คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 157 ตอบโต้

            

            สั่งฟ้า

            เป็นระดับที่แข็งแกร่งมาก

            ในผู้ฝึกตนจำนวนหนึ่งหมื่นคน อาจมีเพียงร้อยสองร้อยคนเท่านั้นที่ฝึกมาจนถึงระดับนี้ได้

            มันต่างไปจากพลังสี่ระดับก่อนหน้านี้ คือพลังทั้งสี่ระดับ ถูกเรียกว่าเป็นระดับพลังของมนุษย์ธรรมดาเท่านั้นเพราะแม้ผู้ฝึกตนจะมีความเร็ว และมีพลังที่แข็งแกร่งมากกว่าคนทั่วไป แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาอยู่ดี

            หากอาวุธที่ใช้คมมากพอ และผู้ฝึกพลังกระจายพลังออกมาป้องกันไม่ทันต่อให้จะเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกพลังอะไรก็สามารถสังหารผู้ฝึกที่อยู่ในระดับทั้งสี่ได้

            แต่หากก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับคุมพิภพได้สภาพร่างกายของผู้ฝึกพลังก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปนักรบในระดับนี้ จะมีพลังวิญญาณคุ้มกายตลอดเวลาแม้ในยามที่ไม่ได้กระจายพลังออกมาอย่างจงใจก็ตามอาวุธธรรมดาไม่อาจสร้างบาดแผลให้พวกเขาได้แม้แต่น้อย แต่ก็แน่นอนว่าอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะหากเป็นผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งมากพออย่าว่าแต่อาวุธธรรมดาเลย ต่อให้เป็นแค่กิ่งไม้ธรรมดา ก็ฆ่าคนได้อย่างสบายๆ แล้ว

            ซูฉางอันไม่มีพลังที่แข็งแกร่งเพียงนั้นแต่อย่างใด เพียงโชคดีที่เขามีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังอย่างแท้จริง...

            เขาเริ่มจากการหลอกว่าจะประชันพลังวิญญาณกับชายวัยกลางคน จากนั้นฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายกำลังรวบรวมพลังสั่งให้กระบี่สิบทิศพุ่งเข้าโจมตีจากทางด้านบน ทางด้านของชายวัยกลางคนเพราะกำลังรวบรวมพลังเพื่อต้านพลังดาบของซูฉางอันจึงไม่ทันได้สังเกตและไม่มีพลังเหลือที่จะป้องกันตัว ซูฉางอันจึงได้จังหวะโจมตีอีกฝ่ายในที่สุด

            หากดูเผินๆ อาจเป็นการประลองที่เรียบง่ายและแสนสั้น

            แต่ความจริง ทุกกระบวนท่าล้วนเต็มไปด้วยแผนการและความอันตราย

            กระบี่สิบทิศเข้าไปประชิดตัวแล้ว หากเป็นกระบี่ทั่วไป พลังวิญญาณของหลี่ว์เจี้ยนไป่อาจจะต้านเอาไว้ได้บ้างแต่สำหรับกระบี่สิบทิศ พลังของเขาช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี

            ก้อนเนื้อนับสิบที่มีขนาดแตกต่างกันออกไปร่วงจากร่างของชายวัยกลางคนทันทีที่คมกระบี่สัมผัสและเสียงร้องโหยหวนที่น่าสยดสยองดังออกมาจากปากของเขาในเวลาต่อมา

            ซูฉางอันรู้สึกอึดอัดขึ้นในหัวใจ เขารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังฝืนตัวเองเอาไว้ และฝืนมองไปยังชายซึ่งร่างอาบไปด้วยเลือดตรงหน้าต่อไป

            เขาบอกกับตัวเองในใจ...

            ต้องมองดูเลือดสดเช่นนี้ให้ชิน จึงจะมีความกล้ามากพอจะไปสู้กับเมืองฉางอันที่อำมหิตยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่าข้างนอกนั่น

            ศิษย์ที่เดินทางมาพร้อมกันรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกดำ เดิมทีผู้ดูแลสูงสุดเพียงสั่งให้พวกเขามาหาเรื่องและพูดท้าทายสำนักเทียนหลานเท่านั้น ทั้งยังให้ค่าตอบแทนราคางามอีก

            เรื่องเช่นนี้ มีสำนักเคยทำมาตั้งหลายแห่ง เช่นนั้น พวกเขาจึงไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น

            แต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะดำเนินมาจนถึงจุดนี้ได้ อาจารย์ที่พวกเขาเคารพรักมาโดยตลอดถูกเด็กหนุ่มที่มีอายุไล่เลี่ยกับตน หรืออาจน้อยกว่าด้วยซ้ำทำร้ายจนร่างโชกไปด้วยเลือดต่อหน้าต่อตาพวกเขา...

            พวกเขามองไปยังเด็กหนุ่มบนลานประลองโดยพร้อมเพรียง บัดนี้เส้นผมสีดำของเขายุ่งเหยิงเล็กน้อย ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกราวเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นปีศาจร้ายที่หลุดออกมาจากขุมนรก

            เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอีกครา ผิวหนังบนร่างของหลี่ว์เจี้ยนไป่หลุดออกจนแทบจะไม่มีเหลือเลือดและเนื้อถูกเปิดเผยอย่างไร้สิ่งปิดบัง ขณะที่เลือดสดทะลักออกมาราวไม่มีวันหมด

            ซูฉางอันรู้สึกเบื่อเหลือทน เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีความคิดบางอย่างเขาหัวใจกระตุกวูบ กำลังจะควบคุมให้บงกชจากกระบี่สิบทิศแหลกร่างโชกเลือดให้เละเป็นชิ้นๆไปเสีย

            แต่เพิ่งจะตัดสินใจได้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

            “คุณชายซู ไว้ชีวิตเขาด้วย” เสียงนั้นจะโกนขึ้น ทว่าซูฉางอันกลับไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อยทันใดนั้น พลังวิญญาณอันมหาศาลกระจายเข้าหา นั่นทำให้ซูฉางอันสะดุ้งเฮือก ถอยออกไปไกลหลายจั้งและกระอักเลือดออกมาในที่สุด บงกชแห่งพลังที่ปลายกระบี่ก็ร่วงโรยลงเช่นกันเหลือเพียงกระบี่ยาวเท่านั้น ที่พุ่งกลับเข้ามาในฝักกระบี่เบื้องหลังซูฉางอันในที่สุด

            เสียงฝีเท้าที่แสนวุ่นวายดังขึ้นตามมา ชายผู้มีหางตาเชิดสูงและมีหนวดเคราประดับอยู่เหนือริมฝีปากเดินนำกลุ่มองครักษ์ในชุดเกราะสีดำเข้ามา

            ซูฉางอันเคยเจอชายผู้นี้มาก่อน เขาก็คือจางจื่อวู่เสนาบดีตุลาการแห่งแผ่นดินต้าเว่ยที่เดินทางมาจับกุมตู้หงฉางในงานร้อยสำนักเมื่อครั้งก่อน

            “คุณชายซู รบกวนท่านแล้ว!” ชายผู้นั้นเดินมาหยุดตรงหน้าซูฉางอันจากนั้นยกมือขึ้นมาประสานกันเป็นเชิงคารวะ ท่าทางของเขานอบน้อมเหลือเกินทว่าน้ำเสียงและคำพูดที่ใช้ กลับไม่มีความรู้สึกผิด หรือเกรงใจแฝงอยู่เลย

            ทางด้านของกู่เซี่ยนจวินที่ยืนอยู่ข้างๆเมื่อเห็นซูฉางอันกระอักเลือดออกมา ก็รีบพุ่งเข้าไปหาด้วยความร้อนใจ จากนั้นพยุงร่างโซซัดโซเซของชายหนุ่มเอาไว้ในอ้อมแขนซึ่งเมื่อได้เห็นจางจื่อวู่กู่เซี่ยนจวินก็รู้ทันทีว่าอาการบาดเจ็บที่ซูฉางอันได้รับ ต้องเป็นฝีมือของชายผู้นี้แน่เหตุนี้ นางจึงระเบิดโทสะขึ้นในเสี้ยววินาที

            “เสนาบดีจาง นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?” นางถามด้วยสายตาเย็นยะเยือกความหนาวเย็นที่แฝงอยู่บนใบหน้าของนางมีมาก ราวเป็นสิ่งของที่จับต้องได้เช่นนั้น

            ในตอนนั้น มู่กุยอวิ๋นประคองตัวเองลุกขึ้น เดินไปหยุดอยู่ข้างคนทั้งสองแล้วมองไปยังเสนาบดีตุลาการแห่งแผ่นดินต้าเว่ยผู้นี้ด้วยสายตาที่เย็นยะเยือกไม่ต่างกัน

            ทว่าจางจื่อวู่กลับทำราวกับมองไม่เห็นรังสีที่แสนหนาวเย็นจากสายตาของคนทั้งสอง

            เขายืดตัวตรง พลางกล่าวระคนหัวเราะขึ้น “กู่โหวเยอย่าล้อข้าเล่นเช่นนี้เลย ข้าเป็นเสนาบดีตุลาการของแผ่นดินต้าเว่ย ทุกสิ่งที่ทำ ล้วนเพื่อจับกบฏชั่วแทนองค์จักรพรรดิเท่านั้นนอกจากนี้แล้ว ข้ายังจะทำเพื่ออะไรได้อีกเล่า?”

            “เจ้า!”เมื่อได้ยินดังนั้น กู่เซี่ยนจวินกระจายโทสะออกมาอย่างอดไม่ได้ นางเตรียมจะพูดบางอย่างออกมาแต่ก็ถูกซูฉางอันขัดขึ้นเสียก่อน

            “เสนาบดีจาง หากท่านอยากจับโจรแผ่นดิน เช่นนั้นพวกเรา สำนักเทียนหลานย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งอยู่แล้ว”ซูฉางอันเช็ดรอยเลือดที่มุมปากออก ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงต่ำ “แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องถามให้รู้เสียก่อน ในสำนักเทียนหลานของเรา ใครเป็นกบฏแผ่นดินที่ท่านเสนาบดีหมายถึงหรือ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้น จางจื่อวู่ก็เผยประกายรอยยิ้มออกมามากกว่าเดิม“คุณชายซู ท่านคิดมากไปแล้ว สำนักเทียนหลานจงรักภักดีต่อชาติมาโดยตลอด ปวงประชาใต้หล้าต่างรู้ดีแล้วจะมีกบฏแผ่นดินอยู่ในนี้ได้อย่างไร? คนที่ข้าน้อยจะจับกุมเป็นชายผู้นี้ต่างหาก!”

            พูดไปพลาง จางจื่อวู่ก็ชี้นิ้วไปยังชายที่มีเลือดท่วมตัวหรือก็คืออาจารย์จากสำนักหงเซิ่งที่ถูกซูฉางอันถลกหนังบนร่าง ผู้นอนกองอยู่บนพื้นดิน

            “ไม่รู้ว่าชายผู้นี้ถูกใครยุแยงมา ถึงกล้ามาลอบสังหารคุณชายซูถึงในนี้ข้าได้รับรายงานจากสายข่าว จึงรีบเดินทางมาที่นี่ แต่คิดไม่ถึงว่าแม้จะรีบแล้วแต่ก็ยังมาช้าไปอยู่ดี ยังดีที่คุณชายซูฝีมือเยี่ยมยอด ไม่เช่นนั้นเจ้าโจรถ่อยคงทำสำเร็จไปแล้ว หากถึงเวลานั้น ข้าน้อยคงไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องนี้กับองค์จักรพรรดิอย่างไรดี”

            หลังพูดจบ หนวดบนริมฝีปากของเขาก็สั่นเครือขึ้น ราวผู้เป็นเจ้าของกำลังกลัวอย่างที่พูดจริงๆ

            “กรมตุลาการช่างเก่งกาจเหลือเกิน จับคนในเวลาที่เหมาะเจาะเสียทุกครั้งไป ตอนเขาต้องการฆ่าคนพวกเจ้าไม่มา พอเขาถูกจับได้ พวกเจ้าก็มาทันที หากคิดแบบนี้แล้วกรมตุลาการของพวกเจ้าคงอยากให้ประชาชนแสดงความสามารถออกมาก่อนสินะ” มู่กุยอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างกันกล่าวด้วยแววตาเยือกเย็น

            “คุณชายมู่สั่งสอนได้ถูกแล้ว ข้าละเลยในหน้าที่เอง ครั้งต่อไปจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกแน่”จางจื่อวู่ประสานมือเข้าด้วยกันเป็นเชิงคารวะอีกครั้ง กล่าวขึ้นด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความนอบน้อมดังเดิมแต่น้ำเสียงที่พูดกลับทำให้พวกเขาไม่แน่ใจว่าเขาพูดอย่างจริงใจหรือมีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย

            ไม่รู้ว่า ‘เรื่องเช่นนี้’ ที่เขาหมายถึงคือการปรากฏตัวหลังจากที่โจรชั่วถูกจับได้ หรือหมายถึงครั้งต่อไปโจรชั่วที่เขาว่าจะไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกกันแน่

            “จะจับคนก็จับไป เหตุใดต้องทำร้ายฉางอันด้วย!” แน่นอน มู่กุยอวิ๋นรับรู้ได้ถึงความข่มขู่ในน้ำเสียงของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีความโกรธปะทุขึ้นมาแน่นอยู่กลางอก เขาจับหอกในท่าพร้อมรบและระเบิดพลังกดดันออกไปทันที

            แต่นั่นไม่ทำให้จางจื่อวู่เปลี่ยนท่าทีแม้แต่น้อย เขายังคงกล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้ม“ข้าน้อยก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน คุณชายมู่ก็รู้ ว่ามีผู้ปองร้ายกับคุณชายซูมาตั้งหลายครั้งข้าที่เป็นเสนาบดีตุลาการย่อมละเลยเรื่องนี้ไปไม่ได้อยู่แล้วและคนผู้นี้ก็เป็นหลักฐานที่ดีที่สุด ข้าต้องพาเขากลับไปเค้นถามความจริงเพื่อสืบให้ได้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เช่นนี้ก็ถือเป็นการรับผิดชอบต่อคุณชายซูเช่นกัน”

            “ครั้งนี้ ข้าวู่วามเกินไปหน่อย หวังว่าคุณชายซูจะไม่ถือสา” เขาบอกแบบนั้นขณะที่องครักษ์ในชุดเกราะดำที่เบื้องหลังก็พากันล้อมวงเข้ามา ดูเผินๆ อาจราวต้องการจับกุมชายคนนั้นแต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ล้อมซูฉางอันกับพวกเอาไว้ด้วย

            แววตาของซูฉางอันเย็นยะเยือกลงอีกครั้งเขามองไปที่ชายผู้มีร่างโชกไปด้วยเลือดข้างๆ อีกครั้ง

            แม้เขาจะมีสภาพที่น่าอเนจอนาถมากแล้วก็ตามแต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ อีกอย่าง เขามีพลังสูงถึงระดับสั่งฟ้าทั้งยังป้องกันหัวใจด้วยพลังวิญญาณได้ทัน ทำให้ยังมีชีวิตรอดมาได้ ต่อจากนี้เพียงรักษาตัวให้ดี แม้จะไม่อาจหายดีเป็นปกติได้ แต่เรื่องการมีชีวิตต่อไปอีกสักสองสามเดือนย่อมไม่ใช่ปัญหาแน่นอน

            เขารับรู้ได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

            จริงอยู่ที่ตอนนี้สำนักเทียนหลานจะอ่อนแอลงมาก

            แต่อย่างไรเสีย ที่นี่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่งอยู่ดี ทั้งผู้คนก็รู้กันโดยทั่วว่าสำนักเทียนหลานจงรักภักดีและทำเพื่อแผ่นดินมานานนับร้อยปีแล้ว

            จริงอยู่ ที่มีคนอยากทำลายและสังหารเขา แต่การที่พวกเขาทำอย่างเปิดเผยกลางสำนักเช่นนี้ไม่ว่าจะคิดเช่นไรก็หาใช่เรื่องปกติไม่

            เพราะไม่ว่าแผนการในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างไรเสีย สำนักที่อยู่เบื้องหลังชายผู้นี้ก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วยอยู่ดีส่วนตัวของชายผู้ที่เป็นผู้ก่อเหตุก็ต้องตายเช่นกัน

            ซูฉางอันกับชายผู้นี้ไม่เคยรู้จักกัน ทั้งยังไม่มีความแค้นอะไรต่อกัน แล้วเหตุใดทำให้ชายผู้นี้ยอมตายเพื่อสังหารตน?

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น เขาครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดี

            “คุณชายซู ไม่ทราบว่า ข้าพาเขาไปได้หรือยัง?” จางจื่อวู่ถามขึ้น

            เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็ดึงสติกลับมาอีกครั้ง แต่จู่ๆเขาก็รู้สึกราวมีสายฟ้าวาบขึ้นในสมอง ดูเหมือนเขาจะคิดบางอย่างออกแล้ว

            เขาเผยประกายรอยยิ้มมุมปากพลันกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่เสียบอยู่ในฝักเบื้องหลังก็เริ่มเคลื่อนไหว มันเปลี่ยนไปเป็นลำแสงแห่งพลังแล้วพุ่งไปยังศีรษะของชายวัยกลางคน ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดิน

            จางจื่อวู่สะดุ้งเฮือก คิดไม่ถึง ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะลงมือเฉียบพลันเช่นนี้

            เห็นได้ชัดว่าเป็นการโจมตีที่ถูกเตรียมเอาไว้แล้ว มันรวดเร็วมากทั้งเขาก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัวอีก

            แม้แต่จางจื่อวู่ก็ยังตามเหตุการณ์ไม่ทัน แต่คนผู้นี้มีความสำคัญมากเขาจึงไม่อาจปล่อยให้เป็นอะไรไปได้ เหตุนี้ เขาจึงไม่มีทางเลือก นอกจากเคลื่อนกายตามไปด้วยร่างที่แลดูแก่ชราของเขา พุ่งไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของชายผู้นั้นด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาทีทันใดนั้น แสงหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นที่กลางหน้าผากของเขาก่อนม่านป้องกันสีแดงจะปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าในเสี้ยววินาทีต่อมา

            เสียงคำรามแห่งความเจ็บปวดดังขึ้นเบาๆ ร่างของเขาถอยถลาไปไกลหลายจั้ง เลือดสดไหลออกมาจากริมฝีปาก

            ทว่าซูฉางอันกลับเผยประกายรอยยิ้มมากยิ่งขึ้นกับภาพที่เห็นเขาส่งพลังจิตออกไป พลันกระบี่สิบทิศก็หยุดชะงักอยู่กลางอากาศ กลายเป็นลำแสงแห่งพลังพุ่งกลับเข้ามาอยู่ในฝักกระบี่เบื้องหลังเขาอีกครั้ง

            สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาดูออก ว่าประการที่หนึ่ง แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจางจื่อวู่มีพลังอยู่ในระดับไหนกันแน่ทว่าซูฉางอันก็เดาได้ ว่าพลังของคนผู้นี้ต้องแข็งแกร่งไม่แพ้ชายวัยกลางคนก่อนหน้านี้อย่างแน่นอนและที่ซูฉางอันสามารถโจมตีจนจางจื่อวู่ได้รับบาดเจ็บก็เพราะเขาชิงลงมือในตอนที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ตั้งตัวเท่านั้น แต่หากดึงดันสู้ต่อไป ย่อมได้ไม่คุ้มเสียเป็นแน่

            ประการที่สอง อย่างไรเสีย จางจื่อวู่ก็เป็นขุนนางในพระราชสำนัก ดังนั้น แม้เขาจะทำตามคำสั่งของผู้บงการที่ไม่หวังดีแต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็ยังเป็นหน้าที่ของเสนาบดีฝ่ายตุลาการอย่างเขาอยู่ดีการกระทำนี้จึงสมเหตุสมผลและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ หากพวกเขาลงไม้ลงมือไม่ว่าอย่างไร ฝ่ายเสียเปรียบย่อมเป็นซูฉางอันไม่ผิดแน่

            แน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุด การลองเชิงในครั้งนี้ ลุล่วงตามจุดประสงค์แล้วและเรื่องที่เขากำลังคาดเดาอยู่ ได้รับการยืนยันในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน เหตุนี้เขาจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องมาสู้ตาย หรืองัดข้อกับจางจื่อวู่อีก

            “ถือว่าการโจมตีนี้ เป็นการเอาคืนที่เสนาบดีจางโจมตีข้าเมื่อครู่ก็แล้วกันเจ้าเอาตัวเขาไปได้แล้ว” ซูฉางอันบอกแบบนั้น จากนั้นก็หมุนตัว เดินนำคนทั้งสองออกไปจากลานฝึกทันทีไม่แม้แต่จะหันกลับมามองจางจื่อวู่อีก ทางด้านของจางจื่อวู่ บัดนี้ใบหน้าของเขาเริ่มปรากฏความขุ่นเคืองขึ้นบ้างแล้วเขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยเสียงต่ำ...

            “แล้วข้าจะจำเรื่องในครั้งนี้เอาไว้... ไป!”เขาตะโกนเสียงดังลั่น องครักษ์ทั้งหลายเข้าจับกุมชายวัยกลางคนเอาไว้ แล้วคุมตัวศิษย์ที่มาด้วยกันตรงออกไปที่ประตูสำนัก

            เมื่อพวกเขาเดินจากไปไกล...

            ในที่สุด มู่กุยอวิ๋นก็มองไปที่ซูฉางอันด้วยคิ้วขมวดมุ่น “ฉางอัน ครั้งนี้เจ้าวู่วามเกินไปนะ”

            ในสายตาเขา เขาคิดว่าซูฉางอันส่งกระบี่ออกไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่บัดนี้ สำนักเทียนหลานกำลังผจญพายุฝนเหมือนกับเรือที่อาจล่มเมื่อใดก็ได้ การกระทำของซูฉางอัน ต้องถูกคนนำไปนินทาแน่

            ทว่าซูฉางอันกลับส่ายหน้า เขารู้ดีว่ามู่กุยอวิ๋นเข้าใจตนผิดไปแต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้พูดอธิบายออกไปอยู่ดี

            “มู่กุยอวิ๋น มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องช่วยข้า”

            เขาหันไปมองมู่กุยอวิ๋นด้วยสีหน้าจริงจัง

            “สิ่งใดหรือ?” มู่กุยอวิ๋นถามด้วยความสงสัย

            “วานบิดาเจ้าช่วยสืบให้ข้าที ว่าอาจารย์ของสำนักหงเซิ่งผู้นั้นมีครอบครัวหรือไม่? แล้วตอนนี้ พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน?” 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน