หูหลันเยวี่ยยอมรับว่าชายหนุ่มชื่อเฉิงไฉคนนี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจอยู่ไม่น้อย เพียงแค่เขาใช้ลูกเล่นนิดหน่อย ก็สามารถทำให้หญิงสาวที่ไม่ประสีประสาคนหนึ่งหลงใหลได้แล้ว
จังหวะเดียวกับที่จ้าวหงซิ่วเดินผ่านมาพอดี หูหลันเยวี่ยจึงรีบคว้าแขนแม่ไว้ แล้วชี้ไปยังเฉิงไฉที่เดินห่างจากโจวเจียฮุ่ยออกมา "ป้ารอง หนุ่มผิวขาวๆ คนนั้นเป็นญาติทางบ้านเราเหรอคะ? ดูท่าทางพี่สาวของหนูจะสนิทกับเขามากเลย"
"เขาชื่อหลิวเฉิงไฉ อยู่หมู่บ้านเดียวกันนี่แหละ แต่บ้านเราไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันหรอก ทำไมเขาถึงมาโผล่ในงานแต่งได้?" จ้าวหงซิ่วเอ่ยถึงหลิวเฉิงไฉด้วยสีหน้าเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความแปลกใจที่เขาปรากฏตัวขึ้น
จากท่าทีของจ้าวหงซิ่ว หูหลันเยวี่ยก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง "ป้ารอง แขกมาก็ต้องต้อนรับ วันนี้เป็นวันดีของพี่ชาย คนที่มาร่วมแสดงความยินดียิ่งเยอะๆ ก็ยิ่งครึกครื้นนะคะ"
จ้าวหงซิ่วพยักหน้าเห็นด้วย "สมแล้วที่เยวี่ยเยวี่ยเป็นคนมีการศึกษา พูดจาอะไรก็ไพเราะน่าฟังไปหมด"
หูหลันเยวี่ยจำได้ว่าโจวเจียฮุ่ยหนีตามหลิวเฉิงไฉไปในชาติที่แล้ว ก็เพราะเธอรักกับหลิวเฉิงไฉแบบไม่ผ่านพ่อแม่ คนในสกุลโจวจึงคัดค้านหัวชนฝา
แต่โจวเจียฮุ่ยกลับทิ้งพ่อแม่และพี่ชายที่รักเธอ เพื่อความรักที่ตัวเองวาดฝันไว้ และหนีตามหลิวเฉิงไฉไปใช้ชีวิตในที่ที่ห่างจากบ้านเกิดกว่าสองร้อยกิโลเมตร
ในเมื่อปกติสองบ้านไม่ได้ไปมาหาสู่กัน วันนี้เป็นวันมงคลของโจวเฉินกวง หลิวเฉิงไฉจึงมาโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจของโจวเจียฮุ่ย หรือเป็นเพราะหลิวเฉิงไฉอยากจะมาสร้างความประทับใจให้ญาติฝ่ายหญิงก่อนที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะพัฒนาไปไกลกว่านี้ก็ตาม
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง โจวเฉินกวงที่ไปรับตัวเจ้าสาวก็มาถึงแล้ว
เจ้าสาวสวมชุดแต่งงานสีแดงตามธรรมเนียมท้องถิ่น นั่งบนรถลากไม้ โดยมีพี่ชายแท้ๆ ของเจ้าสาวเป็นคนลากมาส่งที่บ้านเจ้าบ่าว
เจ้าสาวชื่อซ่งหว่านสยา อยู่หมู่บ้านข้างๆ นี้
เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยประถมกับโจวเฉินกวง แต่การแต่งงานของทั้งคู่กลับเป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่และคนเฒ่าคนแก่
หลังจากรับตัวเจ้าสาวมาไม่นาน ฤกษ์ดีในการกราบไหว้ฟ้าดินก็มาถึง
ภายใต้การเป็นสักขีพยานของญาติสนิทมิตรสหาย หนุ่มสาวที่เหมาะสมกันทั้งรูปร่างหน้าตาก็ได้ครองคู่กัน
หลังจากเสร็จพิธีแต่งงาน ถั่วลิสง เกาลัด พุทราแดง และลูกอมมงคลที่วางอยู่บนโต๊ะแปดเซียนขาสูงก็ถูกโปรยลงบนพื้นจนหมด แล้วญาติสนิทมิตรสหายที่มาร่วมงานก็ต่างกรูกันเข้าไปแย่งชิง
ในบรรดาคนที่แย่งลูกอม เกาลัด พุทราแดงเหล่านั้น บางคนก็อยากจะรับความเป็นสิริมงคล ส่วนบางคนก็แค่อยากจะหาอะไรกิน
ในยุคที่ข้าวของยังไม่ค่อยมีค่ามากมายนัก สำหรับหลายๆ ครอบครัวแล้ว การได้กินลูกอมสักเม็ด พุทราแดงสักลูกนอกเหนือจากช่วงเทศกาล ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยมากแล้ว
จ้าวหงเหมยอุ้มลูกสาวคนเล็กอยู่ จึงไม่ได้เข้าร่วมวงแย่งลูกอม
เธอเห็นหูหลันเยวี่ยยืนเหม่ออยู่เฉยๆ ก็รีบเตือน "เยวี่ยเยวี่ย ถ้าไม่รีบไปแย่ง เดี๋ยวก็ไม่ได้ลูกอมสักเม็ดหรอก"
หูหลันเยวี่ยยื่นมือไปรับยายามาจากอ้อมอกแม่ "แม่ หนูไม่เคยแย่งลูกอมนี่นะคะ แม่ไปแย่งแทนเถอะ หนูจะดูแลน้องเองค่ะ"
"แม่ว่าหนูคงจะรังเกียจว่าของมันสกปรกมากกว่ามั้ง" จ้าวหงเหมยพูดแทงใจดำถึงสาเหตุที่แท้จริงที่หูหลันเยวี่ยไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมแย่งลูกอมอย่างไม่ไว้หน้า
หูหลันเยวี่ยแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่แม่พูดเมื่อกี้ แล้วหันไปหยอกล้อยายาที่กำลังกะพริบตาใส่เธอ
หลังจากแย่งลูกอมเสร็จแล้ว ก็มีการพูดคุยกันต่ออีกสักพัก งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เรียกได้ว่าจ้าวหงซิ่วและสามีทุ่มสุดตัวเพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองสมรสให้ลูกชาย
พวกเขาไม่เพียงแต่ฆ่าหมูตัวใหญ่ที่เลี้ยงมาเกือบครึ่งปีเท่านั้น แต่ยังฆ่าแกะอีกด้วย
มีการตั้งโต๊ะเลี้ยงทั้งหมดสิบโต๊ะ แต่ละโต๊ะมีอาหารแปดอย่าง
โจวเลี่ยง สามีของจ้าวหงซิ่วเป็นครู มีเงินเดือนประจำ จ้าวหงซิ่วก็ขยันขันแข็ง เลี้ยงแม่หมูแก่ไว้ตัวหนึ่ง ปีปีหนึ่งขายลูกหมู ทำเงินได้ไม่น้อย
พวกเขาจึงถือว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีในหมู่บ้าน งานเลี้ยงแต่งงานของโจวเฉินกวงจึงมีหน้ามีตาเช่นนี้
ตอนกินข้าว ยายานอนหลับไปแล้ว จ้าวหงเหมยกลัวว่าคนในบ้านจะเสียงดังรบกวนลูกสาว เธอจึงอุ้มยายาออกจากโต๊ะอาหารไปหาที่เงียบๆ
พอจัดการอะไรต่อมิอะไรเสร็จเรียบร้อย จ้าวหงซิ่วก็นำอาหารบางส่วนมาให้ แล้วสองพี่น้องก็ถือโอกาสนี้พูดคุยกัน
"หงเหมย ฉันได้ยินเจียฮุ่ยบอกว่ากางเกงที่เยวี่ยเยวี่ยให้แพงมากเลยนะ บ้านเธอก็ไม่ได้มีเงินทองมากมายอะไร จะซื้อกางเกงแพงๆ ให้เจียฮุ่ยทำไมกัน"
จ้าวหงเหมยหัวเราะ "พี่ อย่าพูดอะไรเกรงใจกันแบบนั้นเลยค่ะ เยวี่ยเยวี่ยกับเจียฮุ่ยสนิทสนมกันดี ญาติส่งของให้กัน ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยเรื่องราคาหรอกค่ะ"
จ้าวหงซิ่วกล่าวว่า "ฉันรู้ว่าไม่ควรคิดเล็กคิดน้อย ฉันก็แค่คิดว่าบ้านเธอไม่ได้มีเงินทองมากมายอะไร กางเกงตัวนั้นมันแพงเกินไป ฉันแก่จนป่านนี้แล้ว เพิ่งเคยเห็นกางเกงผ้าเนื้อดีที่ใส่แล้วดูทันสมัยขนาดนั้นเป็นครั้งแรกเลยนะ"
จ้าวหงเหมยตอบ "ฉันก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน เยวี่ยเยวี่ยอยากจะตัดกางเกงยีนส์แบบนี้ให้ฉันกับพ่อเขาใส่ด้วย แต่พวกเราไม่กล้าหรอกค่ะ ถ้าพวกเราใส่กางเกงทันสมัยขนาดนี้ คงโดนคนในหมู่บ้านนินทาจนจมดินแน่ๆ"
จากนั้นจ้าวหงเหมยก็เล่าเรื่องที่บ้านกำลังจะทำโรงเรือนปลูกผักให้จ้าวหงซิ่วฟัง "พี่ พวกเราตั้งใจจะทำโรงเรือนปลูกผักตามคำแนะนำของเยวี่ยเยวี่ยค่ะ ถ้ามันได้ผลจริงๆ ตอนนั้นพี่ก็ทำบ้างนะคะ จริงสิ ฉันคิดว่าจะขอให้พี่เขยกับเฉินกวงไปช่วยตอนสร้างโรงเรือน ตอนนั้นก็ให้เจียฮุ่ยตามไปอยู่เล่นด้วยกันเลยสิคะ"
จ้าวหงซิ่วยิ้มรับ "ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เดี๋ยวจะให้พี่เขยกับเฉินกวงไปช่วยสร้างนะ ถ้าปลูกผักในโรงเรือนได้จริงๆ ตอนนั้นบ้านเราก็จะทำด้วย เฉินกวงก็มีครอบครัวแล้ว ถ้าเขากับเมียเอาแต่ปลูกข้าวทำนาอย่างเดียว ชีวิตก็ไม่ได้สบายนัก หาอะไรอย่างอื่นทำบ้างก็ดี"
ประมาณบ่ายสองบ่ายสาม สองพี่น้องหูหลันเยวี่ยก็กินเลี้ยงเสร็จแล้วกลับบ้านพร้อมกับพ่อแม่
ตอนจะกลับ หูหลันเยวี่ยก็ชวนโจวเจียฮุ่ยไปเที่ยวที่บ้านบ้าง
โจวเจียฮุ่ยยิ้มให้เป็นการตอบรับ
หลังจากนั้นทั้งห้าคนก็เดินเท้ากลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หูหลันเยวี่ยก็รีบปีนขึ้นไปบนหลังคา เตรียมเก็บลูกพลับแห้งที่ตากไว้ลงมา
ลูกพลับบนต้นพลับสองต้นของบ้านถูกนำมาหั่นเกือบหมดแล้ว และทยอยนำไปตากจนเป็นลูกพลับแห้ง
หูหลันเยวี่ยคิดว่าถ้าอาทิตย์หน้าอากาศดี เธอก็จะพาถิงถิงไปขายลูกพลับแห้งในตัวอำเภอ
ลูกพลับที่ตากไว้แห้งสนิทแล้ว หลังจากเก็บลงมาจากหลังคา หูหลันเยวี่ยก็นำลูกพลับแห้งที่ตากเสร็จใหม่ๆ ไปรวมกับที่เก็บมาก่อนหน้านี้
ที่บ้านมีตาชั่งเล็กๆ แบบที่ชั่งได้มากสุดยี่สิบจิน หูหลันเยวี่ยก็ลองนำลูกพลับทั้งหมดมาชั่ง แต่ปรากฏว่าเข็มไม่กระดิก นั่นแสดงว่าลูกพลับเหล่านี้มีน้ำหนักเกินยี่สิบจินไปแล้ว
พริบตาเดียววันเสาร์ก็มาถึง
หูหลันเยวี่ยสอนหนังสือครึ่งวันเช้าเสร็จที่โรงเรียน เธอก็รีบกลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้านแบบรีบๆ แล้วก็เตรียมตัวไปขายลูกพลับแห้งในเมืองกับถิงถิง
นอกจากลูกพลับแห้งแล้ว สองพี่น้องยังนำไข่ไก่ดิบไปอีกสามสิบฟอง และนำซานจาแห้งไปอีกยี่สิบจิน
หลังจากไปถึงตัวอำเภอ สองพี่น้องก็ตรงไปยังบริเวณบ้านพักพนักงานที่พวกเธอเคยตั้งแผงขายของก่อนหน้านี้
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ สองพี่น้องก็จะมาตั้งแผงขายของแถวนี้เกือบทุกวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ เรียกได้ว่าพวกเธอคุ้นหน้าคุ้นตากับคนที่อาศัยอยู่แถวนี้พอสมควร
ภายในช่วงบ่าย สองพี่น้องก็ขายของที่ขนมาทั้งหมดจนเกลี้ยงไม่เหลือ
หลังจากขายของหมด หูหลันเยวี่ยก็พาน้องสาวไปยังตลาดสด
พรุ่งนี้ญาติๆ จะมาช่วยกันสร้างโรงเรือนปลูกผักที่บ้าน ดังนั้นหูหลันเยวี่ยจึงต้องซื้อเนื้อและผักบางส่วนที่อำเภอกลับไปด้วย