ระหว่างทางโนบลินเห็นผู้คนมากมายเดินขวักไขว่อยู่ภายในเมืองนับั้แ่การประกาศขายยาตัวใหม่ของสถาบันปรุงยาทำให้ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมากขึ้นทำให้ธุรกิจอื่น ๆ ต่างคึกคักขึ้นตามไปด้วยนับได้ว่าการขายสูตรยาของโนบลินนั้นมีส่วนช่วยให้เมืองกรูมเฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก
“เฮ้!! โนบลินวันนี้กลับเร็วนะเนี่ย”
เรซร้องทักเมื่อเห็นโนบลินกลับบ้านั้แ่่บ่ายทั้งที่ปกตินั้นกว่าที่เขาจะกลับก็ปาเข้าไปเกือบค่ำเข้าไปแล้ว
“พอดีฉันเริ่มจะเบื่อกับการอ่านหนังสือทั้งวันแล้วล่ะ อยากหาอะไรอย่างอื่นทำบ้าง”
“จริงเหรอ?แล้วอะไรดีล่ะ ฉันก็อยากจะหาอะไรสนุก ๆ ยืดเส้นยืดสายบ้างเหมือนกันถึงการฝึกตามแผนของนายมันจะทำให้การสะสมพลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆแต่การให้นั่งสะสมพลังอย่างเดียวมันก็ ออกจะน่าเบื่อไปหน่อยนะ”พอลบ่นอย่างอึดอัดเต็มที
“นั่นน่ะสิโนบลินนี่เราก็ฝึกสะสมพลังกันมาตั้งครึ่งปีแล้ว ตอนพวกเราขึ้นมาถึงขั้นที่หกกันหมดแล้วแม้แต่เรซเองก็อยู่ที่ขั้นที่ห้าแล้ว ถ้าเป็ไปได้เราก็อยากจะลองทดสอบฝีมือของฉันซะหน่อย” บันบอกอย่างตื่นเต้น
"ฉันรับรองว่างานนี้พวกนายได้ยืดเส้นยืดสายกันจนเส้นพลิกแน่นอนเพราะฉันวางแผนว่าจะให้พวกนายไปล่าเซบัปกัน" โนบลินเปิดเผยแผนการที่วางไว้
"หา?เซบัปเหรอ? เราเคยล่ามันมาแล้วนี่ตอนนั้นเรายังฝึกเวทมนต์ไม่ได้ด้วยซ้ำแต่ตอนนี้เราฝึกสะสมเวทมนต์กันมาตั้งครึ่งปีแล้วถึงยังไงฉันก็คิดว่าฉันตอนนี้เก่งกว่าตอนนั้นหลายเท่าแน่นอน" พอลกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างลำพอง
"เอาน่าลองไปดูก่อนแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยเบื่อก็ยังไม่สาย"
ว่าแล้วเด็ก ๆจึงพากันเก็บข้าวของสัมภาระกันอย่างตื่นเต้นเพราะเวลาหกเดือนในการฝึกฝนนับว่านานเกินไปสำหรับเด็ก ๆ ที่จะอุดอู้อยู่แต่ในบ้านหลังจากเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้เรียบร้อย เด็ก ๆก็จับกลุ่มกันเดินทางออกจากเมืองเข้าไปในป่า
ภาพเด็กชายห้าคนสะพายกระเป๋าหนังดูแปลกตาเดินจับกลุ่มกันออกจากเมืองมุ่งหน้าเข้าสู้พื้นที่ป่านอกเมืองชวนให้นึกภาพถึงกลุ่มเด็กน้อยที่ออกเที่ยวเล่นตามประสาเพื่อจะกลับมาทานข้าวเย็นที่บ้านแต่ความเป็จริงแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ที่โนบลินบอกให้เพื่อน ๆตระเตรียมนั้นมากมายพอที่จะสามารถใช้ชีวิตในป่าได้นานถึงสองสัปดาห์
'เผื่อไว้ก่อนน่ะ'
เสียงของโนบลินที่ตอบกลับมาเมื่อเพื่อน ๆ ถามถึงจำนวนของใช้ที่ต้องเตรียม
เพียงเวลาไม่นานเด็กๆ ก็เดินทางเข้าสู่เขตพื้นที่ป่าทึบระหว่างทางนั้นโนบลิน อธิบายเื่การใช้พลังเวทเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีอัตราการเหนื่อยล้าช้าลงอีกด้วย
“คราวนี้ลองมาฝึกการควบคุมพลังเวทในร่างกายให้คุ้นเคยดูดีกว่านะถ้าระดับการควบคุมพลังได้รับการพัฒนาสูงขึ้นไปมากเท่าไหร่การใช้พลังเวทของพวกนายก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” โนบลิบอก ก่อนที่จะพูดเสริมว่า
“จากที่ฉันได้ข้อมูลมาจากหอสมุดตระกูลวอนเดอร์นักเวทที่อยู่ในตอนปลายของระดับต้นสองสามคนก็พอจะสามารถจัดการเซบัปตัวนึงได้ด้วยมือเปล่าแล้วเพราะฉะนั้นถึแม้พวกนายจะยังควบคุมพลังเวทในร่างได้ไม่คล่องเท่าไหร่ก็คงจะพอช่วยกันจัดการเซบัปลงได้ล่ะนะ”
โนบลินพยายามให้ข้อมูลที่ได้รับมาจากการอ่านหนังสือในหอสมุดตระกูลวอนเดอร์แก่เพื่อนๆ จากการประมาณโดยข้อมูลล้วน ๆ ของเขาเพราะเขาไม่เคยทำการเสริมพลังร่างกายด้วยพลังเวทมาก่อน
จะว่าไปสำหรับโนบลินจะใช้ช้คำว่าไม่เคยก็คงไม่ได้ต้องใช้คำว่า “ไม่สามารถ” จะเหมาะสมกว่า
“แต่ว่าไปแล้ว ถ้าต้องต่อสู้จริงๆพวกนายไม่จำเป็ต้องสิ้นเปลืองพลังไปกับการเสริมพลังกายแบบที่ฉันเพิ่งบอกไปหรอกนะเพราะเรายังมียาน้ำเสริมกายาเหลืออยู่อีกมากแถมมันยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งได้ถึงระดับกลางสูงกว่าระดับที่พวกนายสามารถทำได้ในตอนนี้อีก รอจนให้ระดับพลังของพวกนายสูงเกินความสามารถของตัวยานี้ไปก่อนค่อยใช้พลังเวทมาเสริมพลังแล้วกัน”
เด็ก ๆที่ได้ฟังต่างก็เข้าใจที่โนบลินพยายามบอกซึ่งก็ถือเป็เื่ที่ดีที่พวกเขาจะสามารถมีความแข็งแกร่งของร่างกายเทียบเท่าการเสริมพลังของนักเวทระดับกลางโดยที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังเวทมนต์ที่มีอยู่ไม่เท่าไหร่ในตอนนี้
"เอาล่ะคืนนี้ฉันว่าเราพักกันในถ้ำนี้ก่อนดีกว่า พรุ่งนี้เราจะเริ่มออกล่าเซบัปกันซึ่งรอบนี้ฉันอยากจะได้ซักหลายตัวเพื่อเอาไปปรุงยาที่จำเป็ไว้ให้พวกเราได้ใช้กัน"
หลังจากทานมื้อเย็นอย่างง่ายๆ โนบลินและเพื่อน ๆ จึงพากันเข้านอนเอาแรงเพื่อภารกิจใน่เช้าของวันใหม่
"แซก แซกแซก"
เสียงบางอยากพุ่งผ่านพุ่มไม้หนาทึบอย่างรวดเร็วเงาร่างสีดำไหววูบ ผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วมันคือเซบัปร่างเต็มวัยที่มีมัดกล้ามเนื้อแน่นแข็งแกร่ง ที่ถูกห่อหุ้มด้วยิัหนาแข็งแก่งดุจแผ่นเหล็กปกคลุมอยู่ทั่วร่างกาย
"พอลมันไปทางนายแล้ว" บันะโบอกเพื่อน
"เห็นแล้วเห็นแล้ว"
พอลที่แอบซุ่มอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่เพื่อรอจังหวะที่เซบัปจะวิ่งมาทางเขาซึ่งจังหวะนั้นก็คือตอนนี้เอง
“ฮึบ”พอละโออกจากที่ซ่อนพร้อมกับรวบรวมพลังเวทให้มาเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายโดยเน้นที่แขนและขาทั้งสองข้าง
หมับ!
พอลเอื้อมมือไปจับเขี้ยวโง้งขนาดเท่าข้อมือความยาวกว่าหนึ่งศอกไว้แน่นเกรงกำลังจนเส้นเืปูดโปน สองเท้าส่งแรงลงไปยังพื้นจนเกิดรอยลากเป็ทางยาว
“เอ้าเ้าพวกบ้าจะทำอะไรก็ทำ อัก!”
เสียงดังออกมาจากลำคอของพอลเมื่อเซบัปที่เกรี้ยวกราดพุ่งตัวดันร่างของพอลไปชนต้นไม้ขนาดเท่าต้นขาของเขาหักลงไปอย่างง่ายดาย
ตุ้บ! พลัก! ตุ้บ!ตุ้บ!
ทั้งมือทั้งเท้าถูกระดมออกมาประเคนให้เ้าเซบัปผู้โชคร้าย
"ล้มลงไป!ล้มลง! ล้มลงซะ!"
บันตระโกนลั่นในขณะที่ออกแรงต่อยไปที่หน้าผากของเซบัปอย่างเต็มแรงเสียงของกำปั้นลุ่น ๆ กระแทกกะโหลกหนาของเซบัปจนเ้าของกำปั้นแทบหมดแรง
ทึบ!
ในที่สุดเซบัปตัวใหญ่ั์ยาวสามเมตรสูงกว่าสองเมตรก็สิ้นฤทธิ์และทรุดลงไปกองที่พื้นพร้อมกับภาพของเด็กชายสี่คนที่ยืนพิงต้นไม้พลางหายใจหอบถี่สายตาจ้องมองไปยังร่างไร้ิญญาของเซบัป
"ฟู่วว"เสียงพ่นลมหายใจดังออกมาจากเรซที่ยืนพิงต้นไม้หอบหายใจแฮก ๆ อย่างอ่อนล้า
"ฉันคิดว่าพอเริ่มฝึกฝนเวทมนต์แล้วเราจะเก่งขึ้นมากซะอีกที่ไหนได้ แค่ล่าเซบัปตัวเดียวก็เล่นเอาซะหมดแรงเลย"
"นั่นนะสิพลังเวทที่มีก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย"
บันที่ยืนก้มหน้า เอาสองมือค้ำกับหัวเข่าพลางพยายามหายใจอย่างเต็มกลืน
"เป็ไงบ้างพวกนายเซบัปตัวแรกหลังจากฝึกมานาน สบาย ๆ เลยสิ"
เสียงโนบลินที่เดินออกมาจากมุมหนึ่งของป่าพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง หน้าตาเปรอะไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
"สบายบ้าอะไรล่ะเ้าบ้าอยู่ดี ๆ ให้มาล่าเซบัปมือเปล่า แล้วอีกอย่างนี่มันตัวเต็มวัยนะเฟ้ยมันไม่ได้เหมือนไอ้เ้าตัวเล็กที่เคยล่าเมื่อตอนนั้นซะเมื่อไหร่"พอลโวยวายขึ้นมาเมื่อเห็นหน้าเ้าตัวต้นคิดเดินมา
"เอ้าก็เห็นทุกคนมีเวทมนต์กันอยู่แล้วนึกว่าจะจัดการมันได้ง่าย ๆ ซะอีก"โนบลินตอบกลับขำ ๆ
"ไอ้มีมันก็มีอยู่หรอกโนบลินแต่ว่ามันยังใช้ได้ไม่ค่อยคล่องน่ะสิ"
เรซตอบอย่างเขิน ๆเพราะเขาเข้าใจในสิ่งที่โนบลินพูดถึงว่าพวกเขานั้นต่างฝึกมารวบรวมพลังเวทกันมากว่าครึ่งปี แต่แค่เซบัปตัวเดียวกลับไม่สามารถจัดการได้
"เอาน่า ๆทำได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว ฉันก็อยากรู้ว่าที่ฝึก ๆ มาน่ะพวกนายจะทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นไม่ต้องไปเครียดกับผลการฝึกขนาดนั้นหรอกน่าในหอสมุดที่ฉันอ่านเจอยังเขียนไว้ว่าต้องเป็นักเวทระดับต้นที่พัฒนาถึง่ปลายแล้วแล้วนี่พวกนายยังอยู่ที่่กลาง สูงสุดอยู่ที่ขั้นหกทำได้ขนาดนี้ก็นับว่าดีมากแล้วล่ะ"
โนบลินกวาดสายตามองไปยังเพื่อนๆ ทุกคนที่ยังคงหายใจได้ไม่ทั่วปอด พลางส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวังดี
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราช่วยกันเก็บชิ้นส่วนของเ้าตัวใหญ่นี่กันก่อนแล้วเดี๋ยวไปทำข้าวเย็นกินกันดีกว่า" โนบลินบอกเพื่อน ๆในขณะที่เดินเข้าไปใกล้ร่างของเซบัปตัวนั้น
"อ้อ แล้วเดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะสอนเื่การควบคุมพลังเวทเพิ่มเติมให้กับพวกนายทุกคนด้วย"
ได้ยินอย่างนั้นเหล่านักเวทตัวน้อยทั้งสี่ก็กุลีกุจอ เข้าไปชำแหละซากของเซบัปกันอย่างอารมณ์ดี
“การควบคุมพลังเวทมีความสำคัญมากกว่าการสะสมพลังเวทอย่ามากในระดับที่สูงขึ้นไป”
โนบลินที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ข้างกองไฟเริ่มต้นอธิบายเกี่ยวกับการควบคุมพลังเวทในร่างกายของแต่ละคน
“ทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะโนบลินเวทมนต์มันต้องสู้กันด้วยพลังสิ ยิ่งพลังเยอะมันก็ต้องยิ่งได้เปรียบมากกว่าไม่ใช่เหรอ”พอลถามขึ้นอย่างสงสัย
“นั่นมันก็ถูก แต่ก็เฉพาะกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมีความสามารถในการควบคุมพลังเวทมนต์ได้ดีพอๆ กันเท่านั้นแหละ แต่ถ้าเกิดการต่อสู้ของสองฝ่ายมีปริมาณพลังต่างกันแต่ฝ่ายที่พลังน้อยกว่าสามารถควบคุมพลังงานเวทมนต์ได้ดีกว่าก็สามารถเป็ฝ่ายชนะได้เหมือนกัน”
“เอ่อ..ยังไงเหรอโนบลิน”บันอดไม่ได้ถามขึ้นมาบ้าง
“นายลองคิดภาพพลังเวทคือน้ำฝ่ายหนึ่งมีพลังเวทมากมายเหมือนน้ำถังใหญ่ แต่ขาดทักษะการควบคุมพลังที่ดี ก็เหมือนการเอาน้ำทั้งถังมาสาดใส่ศัตรูในขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงน้ำขันเล็ก ๆ แต่มีทักษะการควบคุมที่สูงควบคุมให้น้ำนั้นควบแน่นกลายเป็น้ำแข็งแล้วพุ่งตรงเข้าไปปะทะกับน้ำที่สาดมาจนทะลวงไปทำร้ายศัตรูได้นายคิดว่าถ้าสองคนนี้สู้กัน ใครจะชนะ”
โนบลินตั้งคำถามเพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ ได้คิดและจินตนาการตามที่เขาอธิบาย
“ก็คงจะเป็ฝ่ายที่ควบคุมได้ดีกว่าอยู่แล้ว”เรซตอบออกมา
“ถูกต้องแล้วล่ะเรซทีนี้พวกนายเห็นความสำคัญของการควบคุมพลังหรือยังนอกจากที่มันจะช่วยให้การใช้เวทมนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วมันยังสามารถช่วยให้พวกนายลดปริมาณการใช้เวทลงได้อย่างดีด้วยนะ” โนบลินอธิบายต่อ
“เอ่อ..มันช่วยยังไงเหรอโนบลิน”แอลที่เงียบมานานถามขึ้นมาบ้าง
“เดี๋ยวฉันจะค่อย ๆอธิบายให้ฟังแล้วกันนะ”โนบลินบอกก่อนจะขยับเปลี่ยนท่าที่นั่งอยู่ให้สบายมากขึ้นแล้วเริ่มอธิบายต่อ