านายหนุ่มก็โพล่งคำถามออกมา
“คุณอยู่กับยายแค่สองคนเหรอ” ราฟเอ่ยถามขึ้นเพราะจำได้จากแฟ้มประวัติที่ให้แมรี่ส่งมาให้เมื่อตอนบ่าย ั้แ่ทำงานมาเขาแทบไม่รู้ประวัติส่วนตัวของพนักที่อยู่รอบกายเขาเลย ยกเว้นบางเื่ที่ได้ยินผ่านหูมาบ้าง เช่น แมรี่มีลูกสาวสองคน หรือแดนเคยเป็พลทหารซุ่มยิงมือดีของอเมริกา ที่เหลือส่วนใหญ่ผู้เป็มารดาจะจัดการเื่เช็คประวัติคนพวกนี้เองทั้งหมด ดังนั้นคนที่อยู่รอบกายเขาส่วนใหญ่มารดาจะคัดสรรมาแล้วอย่างดี ส่วนเขาแค่มีหน้าที่บริหารเอสเคกรุ๊ปเท่านั้น
“คะ” อัญณิกาตอบแม้ยังคงสงสัยกับคำถามนั้น ‘เขาจะถามเธอเพื่ออะไรกัน’
“แล้วพ่อกับแม่เธอล่ะ”
“พ่อกับแม่ฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ั้แ่ฉันยังจำความไม่ได้นะคะ ฉันก็เลยเหลือแค่ยายที่เลี้ยงดูฉันมาั้แ่เด็ก”
เหตุการณ์ที่หญิงสาวพูดถึงกระตุ้นเตือนภาพความทรงจำวัยเด็กของเขาเช่นกัน นั่นทำให้เขามีปัญหากับผู้เป็มารดามาจนถึงทุกวันนี้
“แล้วเธอรู้จักกับนายเอกดนัยนั่นได้ไง” เ้านายหนุ่มที่เห็นหญิงสาวให้ความร่วมมือในการตอบคำถามเป็อย่างดี เขาจึงแวะเข้าประเด็นหลักที่อยากรู้ทันที
หญิงสาวที่ได้ยินคำถามถึงกับหันขวับไปมองเ้านายที่อยู่ข้างๆ ด้วยความสงสัย ทำไมอยู่ๆ เขาถึงอยากรู้เื่ของเธอเยอะแยะมากมาย จนน่ารำคาญ
“ผมถามเพราะอยากรู้จริงๆ ส่วนหนึ่งเธอคงรู้ใช่มั้ยว่าที่วันนี้บริษัทเราเจรจาสัญญาซื้อโรงแรมนั่นได้สำเร็จก็เป็เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวของเธอกับเขาด้วยเช่นกัน”
เื่ที่เ้านายพูดมาก็ใช่ว่าเธอจะรับรู้ไม่ได้ เธอเองก็รับรู้ได้เช่นกันเพราะเมื่อตอนเย็นรุ่นพี่อย่างเอกดนัยก็เอาใจเธอสารพัด จนเขาไม่ต้องพูดความในใจเธอก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่คำตอบในใจเธอสำหรับเขายังคงเหมือนเดิมเสมอ
“ฉันกับพี่เอก...”
“พี่เอก!” เ้านายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เสียงดังขึ้นมาทันที ‘พี่’ แค่ได้ยินก็รู้สึกฉุนทางอารมณ์ขึ้นมาพิลึก
“คุณเอก... นั่นแหละค่ะ คือเขาเป็รุ่นพี่มหาวิทยาลัย...”
“เอาเป็ว่าอันนั้นฉันรู้แล้ว ข้ามไปเลย แล้วทำไมเขาถึงสนิทกับเธอ” เ้านายหนุ่มที่ใจร้อนชิงพูดขึ้นมาก่อน
“จริงๆ เขาไม่ได้สนิทกับฉันหรอกคะ แต่เขาเป็แฟนกับเพื่อนสนิทฉัน เราก็เลยรู้จักกัน”
“แค่นั้น...” ราฟยังคงถามต่อ
“คะ...” สีหน้าและแววตาของหญิงสาวตัวเล็กๆ ข้างๆ หม่นลงทันที จนเ้านายหนุ่มตัดสินใจหยุดถามและเงียบไป
ระยะเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ทั้งคู่นั่งด้วยกันแบบนั้นจนชายหนุ่มที่รู้สึกง่วงนอนหันไปด้านข้างเพื่อไปบอกเลขาสาว แต่อยู่ๆ หัวเล็กก็เอียงมาอิงแอบแขนล่ำของเขาพอดี
เ้านายหนุ่มจึงได้แต่รอบดูใบหน้าเรียวเล็กขาวเกลี้ยงเกลาที่หลับตาพริ้มอยู่จนขนตายาวสีเข้มที่เรียงรายอยู่ตัดกับสีผิวขาวบนใบหน้านวล ริมฝีปากอวบอิ่มจิ้มลิ้มสีชมพูธรรมชาติระเรื่อ แก้มอ่อนใสจนน่าเอ็นดู แตกต่างจากผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยเจอมากนัก แต่อยู่ๆ ก็มีภาพหญิงสาวอีกคนซ้อนทับขึ้นมาจนราฟต้องรีบลุกขึ้นเพื่อสลัดภาพนั้นออกไปทันที
“โอ้ย” หญิงสาวที่ถูกปล่อยทิ้งลงไปบนโซฟาร้องเสียงดัง และเงยหน้ามองเ้านายที่ยืนดูเธออยู่
“เอ่อ... ขอโทษคะ ฉันเหนื่อยไปหน่อย” อัญณิกาพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดที่อยู่ๆ เธอเผลอหลับไป
“อืม... พรุ่งนี้เครื่องออกสิบเอ็ดโมงเช้า”
“คะ”
ราฟสั่งความเลขาสาวเพื่อแก้เก้อจบก็เดินเข้าห้องนอนใหญ่และปิดประตูลงทันที
‘เกือบสิบปีแล้วสินะ แต่ฉันไม่เคยลืมเธอไปจากใจสักที’
.............................................................................................................
ขอบคุณสำหรับการติดตาม อย่าลืมเพิ่มเข้าชั้นหนังสือกัน และกดlove เพื่อรออัพเดตนะจ้า
มาพูดกับไรท์ได้นะจ๊ะ ด่าได้ถ้าไรท์ทำร้ายตัวละครเกิน แต่อย่าแรงเดี๋ยวไรท์เจ็บนะจ๊ะ รีดที่รัก ....
ฝากติดตามเพจในลิิ๊งค์ด้านล่าง หรือ คลิ๊กที่นี่
https://www.facebook.com/ainkfanamtalay/