จวนผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ
ระหว่างทางกลับจวนจางเหยา พลางย้อนลำดับเื่ราวเมื่อวานนี้ ภายหลังเดินทางออกจากค่ายซานตงพร้อมกับเสวี่ยซิงและห่อหนังสือปริศนาราวๆ 50 เล่ม ั้แ่กลับถึงจวนเขากับเสวี่ยซิงนั่งพลิกหนังสือทีละเล่มเริ่มจากปกหนังสือไล่เปิดไปั้แ่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย แล้วจดตัวอักษรที่มีหมึกแต้มไว้บนกระดาษ1 แผ่น บางเล่มมีเพียงจุดเดียว บางเล่มมีสองจุด หายเล่มไม่มีเลยทั้งสองพิจารณาอย่างละเอียดแม้กระทั่งสันหนังสือ สุดท้ายได้คำมา 16 ตัวอักษร พวกเขานำแผ่นตัวอักษรวางเรียงสลับไปมากว่าชั่วยามจนกระทั่งได้ประโยคที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงออกมา ผู้ คิด ชิงบัลลังก์ หลบ เร้น หลัก ฐาน พาน พบ ประสบ ต้อง สุริยา ทุก ครา วัน
พวกเขาใกับสาเหตุการตายของเสนาบดีเฮ่อหยุนที่พัวพันกับราชบัลลังก์เช่นนั้นการลอบสังหารองค์รัชทายาท อาจจะอยู่ในแผนการของคนผู้นั้นแน่นอน พวกเขาเผาตัวอักษรที่จดไว้จนหมดแล้วส่งกระดาษที่เรียบเรียงคำสมบูรณ์แล้วให้เสวี่ยซิงเก็บไว้กับตัว
เขาจำได้ว่าเมื่อได้คำตอบและเก็บกระดาษที่ถอดความออกมาได้แล้ว เวลานั้นล่วงเข้ากลางยามโฉ่ว (ราว 02.00น.) เขากับเสวี่ยซิง รู้สึกเหนื่อยล้ามีอาการง่วงขึ้นมาอย่างฉับพลันและฟุบหลับอยู่ตรงนั้นในภวังค์ก่อนจะหลับไปเขารู้สึกว่า เห็นจางหาน พี่ใหญ่ของตนที่ได้รับพระบัญชาไปตรวจการอยู่ที่มณฑลอานฮุย ยืนเรียกเขาอยู่ใกล้ๆ “อาเหยา” แต่เขาง่วงจนไม่อยากขยับตัวขึ้นมาสนทนากับพี่ชายมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อแสงสว่างยามเช้าสาดเข้ามาในห้อง
จางเหยาเดินผ่านประตูจวนผู้บัญชาการเข้ามาในบ้านจวนของบิดาเขาไม่กว้างขวางใหญ่โตโอ่อ่านัก แต่ไม่ซอมซ่อ นั่นเป็เพราะบิดาเขาจางซื่อเจิน ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการราชสำนัก หรือที่เหล่าขุนนางแอบเรียกลับหลังว่า “ตำรวจลับ” เป็ขุนนางขั้นสามที่พูดน้อยแต่กล้าพูด หากพบว่าการเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินหรือกิจการใดมีการเบิกจ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือมีการแต่งตั้งเครือญาติขุนนางระดับสูงเข้ารับราชการโดยไม่ผ่านการสอบเคอจวี่ เขาจะท้วงติง ขั้นหนักคือคัดค้านและกิจการที่คัดค้านล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับขุนนางระดับสูงทั้งสิ้น
แม้จะมีขุนนางหลายคนไม่ชอบหน้าบิดาของเขาแต่ไม่สามารถสร้างเื่ร้องเรียนหรือลอบทำอะไรเขาได้ เพราะบิดาของเขาประพฤติตนซื่อสัตย์ ไม่มีข้อด่างพร้อยอันใดให้ใส่ความได้ ขนาดฝ่าาเองยังเกรงพระทัย จางซื่อเจินผู้บัญชาการหน่วยตรวจการผู้นี้ ส่วนเขาและพี่ชายที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างทุกวันนี้ เพราะฝีมือตัวเองล้วนๆ ส่วนจะมีขุนนางที่คิดจะลอบสังหารบิดาของเขานั้นให้ลืมไปได้เลย เพราะบิดาของเขาในอดีตเคยเป็แม่ทัพใหญ่ในสนามรบเช่นเดียวกับแม่ทัพเสวี่ยิทั้งยังออกสนามรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระอนุชา จ้างเฟิงอี้ ตลอดมา
บิดาเขาเป็ผู้ที่ขยันหมั่นเพียรมัธยัสถ์ ใช้ชีวิตเรียบง่ายถึงขนาดภายในจวนมีคนรับใช้เพียงแค่ 4 คน พ่อบ้าน แม่ครัว คนทำสวน และสาวใช้ของภรรยาที่ติดตามมาดูแลนายหญิง ส่วนองครักษ์ประจำตัว ฝ่าาเป็ผู้ส่งให้มาดูแลบิดาเขาโดยตรง คุณชายรองเช่นเขาทุกวันนี้ไม่มีบ่าวรับใช้ใดๆ ยังต้องเปิดปิดประตูบ้านเองด้วยซ้ำ
จางเหยามีสีหน้าครุ่นคิดหยุดนิ่งครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเดินมาหยุดหน้าประตูห้องของบิดาหน้าห้องมีองครักษ์หนุ่มที่เขาคุ้นหน้ายืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้อง องครักษ์ผู้นั้นทำความเคารพเขา เขาเคารพตอบแล้วเอ่ยที่หน้าประตูห้องบิดา “ท่านพ่อขอรับ ลูกขอพบท่านพ่อสักครู่ขอรับ” เมื่อได้ยินเสียงตอบรับเขาเดินผ่านประตูเข้าไปพบบิดาที่กำลังนั่งตรวจงานอย่างเคร่งเครียดเขาทำความเคารพบิดา
“ลูกคารวะท่านพ่อ”บิดาเขาเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนรองที่บัดนี้แต่งงานมีหลานปู่ที่น่ารักให้เขาได้อุ้ม 1 คน บิดายิ้มแล้วกล่าวว่า “เป็อย่างไรกินอะไรมาแล้วหรือยัง”
“ยังขอรับ.... ท่านพ่อ ลูกมีบางเื่อยากขอคำชี้แนะ ขอท่านพ่ออนุญาต”
“ได้ นั่งลงซิ” จางซื่อเจินยิ้มเล็กน้อยวางพู่กันลง นั่งเอนหลังพิงพนักดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย มองหน้าบุตรชายคนรอง….
ร้านอาหารข้างทางยามค่ำคืน
หลังกินบะหมี่ร้านริมถนนด้วยกันแล้วเสวี่ยซิงเดินนำหน้าองค์หญิงอี้อันไปตามถนน เวลานี้มีคนสัญจรไปมาน้อยลง นางเดินข้างๆ กายเขามองดูทิวทัศน์ร้านค้าบนถนนมาเรื่อยๆ เสวี่ยซิง รู้ว่าบางทีองค์หญิงลอบมองเขาบ่อยๆครั้นเขาหันไปครั้งใดจะพบใบหน้ายิ้มกว้างของนางตลอดเวลา เขาไม่ถือสาอากัปกิริยาของนางรู้สึกเอ็นดูมากกว่า เพราะนางไม่ได้ชม้ายตา ส่งยิ้มหวานหรือทำท่าเอียงอายดังเช่นสตรีที่พบมาครั้นจะลูบศีรษะเอ็นดูอย่างน้องสาวย่อมทำไม่ได้เช่นกัน เพราะนางมีศักดิ์สูงกว่าเขาถึงจะเป็น้องสาวของเพื่อนสนิทก็ตาม
“ท่านเสวี่ยซิงกลับบ้านค่ำเช่นนี้ทุกวันหรือไม่?”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะเป็บางครั้งหากต้องไปสืบคดี” เขาพูดน้อยจังข้าอยากให้ท่านพูดเยอะๆ แต่ช่างเถอะได้เดินไปกับท่านเงียบๆ ก็ดีเหมือน กัน อี้อันแอบคิดในใจ ที่สุดเขาพาองค์หญิงเดินมาถึงประตูกำแพงพระราชวังมีทหารเวรยามเฝ้าอยู่ ทหารทำความเคารพองค์หญิงและท่านรองผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลินเขาเดินนำองค์หญิงไปทางพระตำหนักฮุ่ยหลิง
หน้าประตูมีองค์หญิงเหออันและแม่นมเฉินยืนรออยู่ ซึ่งเขามองเห็นได้แต่ไกลแล้วขณะสาวเท้าเข้ามาใกล้หน้าประตูพระตำหนัก เขายิ่งรู้สึกตื่นเต้นประหม่าเล็กน้อยที่ได้พบพักตร์สตรีในดวงใจ เดิมทีเดียวเขามีโอกาสพบนางได้บ่อยครั้ง เพราะนางเป็น้องสาวสหายสนิทนั่นเองนางก็เคารพเขาและจางเหยาดั่งเช่นพี่ชายเพราะการอบรมที่ดีทำให้นางมีมารยาทงดงามกับสหายของพี่ชายที่เป็สามัญชน
เขาจึงประทับใจนางและยิ่งรู้สึกชอบนางมากขึ้นเรื่อยๆจนเข้าวัยหนุ่มเขาสังเกตตนเองว่า เขาจะมีความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้พบเห็นองค์หญิงเหออัน และรู้สึกคิดถึงกระวนกระวายใจหากไม่ได้พบหน้าของนางเป็เวลาหลายวัน
...เช่นนี้กระมังที่เขาเรียกว่า“รัก”
พระตำหนักฮุ่ยหลิง
ที่หน้าพระตำหนัก องค์หญิงอี้อันทำความเคารพพี่สาว เสวี่ยซิงทำความเคารพองค์หญิงเหออันนางเคารพตอบ “ขอบใจท่านพี่เสวี่ยซิงที่มาส่งน้องหญิง เหออันทราบว่าพวกท่านไปไขคดีกันมาจึงทำให้ท่านพี่ต้องลำบากมาส่งอี้อัน”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะหม่อมฉันยินดี” เขาแอบยิ้มกับตนเอง .. ใช่ ....เขายินดี และเต็มใจที่สุด แต่เขาจำเป็ต้องเอ่ยลาตามมารยาทและหน้าที่ “ส่งองค์หญิงถึงพระตำหนักแล้ว เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวลา”
“ขอส่งท่านพี่เสวี่ยซิง”ทั้งพี่สาว น้องสาว แม่นมเฉิน ต่างทำความเคารพตอบเสวี่ยซิงสตรีทั้งสามยืนส่งแขกสักครู่ ก่อนกลับเข้าพระตำหนัก ส่วนอี้อันนางเดินตามหลังพี่สาวอย่างเชื่องช้าเพื่อใช้สายตาส่งเขา แต่แม่นมเฉินคว้าแขนนางเดินเข้าประตูไป เสียงพี่สาวถามน้องสาวว่า “เป็อย่างไรไปสืบคดีสนุกไหม เล่าให้พี่ฟังบ้างซิ” ส่วนแม่นมเฉินถาม “องค์หญิงกินอะไรมาหรือยัง หม่อมฉันทำโจ๊กให้ไหมเพคะ” .... เขาเดินไปไม่ไกลนัก จึงได้ยินเสียงสนทนาโต้ตอบของสตรีสามคนแว่วๆ ผ่านหูเขาเขายิ้มน้อยๆ กับตนเองอย่างมีความสุข
ค่ายซานตง
เช้าวันใหม่องค์หญิงอี้อัน บัดนี้ยืนบนพื้นยกสูง เบื้องหน้าเป็เหล่าลูกศิษย์ทั้ง 200 นายยืนเป็ระเบียบ นางกล่าวว่า “ข้ามีเื่ที่ต้องชี้แจงกับพวกเ้าเมื่อวานนี้มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาในค่ายซานตง ถึงแม้จะมีศักดิ์เป็องค์ชายหากไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่อาจเข้ามาได้ เพราะการฝึกทหารถือเป็ความลับที่แม้แต่ครอบครัวของเ้าก็บอกไม่ได้ว่าเ้าฝึกอะไรบ้าง ทุกวันนี้ดูว่าบ้านเมืองสงบสุข รุ่งเรือง แต่ยังมีโจรแอบปะปนอยู่ทุกที่ หากเ้าไม่อยากให้ครอบครัวเ้าเดือดร้อน เมื่อใครถามไถ่ถึง ให้ตอบเพียงว่าฝึกอาวุธทั่วไปเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ”เสียงตอบรับหนักแน่นฟังดูมีพลังขึ้น
“เมื่อวานนี้ข้ามอบหมายให้เพื่อนเ้าคนหนึ่งมาสอนการโคจรลมปราณที่ฝ่ามือเข่าและเท้าแทนข้าที่ออกไปไล่แขกที่ไม่ได้รับเชิญ”
ด้านหลังของนาง มีสามหนุ่มกำลังส่องกองฝึกทิศตะวันตก จางเหยาหันไปถามองค์รัชทายาท “ถามจริงเถอะองค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อันยามพูดถึงองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วดูท่าทางค่อยไม่เมตตาเลยสักนิด กระหม่อมจำได้ว่าองค์หญิงเดินทางไปแคว้นต้าหลี่ั้แ่พระเยาว์ไม่น่ามีความแค้นใดๆ กับองค์ชายใหญ่นะ” ส่วนพี่ชายได้แต่หัวเราะในลำคอหึ หึ .. อี้อันกับพี่ใหญ่เหยียนจั๋ว พบหน้ากันทีไรมักมีเื่กันเสมอมา ทั้งสองเป็เช่นนี้ั้แ่อี้อันอายุสองขวบแล้ว
“พวกเ้าแสดงให้ข้าชมหน่อยซิ” เ้าสำนักยืดกายกอดอกเตรียม พร้อมรับชมการฝึกของลูกศิษย์ “ขอรับ ท่านเ้าสำนัก” พลทหาร 200 คนกล่าวพร้อมกันเสียงดัง
คำว่า “เ้าสำนัก” ทำให้ เสวี่ยซิงและจางเหยาหันกลับไปมองหน้าองค์รัชทายาททันที จางเหยาปากไวกว่า
“ท่านอนุญาตให้องค์หญิงเล่นเป็เด็กไปได้หรือนี่ นี่มันค่ายทหารนะองค์รัชทายาท” องค์รัชทายาทไม่ตอบเดินออกไปอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยให้พระสหายทั้งสองยืนมองตากัน .. สงสัย ..
บรรดาลูกศิษย์ยืนแยกเท้าออกในท่าเตรียมพร้อม กำมือยึดแขนตรงสองข้างขนานกับพื้น ย่อเข่าแล้วเริ่มโคจรลมปราณผ่านเส้นชีพจรไปสุดที่กำมือนางยืนพิจารณาสักครู่สีหน้าเบิกบานพอใจยิ่งนัก “ดีมาก พักก่อน” แล้วมองไปที่เด็กหนุ่มรุ่นเดียวกับนางแล้วถามว่า “เ้าใช่ไหมที่ข้าเรียกให้ช่วยฝึกและไปแจ้งข่าวเสด็จพี่เ้าชื่ออะไร”
“ข้าน้อยชื่อเฟยฉี มาจากอำเภอยานหลิ่ง ขอรับ ท่านเ้าสำนัก” นางพยักหน้ารับทราบแย้มริมฝีปากกล่าวต่อ
“เช่นนั้นวันนี้เราจะเดินลมปราณส่งพลังออกจากจุดกวานหยวนเป็สองสายสายหนึ่งผ่านเส้นชีพจรไปถึงหมัดสองข้างอีกสายหนึ่งเส้นชีพจรลงล่างผ่านไปถึงเข่าแล้วไปที่เท้าเพื่อให้เ้ามีกำลังวิ่งไปได้ไกลกว่าเดิม ….. เอาหละพวกเ้าเริ่มทำตามข้าได้”
ห้องทรงพระอักษร พระราชวัง
ซื่อกงขันทีคนสนิทของฝ่าา ส่งหนังสือเล่มหนึ่งหนากว่าห้าสิบแผ่น กระดาษบางส่วนสีออกเหลืองซีดเพราะมันมีอายุกว่าสิบปี ฝ่าารับมันไว้ แล้ววางลงบนโต๊ะทรงอักษรทอดพระเนตรหนังสือเล่มนั้นนิ่ง สุดท้ายตัดสินพระทัยค่อยๆ เปิดไปทีละหน้า ช้าๆใบหน้าแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ เปิดไปจนถึงหน้าสุดท้าย กำหมัดแน่นแม่ทัพเสวี่ยิเหลือบตามองดูพระพักตร์ฝ่าาด้วยความเป็ห่วง ส่วนซื่อกงที่เฝ้ามองฝ่าารู้สึกไม่สบายใจนักที่สุดทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากหนังสือ มองไปที่จางซื่อเจิน ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์แล้วโบกพระหัตถ์ให้เขากลับไปได้ จางซื่อเจินผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ คุกเข่าคำนับแล้วเดินออกจากห้องทรงพระอักษรไป
ค่ายซานตง
องค์รัชทายาทองค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง จางเหยา นั่งล้อมวงกินข้าวเที่ยงบนโต๊ะมีอาหารเช่นเดียวกับทหารในค่าย แต่เพิ่มจานเนื้อ และผักระหว่างกินข้าวพี่ชายคีบเนื้อส่งบนชามข้าวให้น้องสาวนางเงยหน้ายิ้มกว้างขอบคุณพี่ชาย กินไปได้หนึ่งคำนางหยิบผักส่งบนชามข้าวเสวี่ยซิง เขาชะงัก มีสีหน้าประหลาดใจ มองหน้าองค์หญิงเห็นนางส่งยิ้มกว้างขวางมาให้เขา เสวี่ยซิงได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะแล้วกินข้าวต่อไปสิ่งนี้หารอดพ้นจากสายตาของจางเหยาและองค์รัชทายาทไม่! สหายของเขาไม่ผิดปกติอันใด แต่น้องสาวเขาสิ
.... ผิดปกติมากไปแล้ว! ...
บรรยากาศในโต๊ะกินข้าวไม่เคร่งเครียดมีสนทนากันบ้างเล็กน้อยเื่การฝึกของแต่ละกอง อี้อันสังเกตใบหน้าของจางเหยา มิได้หมองค้ำ หรือมีความกังวลใดๆเื่หลักฐานที่คาดหวังว่าจะหาพบแต่สุดท้ายกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เชื่อว่าคงเป็เื่ดีสำหรับเขาแล้วกระมัง ขณะคิดเื่ของจางเหยา จางเหยาก็ปรากฎ...
“ท่านเ้าสำนัก” จางเหยาเอียงคอมาถามองค์หญิงอี้อันแต่ถูกเสวี่ยซิงกระทุ้งสีข้างทันควันบอกเป็นัยว่าไม่ให้ล้อเล่น จางเหยาไม่สนใจยังคงถามต่อ “ท่านมีแผนจะสอนลูกศิษย์ของท่านอย่างไรต่อไป”
“ข้าจะให้พวกเขาฝึกวิ่งกระโจนผ่านอากาศ”จางเหยาทำหน้าทึ่ง ส่วนเ้าสำนักหันไปยังพี่ชาย
“เสด็จพี่ข้าอยากให้ทหารกองของท่านเสวี่ยซิงไปช่วยข้าตัดไม้ไผ่จำนวนหนึ่งเพราะกองของท่านเสวี่ยซิงใช้ดาบได้คล่องแคล่วแล้ว”
พี่ชายหรี่ตามองน้องสาวสำรวจอะไรบางอย่างในดวงตานั้น ก่อนจะตอบ “ได้ซิท่านเสวี่ยซิงช่วยนางหน่อยนะ” น้ำเสียงของพี่ชายฟังแล้วพิกลอยู่ “น้อมรับคำสั่ง พ่ะย่ะค่ะ”เสวี่ยซิงผงกศีรษะรับคำ
กองฝึกทิศตะวันตกการฝึกตลอดบ่ายมุ่งมั่นให้โคจรลมปราณทั้งร่างกาย บ่ายวันนั้นองค์หญิง เสวี่ยซิง กับทหาร 4 นาย ที่เสวี่ยซิงคัดเลือกมาล้วนมีพละกำลังและใช้ดาบได้คล่องแคล่วและมีลูกศิษย์กองฝึกทิศตะวันตก อีก 10 คนยืนอยู่หน้าป่าไผ่ขนาดใหญ่ “องค์หญิงจะตัดต้นใดบ้าง เชิญบอกได้”
นางเดินมองไปรอบๆเพื่อมองหาขนาดที่้าแล้วพลันดึงกระบี่ของเขาโดดลอยขึ้นไปทำสะกิดผิวต้นไผ่ทำตำหนิต้นไผ่ที่้า ใช้ปลายเท้าดีดไผ่จากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งเพียงครู่เดียวทำตำหนิไว้จำนวน 20 ต้น โดยที่เท้าของนางไม่ตกลงมาถึงพื้นลูกศิษย์ที่ไปยืนรอแอบตบมือกันกระซิบบอก “เห็นไหม เ้าสำนักของเราเก่งขนาดไหน”
จากนั้นเหล่าทหารทำการตัดต้นไผ่ล้มลงส่วนลูกศิษย์ของนางทำหน้าที่ลากกลับไปยังสนามฝึก นางควบคุมการทำราวฝึกะโ ฝังไม้ไผ่ลำใหญ่ฝั่งละ2 ต้นเป็ฐานรองรับไม้ไผ่ท่อนกลางยาว 11 เชี๊ยะ(3.66 เมตร) สูงจากพื้น 5 เชี๊ยะ(1.66เมตร) ลูกศิษย์นางขะมักเขม้นมัดเชือกตามคำสั่งเสวี่ยซิงมายืนอยู่ไม่ไกล เป็ห่วงว่านางจะสั่งการลูกศิษย์ในสำนักสำเร็จหรือไม่สุดท้ายราวฝึกะโทั้งหมด 2 ชุดสำเร็จลงนางจึงให้เหล่าลูกศิษย์กลับไปพักและกำชับให้เดินลมปราณขณะนอนด้วยจากนั้นนางเดินไปด้านหน้าค่ายเพื่อขึ้นรถม้ากลับ มีขันที 2 คนและนางกำนัล2 คนรออยู่มีเสวี่ยซิงเดินตามมาส่งในใจหวังอยากให้นางเอ่ยปากให้เขาไปส่งนางกลับวังด้วยเพื่อจะได้พบพี่สาวของนางยืนรอน้องสาวที่หน้าประตูดังเช่นวันก่อน
ด้านหน้าเรือนบัญชาการองค์รัชทายาทยืนรออยู่“เ้าเตรียมอุปกรณ์ฝึกเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” พี่ชายถาม
“เพคะเช่นนั้นหม่อมฉันทูลลานะเพคะ” พร้อมกับจะหันไปทางท่านเสวี่ยซิงเพื่อเอ่ยปากให้เขาตามไปส่งนางแต่พี่ชายจับไหล่นางหันกลับแล้วดันหลังขึ้นรถม้าไป “ไป กลับวังได้แล้วนี่ก็เย็นมากแล้ว เสด็จแม่จะคอยนาน”
“เอ้อ...คือ .. “ นางยังไม่ทันเอ่ยลาบุรุษหน้าตาดีงามดั่งเซียน์ปั้นแต่ง พี่ชายก็ผลักนางเข้ารถม้าแล้วบอกคนบังคับม้าให้กลับวัง ทางด้านเสวี่ยซิงภายใต้ใบหน้าอันสงบนิ่งภายในใจกลับรู้สึกเสียดายที่วันนี้ไม่มีโอกาสได้พบใบหน้าสตรีในดวงใจเขาทำความเคารพองค์หญิงในรถม้า ไม่ได้แสดงอาการอันใดออกมาแต่อี้อันกลับยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างยิ้มกว้างให้เสวี่ยซิง ทั้งยังโบกมือให้เขาด้วย
เช้าวันต่อมา ในค่ายซานตง
ด้านทิศเหนือกองขององค์รัชทายาท หลังจากฝึกจัดท่ายิงที่ถูกต้องแล้ว ได้มีการฝึกซ้อมยิงธนูยังเป้าไกลขึ้น ยิงเป้าขณะวิ่ง นับวันการวิ่งของทหารที่ฝึกมีระเบียบขึ้นเรื่อยๆไม่สับสนอลหม่านเช่นวันแรกๆ
ด้านทิศตะวันออกกองของเสวี่ยซิง หลังจากฝึกกระบวนท่าฟาดฟันดาบใส่คู่ต่อสู้มาอย่างต่อเนื่องวันนี้ฝึกเน้นการแทงคู่ต่อสู้ พลทหารในกองเริ่มใช้ดาบได้อย่างชำนาญขึ้นเรื่อยๆ
ด้านทิศตะวันใต้กองของจางเหยา ที่ชำนาญการให้ทวนยาวอาวุธยาวที่จำเป็ในการทะลวงเหล่าข้าศึกในหากอยู่ในสนามรบ หน่วยกองทวน จะเป็ด่านแรกที่เข้าปะทะศัตรูดังนั้นการฝึกจึงเน้นการแทง และฟาดศัตรูระยะไกล อีกทั้งเน้นการปัดป้องอาวุธทุกชนิดของคู่ต่อสู้วันนี้ฝึกใช้ทวนโลหะที่มีน้ำหนักมากขึ้น
ด้านกองฝึกทิศตะวันตก อี้อันเ้าสำนัก ยืนข้างราวไม้ไผ่ขนาดใหญ่สูง 5 เชี๊ยะ เริ่มให้ลูกศิษย์เดินลมปราณโคจรพลังผ่านเส้นชีพจรมาที่มือ และเท้า “เมื่อเ้าวิ่งมาถึงเป้าหมายใช้พลังที่ปลายเท้าดีดพื้นไม้ไผ่ส่งตัวเ้าให้ลอยขึ้น” เ้าสำนักแสดงตัวอย่างโดดขึ้นไปใช้ปลายเท้าแตะที่ราวไม้ไผ่อย่างแ่เบาก่อนโดดลงอีกฝั่งแล้วให้ลูกศิษย์เรียงแถว 4 คน โดดขึ้นราวละ 2 คน ในเบื้องต้นมีเพียง 10 คนที่สามารถดีดตัวขึ้นแตะราวไม้ไผ่สูง 5 เชี๊ยะ(1.66เมตร)ได้ นอกนั้นโดดไม่ถึง บ้างไถลลื่นตกลงมาาเ็กันเป็เบือ
“ลุกขึ้นเดินลมปราณใช้จิตของเ้าเคลื่อนพลังผ่านเส้นชีพจร รักษาอาการาเ็ของเ้า” ทุกคนรีบลุกขึ้นทำตามที่เ้าสำนักบอก เมื่อทุกคนเดินลมปราณรักษาอาการาเ็ได้ครู่เดียวเ้าสำนักสั่งการต่อ คนที่ะโได้ไปอยู่ที่ราวไม้ไผ่ฝั่งละ 5 คน ส่วนพวกเ้าที่เหลือแบ่งเป็ 2 ฝั่งต่อแถวไปลูกศิษย์ทั้งหมดวิ่งกันจ้าละหวั่นหลังจากที่นั่งฝึก ยืนฝึกนอนฝึกลมปราณสบายมาหลายวัน วันนี้พวกเขาได้ัักับคำว่า ฝึกหนักอย่างแท้จริง
“พวกเ้า10 คนช่วยนำเพื่อนโดดขึ้นไปพร้อมเ้า แล้วกลับมา
ช่วยเพื่อนที่เหลือในแถว เริ่มได้” สิ้นคำสั่งเ้าสำนักลูกศิษย์ 10 คนวิ่งนำแล้วพาเพื่อนโดดลอยขึ้นแตะราวไม้ไผ่เริ่มมีคนโดดสำเร็จมากขึ้นเพียงส่วนเดียว ที่เหลือยังไม่สำเร็จแถมพาเพื่อนที่ช่วยลื่นล้มไปด้วยรอบนี้ปรากฎมีคนะโได้สำเร็จเพิ่ม 20 คน
“ลุกขึ้นทุกคนเดินลมปราณใหม่ รักษาอาการที่าเ็ของเ้าเพราะในสนามรบหากเ้าไม่รีบรักษาอาการาเ็แล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่เ้าจะไม่มีโอกาสได้กลับไปสู้ใหม่ ลุกขึ้น” ลูกศิษย์ทุกคนรีบลุกขึ้นยืนเดินลมปราณใหม่อีกครั้งคราวนี้เ้าสำนักให้ทุกคนเดินลมปราณครู่ใหญ่
“ครั้งนี้ให้20 คนแยกออกไปเข้าแถวช่วยเพื่อนที่ยังโดดไม่ได้ จำไว้ ส่งพลังไปที่ปลายเท้าดีดพื้นส่งตัวเ้าขึ้นแหวกผ่านอากาศไปจงทำเดี๋ยวนี้” ครั้งนี้มีคนโดดได้สำเร็จเพิ่มราว80 คน คนที่ทำสำเร็จต่างตื่นเต้นดีใจว่าตนทำได้แล้วนางเห็นว่าทุกคนเริ่มมีความกล้ามากขึ้น แต่ยังทรงตัวยังไม่ดีจึงตกลงมา
“ครั้งนี้พวกเ้าทำได้ดีขึ้นเอาละคนที่ทำสำเร็จมีครึ่งหนึ่งแล้ว พวกเ้าตั้งแถวพาคนที่ยังไม่สำเร็จไปด้วยเริ่มได้” การฝึกยังคงซ้ำอีกหลายรอบ เวลาผ่านไป 2ชั่วยามทหารทั้ง 200 คนจึงทำได้สำเร็จ
“เอาหละฝึกอีก คราวนี้ไปพร้อมกันอีกครั้ง โดยไม่ต้องช่วยกัน ... เริ่ม” เ้าสำนักให้ลูกศิษย์วนะโเช่นนี้หลายครั้งจนนางเห็นว่าพวกเขาชำนาญจนปลายเท้าััราวไม้ไผ่น้ำหนักเบาขึ้นเรื่อยๆจึงให้หยุดแล้วกลับมาโคจรลมปราณสะสมพลังสำหรับฝึกครั้งต่อไป
ตลอดเวลาสองวันเหล่าลูกศิษย์ใช้กำลังตัวเบาได้ดีขึ้น ลงน้ำหนักที่ปลายเท้าดีขึ้นเรื่อยๆ
ที่โต๊ะอาหารเที่ยงองค์รัชทายาทถามน้องสาว “การฝึกวันนี้เป็อย่างไรบ้าง”
“ดีเพคะลูกศิษย์หม่อมฉันฝึกได้ดีขึ้นแล้ว” พี่ชายยิ้มแล้วพยักหน้ารับรู้แล้วคีบชิ้นปลาใส่ชามข้าวของนาง
“ขอบพระทัยเสด็จพี่” นางแหงนหน้ายิ้มกว้างให้พี่ชาย นางกินต่อ 2 คำแล้วค่อยๆ คีบผักใส่ชามข้าวเสวี่ยซิง ยิ้มกว้างขวางให้เขาอีกแล้ว! เสวี่ยซิงชะงักแต่ครั้งนี้หยุดไปเพียงเล็กน้อยเพราะเริ่มเคยชินกับการมีคนคีบอาหารส่งให้เขาพี่ชายหรี่ตาลอบมองน้องสาว
“จะให้ทำอะไรอีกอย่าลืมนะท่านเสวี่ยซิงเป็เพื่อนของพี่ เท่ากับเป็พี่ชายเ้าด้วยนะ” น้องสาวไม่ตอบยิ้มให้ทุกคนแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อไป พี่ชายยังหรี่ตามอง กล่าวเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม
“ว่ามา” นางเงยหน้าขึ้นทันควัน ยิ้มกว้างให้พี่ชายเอียงคอเอาศีรษะแตะไหล่ประจบพี่ชาย
“เสด็จพี่หม่อมฉันอยากได้ไม้ไผ่อีก 20 ต้น” !!!!
ยามเซิน (15.00น.) เสวี่ยซิงนำทหารตามไปตัดไม้ไผ่ที่อี้อันเลือก แล้วเ้าสนกหญิง สั่งการให้เหล่าลูกศิษย์มัดราวไม้ไผ่เพิ่ม2 ราวห่างจากราวเดิม 6 เชี๊ยะ(2เมตร)ตั้งฐานขึ้นสูง 8 เชี๊ยะ(2.66เมตร)แล้วพาดไม้ไผ่ ทั้ง 2ฝั่ง เหล่าลูกศิษย์หันมองหน้ากันอย่างพรั่นพรึง “เห็นแล้วใช่ไหมบ่ายนี้เ้าต้องโดดขึ้นไปขั้นที่ 2 ให้ได้ วิธีเดิมโดดขึ้นไปขั้นที่สองแล้วโดดลงมาให้เบาที่สุด”
ว่าแล้วนางพลันใช้ปลายเท้าโดดลอยขึ้นราวไม้ไผ่ต้นแรกแล้วดีดตัวลอยขึ้นขั้นที่สอง แล้วโดดลงมาอย่างเงียบเชียบแม้พวกเขาจะชื่นชมวิชายุทธ์ของเ้าสำนัก ในจำนวน 200 คนมีลูกศิษย์บางคนมองราวไม้นั้นแววตาเป็ประกายเจิดจ้าแต่เกือบทุกคนมีสีหน้าหนักใจ
เ้าสำนักอี้อันกล่าว“วิชาตัวเบาและการซัดอาวุธ ล้วนใช้ประโยชน์จากพลังลมปราณ.... ดังนั้น ก่อนจะไปถึงจุดหมายที่เ้าอยากได้ ต้องใช้ความกล้าหาญของเ้าเข้าแลก”
“ก่อนอื่นใช้เท้าหนึ่งดีดตัวเ้าขึ้นจากพื้นเมื่อถึงขั้นที่หนึ่งใช้อีกเท้าส่งพลังดีดตัวขึ้นไป เมื่อก้าวขึ้นขั้นแรกแล้วขั้นที่สองต่อให้เ้าต้องโหนมันขึ้นไปก็ต้องให้เท้าเ้าแตะไม้ไผ่ก่อนจึงโดดลงมาได้”
“เริ่มโคจรลมปราณได้” การฝึกรอบนี้ยากขึ้นจริงๆในรอบแรกมีคนอาสาเพียงคนเดียวและสามารถโดดผ่าน 2 ขั้นได้ คือเฟยฉี เพื่อนๆ ต่างตบมือให้ จากนั้นแบ่งเป็ 4 แถวโดดขึ้นครั้งละ 2 คนทุกคนได้ขึ้นแรกครั้นโดดขึ้นขั้นที่สองบางคนโดดไม่ถึงแต่รอบนี้การตกลงมาาเ็มีน้อยลงเพราะทุกคนเริ่มรู้จักจังหวะการใช้ปลายเท้ากันแล้ว ไม่นานเริ่มมีคนต่อๆมาที่ทำได้สำเร็จ แล้วมาช่วยพยุงเพื่อนโดดขึ้นไปเป็คู่ แต่การโดดลงยังต้องฝึกการลงน้ำหนักให้เบาขึ้นมากกว่านี้
สุดท้ายได้จำนวนคนโดดขึ้นได้สำเร็จครึ่งหนึ่งจึงจับคู่กันพากันโดดได้สำเร็จ แต่ยังคงฝึกต่อไปเพื่อทิ้งตัวลงพื้นให้เบาที่สุด
องค์รัชทายาทเสวี่ยซิง จางเหยา เดินมารวมกันด้านหลัง ยืนดูการฝึกอยู่ด้านหลัง พี่ชายมองอย่างภูมิใจไม่กล่าวอะไร จางเหยาถาม “ปีนี้องค์หญิงอายุเท่าไหร่หรือ”
“ย่าง16” องค์รัชทายาทตอบ จางเหยาเลิกคิ้วประหลาดใจเล็กน้อยกล่าวต่อ “นับว่าเก่งทีเดียว ที่ทำให้ทหารธรรมดาไม่มีวิชายุทธ์ใดๆ เริ่มใช้พลังภายในได้บ้างแล้ว” องค์รัชทายาทหันไปทางเสวี่ยซิงกล่าวว่า “ไปช่วยนางเถอะ”
เสวี่ยซิงเดินมายืนด้านหลังองค์หญิง มองดูการฝึกเหล่าพลทหาร 200 นาย รู้สึกได้ถึงความก้าวหน้าจริงๆว่าไปแล้วนางเป็เด็กสาวที่น่าทึ่งทีเดียว ครู่ใหญ่นางสั่งลูกศิษย์ว่า “อย่าลืม คืนนี้จงฝึกโคจรลมปราณให้พร้อม สะสมพลังไว้ที่จุดกวานหยวนเพราะพรุ่งนี้ยังมีฝึกอีก” ว่าแล้วเ้าสำนักถูฝ่ามือไปมาดวงตาลุกวาว มีสีหน้าตื่นเต้นเหมือนได้ของเล่มที่ถูกใจก็ไม่ปาน เหล่าลูกศิษย์หันมองหน้ากันดูท่าจะเป็ลางไม่ดีเสียแล้ว “เลิกฝึกได้” เหล่าลูกศิษย์ทำความเคารพเ้าสำนักอย่างพร้อมเพรียง นางหันหลังไปพบเสวี่ยซิงยืนรอนางอยู่เขายืนยิ้มอย่างเอ็นดู นางยิ้มอย่างดีใจที่ได้พบเขา