หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 ไร้เทียมทาน

    บทที่ 38 ไร้เทียมทาน

            มองฉินชูสักพัก เหยียนอี้ก็พยักหน้า หากบอกเรื่องเฉียนชิงกับหลิ่วหนานที่กำลังจ้องเล่นงานอยู่ แล้วฉินชูถอยหนี แบบนี้คงไม่ใช่ฉินชูตัวจริง

            “จากที่ข้ารู้มา รอบนอกโบราณสถานชิงหวางมีทัณฑ์ผนึกที่มีพลังวิเศษกีดกันไม่ให้ผู้ฝึกตนที่สูงกว่าขั้นที่สี่เข้าไป หรือก็คือคนที่มีสิทธิ์เข้าแย่งชิงโชคลาภวาสนาได้ มีเพียงผู้ฝึกตนที่มีตบะต่ำกว่าขั้นที่สี่เท่านั้น หากพวกนั้นคิดจะเล่นงานเจ้า ก็ไม่มีทางมีตบะที่สูงไปกว่านี้ได้ ส่วนเรื่องแผนที่ ข้าได้แนบมาในจดหมายหน้าหลังแล้ว ฉบับนี้น่าจะละเอียดกว่าของลูกศิษย์คนอื่นๆ” เหยียนอี้อธิบายรายละเอียดสำคัญๆ ให้ฉินชูฟังอย่างหวังดี

            “รับทราบ ขอความกรุณาศิษย์พี่เหยียนกลับไปเรียนท่านผู้อาวุโสด้วย ว่าหากฉินชูผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีทางทำให้เขาผิดหวัง” ฉินชูพูดไหว้วานเหยียนอี้

            เหยียนอี้มาเพื่อเตือนเรื่องสำคัญกับฉินชู ในเมื่อหน้าที่สำเร็จลุล่วง เขาก็จากไปและมุ่งหน้าไปหาฉู่หยุนที่ยอดเขาเชียนหลัว เพราะคนในใจเขาอย่างฉู่หยุนที่มีตบะถึงขั้นที่สามระดับสมบูรณ์ แต่กลับไม่สามารถทำอะไรฉินชูได้ เรื่องนี้อาจกระทบกระเทือนสภาพจิตใจนางไม่น้อย

            หลังจากเหยียนอี้จากไป ฉินชูก็คลี่จดหมายอ่านอย่างละเอียดและเริ่มเข้าใจเรื่องราวของโบราณสถานชิงหวางทีละนิดๆ หน้าหลังสุดเป็นแผนที่ใบหนึ่ง มันเป็นภาพวาดที่เหล่าลูกศิษย์บนยอดเขาชิงจู๋ที่เข้าไปในโบราณสถานชิงหวางวาดขึ้นมา ซึ่งยอดเขาอื่นๆ ที่เหลืออีกหกลูกก็มีแผนที่แบบนี้จากลูกศิษย์ของตัวเองเช่นกัน

            สำหรับอันตรายด้านในโบราณสถานชิงหวาง ฉินชูก็ได้ทำความเข้าใจแล้วคร่าวๆ ด้านในมีทั้งกลไกค่ายกลและกลไกตราเวทย์ นอกจากนี้ยังมีพวกสัตว์อสูรที่ไม่รู้ระดับตบะอีก

            โบราณสถานชิงหวางแห่งนี้มีอยู่มาอย่างช้านาน แม้มีทัณฑ์ผนึกอยู่รอบนอก แต่สัตว์อสูรที่ต่ำกว่าขั้นที่สี่ก็สามารถเข้าไปได้ ซึ่งพวกสัตว์อสูรที่เข้าไปในตอนนั้นอาจจะทั้งตัวเล็กและอ่อนแอ ทว่าวันเวลายังคงไหลผ่านอยู่อย่างปกติ พวกมันย่อมเจริญเติบโตเป็นธรรมดา

            ครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง ฉินชูก็เก็บจดหมายและแผนที่ใส่แหวนมิติเก็บของ เขารู้ดีว่าความเสี่ยงและโชคลาภเป็นของคู่กัน มีแต่ต้องแบกรับความเสี่ยง ถึงจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

            นอกจากเรื่องโบราณสถานชิงหวาง ยังมีอีกเรื่องที่เขายังคิดไม่ตก นั่นก็คือการประลองยุทธ์จัดอันดับที่กำลังใกล้เข้ามา ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าจะไม่เข้าร่วม เนื่องจากศิษย์รับใช้ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม แต่เขาจำเป็นต้องสร้างสถานะของตัวเองและแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ เพื่อทำให้ตัวเองมีคุณสมบัติมากพอที่จะขอร้องให้โม่เต้าจื่อย้อนนิมิตสืบหาชาติกำเนิดของตัวเอง ก่อนหน้านี้โม่เต้าจื่อพูดถูก ในร่างกายเขามีเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเลือดศักดิ์สิทธิ์ล้วนเกี่ยวโยงไปถึงกองกำลังและขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ แต่พลังและสถานะของเขาในตอนนี้กลับไม่อาจสั่นสะเทือนทุกคนในสำนักชิงหยุนได้มากพอ แล้วนับประสาอะไรหากออกไปจากนอกสำนัก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจะเข้าร่วมการประลองยุทธ์จัดอันดับครั้งนี้ด้วยวิธีของเขาเอง

            เมื่อเรียบเรียงความคิดใหม่เสร็จสิ้น ฉินชูก็กินโอสถหนิงหยวนและเริ่มฝึกปราณ

            บรรยากาศภายในสำนักชิงหยุนเต็มไปด้วยความกดดัน การประลองยุทธ์ของลูกศิษย์ภายในสำนักที่จัดขึ้นปีละครั้งเริ่มใกล้เข้ามา นอกจากนี้ ข่าวเรื่องการปรากฏตัวขึ้นมาของโบราณสถานชิงหวางก็เริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้างเช่นกัน ทั้งสองเรื่องนี้มีผลกระทบต่อลูกศิษย์ในสำนักชิงหยุนเป็นยิ่งนัก

            ทว่าเหล่าศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋กลับไม่ได้รับคลื่นกระทบเหล่านี้ ไป๋อวี้ หลินเจิง เอ้อพั่งและคนอื่นๆ ยังคงพาศิษย์รับใช้คนอื่นๆ ออกไปทำภารกิจอยู่เนืองๆ ทุกคนมีความตั้งใจที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อศักดิ์ศรีและอยากเป็นที่เคารพ

            นี่เป็นยุทธภพที่ผู้อ่อนแอเป็นเนื้อสมัน ผู้แข็งแรงเป็นเสือสมิง หากต้องการเป็นที่เคารพนับถือก็ต้องแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลัง จริงอยู่ที่ตอนนี้หอศิษย์รับใช้มีฉินชูคอยปกป้องอยู่ แต่ฉินชูจะอยู่หอศิษย์รับใช้ได้ตลอดกระนั้นหรือ

            ศิษย์รับใช้หลายคนล้วนคิดเหมือนกัน ความสามารถของฉินชูโดดเด่นมาก ทางสำนักจะต้องเลี้ยงดูเป็นพิเศษ ไม่ช้าเร็วก็ต้องไปจากหอศิษย์รับใช้อยู่ดี ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับเวลา

            ทุกต้นเดือนฉินชูจะออกจากผาหินตัด ไปรับภารกิจที่หอคุณูปการ หากมีภารกิจน้อย เขาจะไปรับภารกิจที่ยอดเขาหลัก โดยไม่สนใจสายตาเคียดแค้นของผู้คนที่นั่นแม้แต่น้อย ทางสำนักไม่มีกฎห้ามไม่ให้เขามารับภารกิจที่ยอดเขาหลัก แล้วเขาจะปล่อยโอกาสทำภารกิจให้หยุดมือไปได้อย่างไร

            ก่อนหน้านี้ ผู้คนบนยอดเขาหลักต่างคิดว่าฉินชูเป็นพวกตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วง กระโดดได้เพียงไม่กี่วัน[1] แต่ตอนนี้กลับไม่คิดแบบนั้นแล้ว ตอนที่เพิ่งบรรลุตบะขั้นหนิงหยวน ฉินชูมีนิสัยดุดันบ้าบิ่นเป็นที่สุด แต่เมื่อเขาฝึกตนมาจนถึงขั้นหนิงหยวนระดับแปดแล้ว น้ำขึ้นเรือย่อมลอยสูง[2] แน่นอนว่าพลังการต่อสู้ย่อมเพิ่มสูงขึ้น

            พวกเฉียนชิงกับหลิ่วหนานรู้เรื่องที่ฉินชูมารับภารกิจที่ยอดเขาหลักตั้งนานแล้ว แต่พวกเขากลับปล่อยผ่าน เพราะไม่สบโอกาสอันประจวบเหมาะ พวกเขาเคยลองสะกดรอยตามฉินชูไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่หลังจากออกจากยอดเขาหลัก ฉินชูจะต้องกลับไปที่ยอดเขาชิงจู๋ก่อน แล้วค่อยไปทำภารกิจที่หุบเขามี่หยุน ดังนั้นการสะกดรอยตามเขา ค่อนข้างเสียแรงไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะหากถูกคนบนยอดเขาชิงจู๋เห็นเข้า คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

            และแล้วการประลองยุทธ์จัดอันดับของสำนักก็มาถึงตามเวลาที่กำหนด บรรดาศิษย์สายนอกและศิษย์สายในต่างเตรียมตัวต่อสู้ชิงดีชิงเด่นกันมาเป็นอย่างดี ในที่สุด เหล่าศิษย์สายนอกกับศิษย์สายในต่างพามารวมกันอยู่ที่ลานกว้างด้านหน้าตำหนักหลักแห่งสำนักชิงหยุน ภายใต้การนำของเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงจากแต่ละยอดเขา จากนั้นก็เหลือแต่รอให้การประลองยุทธ์จัดอันดับของสำนักชิงหยุนครั้งนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

            ศิษย์สายหลักก็มีการจัดอันดับเช่นกัน แต่แยกตัวไปจัดอันดับอย่างเป็นส่วนตัวที่สังเวียนการประลองในเขตที่พักของศิษย์สายหลัก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสีหน้าของพวกศิษย์สายหลัก เมื่อมีการประกาศอันดับรายชื่ออย่างเป็นทางการ ทุกคนจะรู้แค่เพียงอันดับรายชื่อเท่านั้น แต่ไม่รู้รายละเอียดอื่นใดว่าใครสู้ชนะใคร

            นอกจากยอดเขาชิงจู๋แล้ว เมื่อเหล่าลูกศิษย์จากยอดเขาอื่นๆ ที่เหลืออีกหกลูกเห็นฉินชูในชุดผ้าฝ้ายพื้นๆ ธรรมดา ต่างก็พากันโล่งใจขึ้นมา เพราะตอนนี้ฉินชูเป็นแค่ศิษย์รับใช้ จึงไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประลองยุทธ์จัดอันดับของศิษย์สายนอกและศิษย์สายใน

            ฉินชูกระชับฝักกระบี่ที่สะพายอยู่ข้างหลังพลางตั้งตัวตรงยืดอก...เป็นศิษย์รับใช้แล้วทำไม เป็นศิษย์รับใช้ไม่ใช่เรื่องน่าอายสักนิด

            ก่อนหน้านี้ ฉินชูจะเก็บฝักกระบี่ไว้ที่เอว แต่หลังจากฝึกเคล็ดกระบี่กายสิทธิ์ เขาเปลี่ยนมาเป็นสะพายกระบี่ไว้ข้างหลังแทน

            “คอยดูให้ดีว่าคนอื่นเขาสู้กันอย่างไร” หลัวเจินพูดกับฉินชูที่ยืนอยู่ข้างๆ ผู้อาวุโสซ่ง

            ฉินชูพยักหน้า ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ลงสนามต่อสู้เอง พอมาวันนี้เขาเปลี่ยนบทบาทมาเป็นคนดู และต้องการเรียนรู้จุดแข็งของคนอื่น

            ขั้นตอนการประลองยุทธ์จัดอันดับของสำนักคือ หลังจากจับฉลากต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว ผู้ที่แพ้ต้องลงจากสังเวียน เมื่อได้ผู้ชนะทั้งหมดสิบคน ก็จะเริ่มต่อสู้กันรอบใหม่เพื่อจัดอันดับหนึ่งถึงสิบตามพลังความสามารถ

            ไม่ถึงครึ่งวันก็ได้ข้อสรุป อันดับหนึ่ง อันดับสองเป็นของยอดเขาหลัก อันดับสามตกเป็นของยอดเขาเชียนหลัว ส่วนศิษย์สายนอกเพียงคนเดียวที่หลุดเข้ามาในรอบสองถูกจัดให้อยู่ลำดับหก

            หลังจากผู้ดำเนินพิธีหลักอย่างซูซานเหอประกาศอันดับรายชื่อ ฉินชูก็เดินออกมาจากกระโจมที่นั่งของยอดเขาชิงจู๋

            “ฉินชู เจ้าเป็นศิษย์รับใช้ ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์์เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้” ซูซานเหอลุกขึ้นจากที่นั่ง

            “วันนี้ ฉินชูผู้นี้ไม่ได้มาร่วมการประลองยุทธ์จัดอันดับของสำนัก แต่แค่ต้องการถามอันดับหนึ่งและอันดับสองว่าพวกเจ้ากล้าสู้อีกสักรอบหรือไม่ แสดงศักยภาพของพวกเจ้าให้ทุกคนได้เห็นว่าพวกเจ้าเหมาะสมกับอันดับ” ฉินชูกวาดตามองศิษย์รับใช้อันดับหนึ่งกับอันดับสองที่มาจากยอดเขาหลัก

            “หยุดก่อกวนได้แล้ว ออกไปซะ!” ซูซานเหอโกรธจัด นี่ฉินชูคิดจะทำอะไร อันดับหนึ่งกับอันดับสองเป็นลูกศิษย์จากยอดเขาหลักเชียวนะ

            ฉินชูคลี่ยิ้ม “หรือว่าไม่กล้า? การที่อันดับหนึ่งกับอันดับสองไม่กล้ารับคำท้าศิษย์รับใช้ของข้า แบบนี้ไม่ดูไร้น้ำยาไปหน่อยหรือ แบบนี้คนอื่นเขาจะเอาไปนินทากันได้ว่าศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งกับอันดับสองจากยอดเขาหลักขี้ขลาดจนไม่กล้ารับคำท้าจากศิษย์รับใช้! จริงสิ พวกเขาเคยถลึงตาและพูดจาสบประมาทข้าตอนอยู่ที่หอคุณูปการด้วย ความกล้าที่ทำเช่นนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ อย่าบอกนะว่าทำหล่นหายไปแล้ว”

            ‘ตัวก่อกวน’ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าฉินชูกำลังก่อกวนสถานการณ์อยู่ ทั้งนี้เพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทางฝั่งศิษย์สายนอกของยอดเขาหลักล้วนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่สู้ก็อายคน ถึงสู้ก็แพ้อยู่ดี

            “เกิดอะไรขึ้น ความกล้าไปไหนหมด ลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนอย่างพวกเราสู้ได้พ่ายแพ้เป็น แต่ไม่ใช่พวกที่ไม่มีความกล้าแม้แต่ชักกระบี่ออกมารับคำท้า” ลู่หยวนที่ดูการต่อสู้มาตลอดลุกขึ้นพูด เขาโมโหขึ้นมาเล็กน้อย โมโหที่ศิษย์สายนอกมัวแต่ยึกยักลังเลเหมือนพวกไม่มีจุดยืน ตอนนี้ฉินชูท้าทายอย่างห้าวหาญ แต่ศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งกับอันดับสองจากยอดเขาหลักกลับไม่กล้าแม้แต่จะตอบกลับ

            ภายใต้ความกดดันต่างๆ นานาที่ถาโถมเข้ามา สุดท้ายศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งกับอันดับสองจากยอดเขาหลักเลือกที่จะเอ่ยปากยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มสู้ เพราะพวกเขาไม่กล้าสู้กับฉินชูจริงๆ

            บรรยากาศเย็นเยียบลงฉับพลัน แม้ฉินชูจะไม่ได้เข้าร่วมการประลองยุทธ์จัดอันดับในกลุ่มศิษย์สายนอกครั้งนี้ แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นราชาไร้มงกุฎผู้ไร้เทียมทานที่สุดในหมู่ศิษย์สายนอก

            [1] ตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วง กระโดดได้เพียงไม่กี่วัน หมายถึงคนที่ทำตัวเก่งกาจในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังกลับถูกข่มด้วยผู้คนหรืออำนาจที่อยู่สูงกว่า

            [2] น้ำขึ้นเรือย่อมลอยสูง หมายถึง สองสถานการณ์หรือปัจจัยที่สัมพันธ์กัน เมื่อสถานการณ์หรือปัจจัยหนึ่งดีขึ้น อีกสถานการณ์หนึ่งย่อมพลอยดีขึ้นตาม

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน