รักนี้เป็นของเธอ (จบ)

    บทที่ 9

    เมอร์ลินรู้สึกสบายใจขึ้นบ้างกับสถานะอันล่อแหลมต่ออันตรายเมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ สิ่งที่เธอต้องการอย่างที่สุดในเวลานี้คืออยากจะได้คุยกับแอนน์ทางโทรศัพท์อีกครั้ง แต่สายโทรศัพท์ยังขาดอยู่นั่นเองเมื่อเธอยกหูขึ้นเช็คดู อาจจะเป็นไปได้ว่าป่านนี้แอนน์เองก็คงกังวลใจกับสถานะของเมอร์ลินด้วยเช่นกันการที่ได้มาพบและรู้จักกับแบรนดอน คามิเกล ทำให้เมอร์ลินออกรู้สึกแปลกใจที่แอนน์กล้าพอที่จะเขียนเรื่องราวในชีวิตของซูซี่ขึ้นมาเป็นหนังสือ ทั้งที่สามีของซูซี่ยังเศร้าโศกเสียใจอย่างหนักกับการสูญเสียภรรยาของเขาไป เธอรู้ว่าความรู้สึกที่ดีที่แอนน์มีต่อเขานั่นเองที่ทำให้บุคคลทั้งสองยังคงรักษาความเป็นเพื่อนต่อกันมาได้ และทำให้แรนด์ไม่ตัดเธอออกจากความเป็นญาติในสิ่งที่แอนน์ได้กระทำลงไปเมอร์ลินรู้สึกชอบแอนน์ เบนตัน ขึ้นมาอย่างมาก รู้ดีว่าแอนน์จะต้องเป็นบุคคลพิเศษสำหรับแรนด์จริง ๆ เขาจึงได้ยอมรับหนังสือที่เธอเขียนขึ้นเกี่ยวกับซูซี่เล่มนั้นหนังสือเล่มที่แอนน์เขียนขึ้น เล่าถึงชีวิตพี่สาวตั้งแต่เกิด ชีวิตในวัยเด็กเมื่ออยู่ที่นี่ เล่าถึงความรักครั้งแรกความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวที่จะเป็นนักแสดงให้ได้ แม้ว่าจะได้รับการคัดค้านไม่เห็นด้วยจากครอบครัว เล่าถึงชีวิตการแต่งงานกับแบรนดอน คามิเกลยิ่งกว่านั้นยังได้บรรยายถึงความรู้สึกต่อต้านของเขาที่ต่อต้านฐานะอันมั่งคั่งของฝ่ายภรรยา เพราะชีวิตในวัยเด็กของแรนด์นั้นต้องอยู่ในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า และความมั่งคั่งของเขาเกิดขึ้นจากความมานะพยายามที่จะต่อสู้ในทุกวิถีทางซึ่งปัดคนที่อ่อนแอกว่าให้ไปอยู่ข้างหลังอย่างมากมายจากหนังสือเล่มนั้นทำให้เธอได้รู้ว่าเขารักซูซี่เหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ซูซี่รักเขา ทั้งคู่เหมาะสมกันอย่างที่สุด และมีความสุขด้วยกันอย่างล้นเหลือ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของซูซี่ และความพยายามที่จะเอาชนะต่อโรคภัยที่รุมล้อมอยู่แทบจะทำให้หัวใจของแรนด์แตกสลายลงด้วยเช่นกันมันเป็นการต่อสู้ที่แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้ แต่เมอร์ลินก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเป็นฝ่ายชนะได้เธอรู้สึกอิจฉาซูซี่ที่ได้มีโอกาสรู้จักกับความรักเช่นนั้นเพราะเมอร์ลินเองก็เคยมีความฝันที่จะมีบ้านมีสามีและลูก ๆ ที่น่ารักเช่นนั้นเหมือนกัน แต่แม้อายุจะ 26 ปีแล้วเธอก็ยังสนใจจะเป็นผู้หญิงที่ทำงานช่วยตัวเองเช่นเดียวกับแม่มากกว่าในท่ามกลางความคิดที่เกือบจะเรียกได้ว่าสิ้นหวังเมอร์ลินผลุดลุกขึ้นเตรียมตัวเข้านอนแม้จะผิดที่ผิดทางต้องเข้ามานอนอยู่ในเตียงภายในบ้านของคนแปลกหน้า โดยมีเสียงฝนที่คุกคามอยู่กับหน้าต่างห้องนอนตลอดเวลา และกับความไม่แน่ใจต่อเต่อสิ่งที่อยู่ในความคิดของคนที่เป็นเจ้าของบ้านอยู่บ้าง แต่ภายหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาตลอดทั้งวัน เมอร์ลินก็ผล็อยหลับไปเกือบจะในทันทีที่หัวถึงหมอนและในท่ามกลางราตรีนั้นที่เธอต้องตกใจตื่นขึ้น...เธอได้ยินเสียงกระแทกอย่างแรง ในตอนแรกนั้นเธอคิดว่ามันเป็นเสียงจากลมพายุที่ยังรุนแรงอยู่ภายนอกบางทีต้นสนที่รายล้อมอยู่โดยรอบบ้านอาจจะหักโค่นลงมา เสียงลมที่อึงอลอยู่โดยรอบบอกให้รู้ว่าพายุใหญ่กำลังพัดวนอยู่รอบบริเวณนี้ เมอร์ลินบอกตัวเองว่าเธอจะต้องออกไปดูให้รู้แน่ชัดว่าแรนด์ไม่เป็นอะไรประตูห้องนอนของเขายังคงเปิดกว้างอยู่ ภายในห้องนั้นว่างเปล่า แม้ว่าความยับยุ่งบนเตียงนอนจะบอกให้ แรนด์ได้ขึ้นมาใช้เตียงนี้อยู่อย่างน้อยก็ครึ่งค่อนคืน บางทีเขาอาจจะเดินลงบันไดไปชั้นล่าง เพื่อหาที่มาของเสียงดังกล่าวนั้นกระมังเธอได้ยินเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งตามมาด้วยเสียงแก้วที่แตกเปรื่องลง เสียงนั้นดังมาจากชั้นล่าง คุณพระช่วย...สงสัยว่าบ้านจะต้องพังเพราะต้นไม้ที่ล้มลงมาทับอย่างแน่นอน ขณะวิ่งลงบันไดเพื่อจะไปดูแรนด์ เธอก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากทางห้องนั่งเล่นที่จัดเป็นห้องเครื่องดื่มอยู่ในตัว เสียงนั้นเหมือนเสียงสัตว์ที่ร้องครางด้วยความเจ็บปวด หรือว่าแรนด์จะเลี้ยงสุนัขกับแมวไว้ในบ้าน...แต่แล้วเมอร์ลินก็ต้องยืนตัวแข็งอยู่กับที่ เสียงที่เธอได้ยินนั้นมันไม่ใช่เสียงร้องของสัตว์อย่างที่เข้าใจในตอนแรกแต่เป็นเสียงร้องของแรนด์ เขากำลังสะอึกสะอื้นอยู่เบื้องหน้าเตาผิงที่เปลวไฟยังลุกโพลงอยู่ บนพรมข้างตัวมีกรอบรูปที่แตกละเอียด รูปของซูซี่ที่เธอได้เห็นตั้งอยู่ข้างหัวเตียงและขณะนี้เธอกำลังเงยหน้าขึ้นยิ้มให้แรนด์อยู่บนพรมเมอร์ลินไม่รู้ว่าเธอควรจะเดินเข้าไปในห้องนั้นหรือว่าออกไปให้พ้นเสีย เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองกำลังบุกรุกเข้าไปในโลกแห่งความโศกศัลย์ของเขา กรอบรูปที่แหลกละเอียดนั้นมันไม่น่าเกิดขึ้นด้วยเหตุบังเอิญ ในเมื่อก่อนนี้มันตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียงมาแล้ว เขาคงจะหยิบมันติดมือลงมาด้วยและแล้วเธอก็เห็นสิ่งที่ก่อให้เกิดเสียงดังจนตกใจตื่นขึ้นในตอนแรก ขวดบรั่นดีแตกกระจายอยู่ในเตาผิงและเหล้าในขวดน่าจะหมดลงก่อนที่มันจะถูกโยนเข้าไปในนั้น แต่ทำไมแรนด์จะต้องดื่มหนักและทำลายรูปภรรยาด้วยเล่าไม่ว่าเขาจะมีเหตุผลประการใดก็ตาม เมอร์ลินคิดว่าเขาจะต้องไม่พอใจกับการบุกรุกของเธอเป็นแน่ ตอนที่เธอกำลังจะถอยกลับเดินออกจากห้องนั้นเองที่รู้สึกว่าเสียงสะอื้นได้หยุดลงแล้ว และขณะนี้เขากำลังมองตรงมายังเธอแรงสะอื้นขึ้นมาติดค้างอยู่ตรงลำคอ เมื่อเธอมองเห็นความทุกข์ที่ฉายชัดอยู่ในสีหน้าของเขา ดวงตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความเจ็บช้ำขมขื่นที่เกิดอยู่ในใจ หยาดน้ำตายังเปียกชื้นอยู่บนใบหน้าที่เผือดซีดด้วยแรงอารมณ์“แรนด์ ...” เธอวิ่งเข้าไปหาเมื่อเห็นเนื้อตัวเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอีก แต่แล้วก็หยุดชะงักอยู่ไม่รู้ว่าเขาต้องการให้เธอทำอะไร เธอใคร่ที่จะเข้าไปสัมผัสให้ถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขา อยากจะโอบกอดร่างเขาไว้ ปลอบปลุกให้เขาคลายใจลง ถ้าเพียงแต่เขาจะยอมอนุญาตให้เธอทำเช่นนั้นได้ขณะที่เขายืนขึ้นช้า ๆ นั้น เรือนร่างถูกอาบไล้อยู่ด้วยแสงไฟ และเมอร์ลินก็รู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีอยู่สิ่งเดียวเท่านั้นที่เธอจะสามารถปลอบใจเขาได้ในคืนวันนี้ เพียงแค่คำพูดอย่างเดียวย่อมไม่พอเธอเดินลึกเข้าไปในห้องไปหยุดอยู่ห่างจากเขาไม่มากนัก มือไม้สั่นเทาเมื่อยกขึ้นปลดสายคาดเสื้อนอนออก เผยให้เห็นทรวงอกที่เคร่งครัดและเชิญชวน ชุดนอนเนื้อนุ่มลงไปกองอยู่ตรงปลายเท้าเมื่อร่วงหล่นลงจากสะโพกเธอก้าวเข้าสู่อ้อมแขนของแรนด์ที่รอรับอยู่...

    ความเจ็บปวดในสีหน้าของแรนด์เพิ่มขึ้นเมื่อเมอร์ลินเงยหน้าขึ้นหลังจากประทับจุมพิตแผ่วลงกลางแผ่นอก เธอขยับตัวถอยห่างออกจากเขาอย่างไม่แน่ใจนัก“อย่า” เขาครางพร้อมกับดึงร่างเธอเข้ามาใกล้ “คืนนี้ผมต้องการมนต์ของคุณนะ เมอร์ลิน ต้องการจริง ๆ ”เธอรู้สึกถึงเนื้อตัวที่สั่นสะท้านอยู่ภายใต้ฝ่าใต้ฝ่ามือที่วางทาบอยู่บนช่วงไหล่ สัมผัสความต้องการอันรุนแรงที่แนบอยู่ตรงหน้าท้อง และใจคอก็สะท้านเมื่อนึกถึงว่าความปรารถนาอันนั้นจะต้องได้รับการปลดปล่อยออกมา