เพียงครู่ ประตูก็เปิดผัวะ! แล้วผู้ชายตัวโต ๆ สวมสูทแบบเดียวกับสาวใหญ่ หน้าตาดุดันห้าหกคนก็ทยอยกันออกมาจากห้องที่เปิดกว้างขึ้น ญาหลันผงะ กับท่าทางของพวกเขา คนพวกนี้เป็บอดี้การ์ดอย่างไม่ต้องสงสัย คนสุดท้ายเป็ชายวัยกลางคน ผมของเขาเริ่มมีสีเทาแซม ผิวเหลือง และตัวสูงกว่าสาวใหญ่นิดหน่อยและสูงพอ ๆ กับญาหลัน ชายวัยกลางคนมองเธอแวบหนึ่ง แววตาออกประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้สาวใหญ่นำเธอเข้าไป ญาหลันก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักลวดลายั ไปยืนคว้างกลางห้องสูท สุดหรูของโรงแรมชื่อดัง
“คุณหนูรออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะเดี่ยวเ้านายมา”
สาวใหญ่ยืนตรงประตู ขณะที่ชายวัยกลางคน เดินหายเข้าไปภายในอีกห้องหนึ่งเพื่อแจ้งการมาถึงของเธอ ให้เพื่อนเธอรับทราบ ญาหลันคิดอย่างนั้น แม้จะรู้สึกทะแม่ง ๆ ขึ้นมาั้แ่ก้าวขาขึ้นรถแล้วก็เถอะ แต่เธอ ก็คิดเข้าข้างตัวเอง ว่าเพื่อนของเธอคงทำเซอร์ไพร้เธอเล่น ชายวัยกลางคนเดินกลับออกจากห้องที่ปิดเงียบมาอีกครั้ง เขาส่งสัญญาณให้กับสาวใหญ่ แล้วที่ทั้งคู่ก็ออกจากห้องไป ทิ้งเธอไว้คนเดียว ตอนนี้ญาหลันออกจะตื่นกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว ในใจก็คิดว่าเธอมาผิดงานหรือเปล่า แต่พวกเขาก็ไปรับเธอเองนี่นา แต่ตอนแรก เจบอกจะไปรับเธอเอง เอ ชักยังไงๆ แล้ว
ญาหลันควานหาโทรศัทพ์ในกระเป๋า เธอควรจะโทรหาเจ ห้องอันโอ่โถ่งเงียบกริบ เปิดไฟสีส้มสลัวๆ พื้นปูพรมสีแดงและตรงที่เธอยืนอยู่มีชุดรับแขกหลุยส์สีทองครีม นอกจากนี้ยังมีส่วนของโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งอยู่ และอีกส่วนตกแต่งให้เป็โต๊ะรับประทานอาหาร ม่านถูกเปิดออก เผยให้เห็นแสงไฟในยามกลางคืนย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่เธอเพิ่งจะก้าวเหยียบพื้นดินไม่ถึงสี่สิบชั่วโมง และวันนี้ทุกที่ประดับประดาด้วยไฟระยิบระยับ เพราะเพิ่งผ่านวันคริสต์มาส และค่ำคืนนี้เป็คืนที่ทุกคนรอคอย ที่จะนับนับถอยหลังตอนรับปีใหม่กันอย่างจดจ่อ สถานที่สำคัญ ๆ ของห้างสรรพสินค้า โรงแรม คลับ บาร์ ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งที่พักอาศัย ต่าง ๆ จัดงานฉลองกันอย่างครึกครื้น
ญาหลันยังยืนอยู่ที่เดิม หากแต่หันซ้ายแลขวา สำรวจห้อง เธอคิดว่าพวกเขานี้ต้องเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง พวกเขารับเธอมาผิดคนซะแล้ว เธอเหลียวไปมองประตูห้องที่ยังปิดสนิท คงเป็ส่วนของห้องนอน เ้าของห้อง หรือใครก็ตามที่สาวใหญ่เรียกว่า “ เ้านาย” ยังไม่ออกมา ตอนนี้เธอน่าจะฉวยโอกาสชิ่งหนี หลบออกไปได้ เท้าเธอไวเท่าความคิด
ญาหลันจรดปรายเท้า ก้าวเบาๆ ยาวๆ ไปที่ประตู เงื้อมมือบิด ลูกบิดประตู เธอแกร็งข้อมือ เพื่อจะพยายามไม่ให้เกิดเสียง เพื่อจะได้หลบออกไปโดยไม่มีใครเห็น หวังใจว่า จะไม่มีใครได้ยินเสียงประตูที่ลั่นดังแกร๊ก ! และเปิดแง้มออก ญาหลันถอนหายใจ ค่อยใจชื้นขึ้นมาบ้าง
“จะไปไหน” เสียงมาจากด้านหลัง ญาหลันสะดุ้งโหย่ง กับเสียงกังวาน ห้าวลึก ก่อนจะหันกลับมามองผู้ชายตัวสูง ใหญ่ ผิวขาวจัด จนเห็นรอยเขียวจางๆ บนใบหน้า จมูกเขาโด่งเป็สัน ดวงตาดำยาวรี คมกริบ ส่องประกายเจิดจ้า ท่ามกลางแสงไฟสลัว ๆ เขายืนอยู่เกือบจะถึงเก้าอี้หลุยส์ตัวที่เธอเคยยืนอยู่ ญาหลันลืมหายใจชั่วขณะ พอรู้สึกตัวก็เหมือนคน กำลังจะขาดอากาศหายใจ “ เข า” ผู้ชายตัวโต ๆ สง่าผึ่งผายน่ามอง แต่ก็ดูน่ากลัวพอกัน มาั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมเธอไม่ได้ยินเสียงเดินสักนิด
ญาหลันหน้าแหย เหมือนคนที่กำลังกระทำความผิด และถูกจับได้
“คะคือ ฉันคิดว่าจะออกไป” เธอทำมือทำไม้ เขายิ้มให้เธอ และนั่นทำเอาญาหลันใจสั่น วาบหวามไปถึง่ท้อง มองร่างสูงที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางห้องเขาสวมชุดสูทสีสากลสีเข้ม มือที่พ้นขอบชายเสื้อขาวจนซีด ใบหน้าเขาคม คนญี่ปุ่น ? หรือ จีน ไทย แต่ไม่ใช่ฝรั่งแน่นอน แต่เขาพูดภาษาอังกฤษกับเธอสำเนียงอังกฤษดีเยี่ยม แสดงถึงระดับความรู้ความสามารถ เอ หรือเขาคิดว่าเธอไม่ใช่คนไทย จึงใช้ภาษอังกฤษพูดกับเธอ แต่คนของเขาก็ใช้ภาษานั้นสื่อสารกับเธอเหมือนกัน ผมเขาเป็สีดำตัดสั้นแต่งไว้เรียบกริบ ตายาวรีสี น้ำตาลเข้ม ทรงพลัง เรียวปากหยักยิ้มส่งมา ภายใต้ผิวที่ขาวจัด ลักษณะบ่งถึงความมั่นใจ ทนงองอาจ และมั่นใจในขอบข่ายอำนาจของตน และราวกับญาหลันได้เผลอกรำกรายเข้ามาในอาณาจักรของคนผู้นี้เสียแล้ว เขาย่อมทำอะไรก็ได้กับผู้บุกรุกอาณาจักรของเขา เขาจ้องเธอไม่ลดละ ญาหลันถึงกับตัวเย็น ั์ตาที่ส่องประกายแรงกล้าคู่นั้นกำลังมองสำรวจตัวเธอั้แ่หัวจรดเท้า หญิงสาวขยับเท้าแนบชิดยืนประหม่าเหมือนเด็กที่ถูกครูกำลังจับจ้อง
“ฉันคงเข้าใจผิด เอ่อฉันคิดว่าฉันมาผิดงานน่ะ คือ ฉันจะกลับ” ญาหลันบอก และเปิดประตูให้กว้างขึ้น เธอถึงกับหน้าเสีย เมื่อเห็นว่าข้างนอกมีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เป็บอดี้การ์ดเฝ้าอยู่ “พวกเขา” ไม่ได้ออกไปไหนอย่างที่เธอเข้าใจ ญาหลันสะดุ้ง กับฝ่ามืออุ่น ๆ ของชายหนุ่มที่ยื่นมากุมมือเธอ ที่จับลูดบิดค้างอยู่ เขากดปิดประตูอย่างแ่เบา การกระทำของเขา นุ่มนวล ไร้ซุ่มเสียง จนญาหลันงุนงง กลิ่นน้ำหอม และกลิ่นไออุ่นจากกายเขาทำให้เธออึ้ง ร่างสูงของเขายืนอยู่ห่างเธอแค่ก้าวเดียว ญาหลันเงยหน้ามองใบหน้าคมที่อยู่ใกล้ ตะลึงและงงงัน เธอถอยหลังไปจนชิดกับผนังห้อง
“ฉะ ฉันคิดว่าเราต้องคุยกัน” เธอกลั้นใจพูดออกไป รู้สึกจนมุมเหมือนหนูที่เดินมาติดกับดัก “ เขา ” ยิ้มละไมในสีหน้า ผงกศรีษะให้เธอ ผายมือเชื้อเชิญไปที่โซฟาหรูราคาแพง
“ได้สิ" เขาบอกด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ ปล่อยมือที่กุมมือเธอไว้ตรงประตู
ญาหลันชักมือกลับทันที และกอดกระเป๋าเอาไว้แน่น รีบเดินออกมาเมื่อร่างสูงใหญ่เปิดทางให้ เธอกำลังงุนงงและสับสนกับเหตุการณ์เฉพราะหน้า เธอรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเธอ ด้วยสัญตญาณและลางสังหรณ์ของผู้หญิง เธอไม่คิดว่าตัวเองสวยแต่เพื่อน ๆ และคนรอบข้างมักชมเธอเสมอ ถึงรูปร่างที่สูงและผิวพรรณที่นุ่มละเอียด ใบหน้าที่แต่งแต้มไว้จนเกือบเรียกได้ว่า ไม่มีสีสันใดๆ ติดอยู่ เกลี้ยงกลา และเป็ธรรมชาติ
ญาหลัน งดงาม และน่ามอง ใจของเหวินหยูเหว่ยสั่นและเต้นแรง เมื่อได้สบดวงตาดำงดงามราวกับอัญมณี มุกสีดำแวววาวแห่งท้องทะเล และขนตายาวงอน กระพริบขึ้นลงอย่างคนขวัญกระเจิง มือของเธอสั่นน้อยๆ เมื่อเขาแตะัั
เหวินหยูเหว่ยแทบอดใจไว้ไม่อยู่ เขาอยากจูบปากน้อยน่ารักนั่น ซุกซบลำคอขาวผ่อง ระหงส์ และกอดรัดร่างบอบบางของเธอ เขาได้กลิ่นลมหายใจหอมสะอาด และกลิ่นกายสาวอ่อนละมุน เส้นผมยาวดำหยักโศกที่ดูนุ่มนิ่มดุจแพรไหม เธอไม่ได้แต่งตัวโป๊เปลือยยั่วย้วน หรือใส่น้ำหอมกลิ่นแรงจนฉุน ใบหน้าก็แทบไร้เครื่องสำอางใด ๆ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากัน และผิวหน้าของเธอแดงเรื่อขึ้นจากอาการตื่นเต้น
เหวินหยูเหว่ย เห็นท่าทางตื่น ๆ แล้วอดยิ้มไม่ได้ ดูไร้เดียงสาเกินกว่าจะเสแสร้ง เขาตามเธอมาและนั่งลงตรงข้ามเธอ เลิกคิ้วและถามออกไป เขาพยายามที่จะสะกดกั้นอารมณ์และความตื่นเต้นเอาไว้ ภายใต้ท่าที สงบเยือกเย็น หลี่หยงช่างหาผู้หญิงได้ถูกใจเขานัก เหวินหยูเหว่ยอดชมเลขาสาวใหญ่ไม่ได้
“อยากคุยอะไรก็ว่ามาสิ” เขาบอกยิ้ม ๆ กับท่าทางอยู่ไม่สุขของหญิงสาว
“เอ่อคือ คุณ เอ่อคือ คนของคุณ คงต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ ๆ เลยค่ะ” เธอบอกมือไม้วางไม่ถูกสุดท้ายเธอก็เก็บมันไว้บนตัก เธอพูดอังกฤษได้คล่องปากราวกับเป็ภาษาแม่
เหวินหยูเหว่ยเอนหลังผิงโซฟา จ้องหน้าเธอเป็คำถาม
“เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหมค่ะ” ญาหลันถามพยายามยิ้มทำใจดีสู้เสือที่จ้องจะขย้ำ เห็นแววตาไหววูบของผู้ชายตรงหน้า ญาหลับหลุบตาลงไม่อยากให้เขาอ่านใจเธอ ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ดึงดูดและน่ามองนัก