"ข้าขอถามพวกท่านว่า ที่นี่คือที่ใด"
ชายชราไม่ได้มีสีหน้าแปลกใจอันใด ก่อนจะตอบกลับอย่างนอบน้อม
"เรียนท่านเซียน ที่นี่คือ ดินแดนชางหลาน ตั้งอยู่ในทวีปตะวันออกขอรับ"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็คิดในใจ
'แสดงว่าที่ข้าเดินทางผ่านป่าเขามาตลอดหนึ่งปี ก็ยังคงเป็เพียงส่วนหนึ่งของทวีปตะวันออก ดินแดนชางหลานแห่งนี้สินะ... โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก'
จากนั้นเขาก็เอ่ยถามต่อ
"ในเมื่อพวกท่านรู้จักผู้บำเพ็ญ อีกทั้งยังดูไม่แปลกใจนัก แสดงว่าเคยพบพวกเขามาก่อนสินะ แสดงว่าพวกท่านคงรู้ใช่หรือไม่ว่า พวกเขาอยู่ที่ใด"
ชายชราประสานมือก่อนตอบอย่างเคารพ
"เรียนท่านเซียน แม้จะไม่บ่อยนัก แต่ข้าน้อยเคยพบท่านเซียนมาก่อนจริง ๆ และรู้ว่าสถานที่ที่เหล่าเซียนพำนักอยู่นั้นคือที่ใด แต่พวกเราเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่อาจเอื้อมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกของเหล่าเซียนได้ หากท่าน้าไป จากเมืองเทียนอวี่ที่อยู่ด้านหน้านี้ หากเดินทางด้วยรถม้าไปทางทิศตะวันตกประมาณสองเดือน ก็จะถึงสำนักเฟิงหยวนขอรับ ที่นั่นมีสำนักเซียน ซึ่งเหล่าเซียนมักจะออกมาสังหารสัตว์อสูรบริเวณแถบนี้อยู่เป็ประจำ"
เมื่อหลี่ซวนได้ยิน ดวงตาของเขาก็เป็ประกายขึ้นทันที
‘สำนักเฟิงหยวนอย่างนั้นหรือ... นั่นก็คือสถานที่ที่รวมเหล่าผู้บำเพ็ญไว้สินะ’
หลี่ซวนคิดในใจ ก่อนจะกล่าวออกมา
"ขอบใจท่านมาก ข้าคงต้องลองไปสำนักเฟิงหยวนดูสักครั้งแล้ว"
หลังจากกล่าวจบ หลี่ซวนก็หันหลัง เตรียมจะออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกทันที
"ช้าก่อนเ้าค่ะ... ท่านเซียน"
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงอันอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลัง ผู้ที่เอ่ยก็คือ ซูเยว่หลัน
หลี่ซวนได้ยินก็หันกลับไปมองนาง ส่วนชายชรา เมื่อได้ยินหลานสาวของตนเอ่ยรั้งผู้บำเพ็ญเพียรไว้ ก็ถึงกับใจนหน้าซีด หัวใจแทบหลุดออกมา
"เยว่หลัน! อย่าเสียมารยาทต่อหน้าท่านเซียน!" ซูเหวินชางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
"ข้าทราบเ้าค่ะ ท่านลุง" ซูเยว่หลันตอบอย่างสำนึกผิด ก่อนหันไปประสานมือหาหลี่ซวนอย่างนอบน้อม "แต่ท่านเซียน... ได้โปรดให้พวกเราตอบแทนน้ำใจที่ช่วยชีวิตในครั้งนี้ด้วยเถิด อย่างน้อย การเดินทางถึงเมืองเทียนอวี่ที่อยู่ข้างหน้านี้ ขอให้ตระกูลซูของพวกเราได้รับใช้ท่านสักครั้งก็ยังดีเ้าค่ะ"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงัก สีหน้าเผยความครุ่นคิด ก่อนจะประเมินในใจ
‘เมืองเทียนอวี่... เป็ชื่อเมืองแห่งแรกที่ข้าเคยได้ยินนับตั้งแอกจากหมู่บ้าน การเดินทางไปกับพวกเขาก็คงไม่เลว อย่างน้อยก็ถือว่าให้พวกเขานำทาง และข้ายังจะได้ซักถามข้อมูลพื้นฐานของโลกภายนอกที่ข้ายังไม่รู้อีกด้วย อีกทั้ง หลังจากเดินทางและต่อสู้ในป่ามาตลอดหนึ่งปีเต็ม การเข้าเมืองไปพักผ่อนสักระยะคงช่วยให้ข้าฟื้นฟูสภาพร่างกายและพลังิญญาได้ดีขึ้น ถือเสียว่าข้าช่วยชีวิตพวกเขา ส่วนพวกเขาก็ตอบแทนด้วยการนำทางและที่พัก เช่นนี้ก็ถือเป็การแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน’
หลี่ซวนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ได้ ข้าจะเดินทางไปเมืองเทียนอวี่กับพวกท่าน เชิญนำทางเถิด"
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น ไม่เพียงแต่ซูเหวินชางและซูเยว่หลันเท่านั้นที่ดีใจ แต่ผู้คนทั้งขบวนคาราวานต่างก็เผยยิ้มและมีสีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดีอย่างยิ่ง
การที่มีผู้บำเพ็ญระดับเซียนร่วมเดินทางไปด้วย ไม่เพียงแต่ทำให้ความปลอดภัยของคาราวานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่ยังถือเป็เกียรติและโอกาสครั้งใหญ่ของตระกูลซูที่จะได้สร้างไมตรีกับเซียน
ซูเหวินชางดีใจจนเก็บสีหน้าไว้ไม่อยู่ ส่วนซูเยว่หลันเองก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลังจากนั้น พวกเขาก็รีบจัดเตรียมรถม้าคันที่หรูหราและสบายที่สุด ซึ่งเดิมเป็รถม้าส่วนตัวของซูเหวินชาง นำมาเชิญให้หลี่ซวนขึ้นไปพักผ่อนเพียงลำพัง
เมื่อหลี่ซวนเห็นเช่นนั้น ก็ไม่ได้คิดมาก เขาก้าวขึ้นไปบนรถม้า ก่อนจะเอ่ยปากเชิญซูเหวินชางและซูเยว่หลันขึ้นมานั่งด้วย เพราะในสายตาของเขา ทั้งสองเป็ผู้นำของขบวนคาราวานแห่งนี้ ส่วนตัวเขาเองนั้นไม่ได้ยึดติดเื่ถือตัวหรือแบ่งชนชั้น เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็เพียงชายหนุ่มที่พึ่งออกมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ และเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญได้ไม่นาน
ทว่าเมื่อทั้งสองได้รับคำเชิญ กลับแสดงสีหน้าลำบากใจและเกรงกลัว ต่างรีบโค้งคำนับประสานมือไว้เบื้องหน้า แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"มิได้หรอกขอรับ ท่านเซียน พวกเราเป็เพียงคนธรรมดา จะกล้าขึ้นไปนั่งเสมอท่านเซียนได้อย่างไร"
ซูเยว่หลันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ก้มหน้าก้มตาด้วยความเกรงใจเป็อย่างมาก
หลี่ซวนเห็นอาการเช่นนั้น ก็ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยยิ้มเจื่อน
"พวกท่านทำให้ข้าลำบากใจอีกแล้ว เื่ชั้นวรรณะพวกนั้น ข้าไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด อีกทั้ง ข้าเพียง้าสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากพวกท่านเท่านั้น แต่หากพวกท่านไม่ยอมขึ้นมานั่งคุยกันดี ๆ เช่นนั้นข้าก็จะลงไปเดินข้างนอกเหมือนเดิม"
กล่าวจบ หลี่ซวนก็ขยับตัวทำท่าจะก้าวลงจากรถม้าจริง ๆ
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของเขา ซูเหวินชางก็ใจนทำอะไรไม่ถูก รีบเอ่ยรั้งทันที
"ได้... ได้ขอรับ ท่านเซียน! ได้โปรดอย่าได้ลงไปเดินเลยขอรับ พวกเราจะขึ้นไปนั่งรับใช้และตอบคำถามท่านเซียนด้านในเดี๋ยวนี้"
ซูเยว่หลันก็รีบกล่าวสนับสนุนอย่างลนลาน "ใช่แล้วเ้าค่ะ ท่านเซียน ได้โปรดให้พวกเราได้รับใช้ท่านด้านในเถิดเ้าค่ะ"
เมื่อเห็นทั้งสองยอมขึ้นมา หลี่ซวนก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย การถูกผู้คนกราบไหว้หรือยกย่องเป็เซียนเช่นนี้ แม้จะผ่านมาครู่หนึ่งแล้ว แต่เขาก็ยังคงรู้สึกไม่ชินอยู่ดี
หลังจากนั้น ซูเหวินชางและซูเยว่หลันจึงขึ้นมานั่งบนรถม้าคันเดียวกับหลี่ซวน ขบวนคาราวานที่จัดระเบียบใหม่เรียบร้อยแล้วจึงเริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนอวี่อีกครั้ง
ระหว่างการเดินทาง หลี่ซวนได้ถามคำถามมากมายที่เขาสงสัย ทั้งเื่สภาพแวดล้อม เมืองต่าง ๆ ตลอดจนเื่ราวพื้นฐานของโลกมนุษย์ที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้มาก่อน ซูเหวินชางก็ตั้งใจตอบทุกคำถามอย่างละเอียดเท่าที่สติปัญญาของคนธรรมดาคนหนึ่งจะรู้
หลังจากนั้น หลี่ซวนก็หันไปถามซูเหวินชางถึงประเด็นสำคัญจากการต่อสู้
"ตอนที่ข้ากำลังต่อสู้กับวานรเขี้ยวแดง ท่านพูดถึง 'พร์สายเื' สิ่งนั้นคืออะไรกันหรือ?"
ซูเหวินชางประสานมือ ก่อนตอบอย่างตั้งใจและเคารพ
"เรียนท่านเซียน เท่าที่ข้าน้อยพอจะมีความรู้อยู่บ้าง พร์สายเืไม่ได้มีอยู่ในสัตว์อสูรทั่วไปขอรับ จะมีเพียงสัตว์อสูรบางสายพันธุ์ที่มีสายเืาหรือสายเืระดับสูงไหลเวียนอยู่ จึงจะสามารถกระตุ้นและปลุกพลังพร์เฉพาะตัวขึ้นมาได้ ยามที่พวกมันใช้พลังนี้ ความแข็งแกร่ง ออร่า และปฏิกิริยาของมันจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว สมกับเป็อสูรสายเืบริสุทธิ์"
ซูเหวินชางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "เช่นเดียวกับวานรเขี้ยวแดงที่ท่านพึ่งโค่นไป จากข้อมูลในตำราเก่าแก่ที่ข้าน้อยเคยผ่านตา ขนาดร่างกายของมันถือว่ายังเป็เพียง 'วัยเด็ก' เท่านั้นขอรับ เพราะร่างของมันใหญ่กว่ามนุษย์เพียงสามเท่า"
"วัยเด็กอย่างนั้นหรือ?" หลี่ซวนฟังแล้วถึงกับฉายแววตกตะลึงในดวงตา
'เพียงวัยเด็ก มันยังแข็งแกร่งขนาดนี้ แถมยังมีพร์สายเืที่บ้าคลั่งเช่นนี้ หากเป็ตัวเต็มวัย... ในตอนนี้ข้าคงไม่มีทางเป็คู่ต่อสู้ของมันได้อย่างแน่นอน สัตว์อสูรที่มีสายเืพิเศษ ช่างน่ากลัวจริง ๆ'
จากนั้น หลี่ซวนก็หยิบผลึกสีใสที่ได้มาจากการสังหารวานรเขี้ยวแดงออกมาจากถุงเก็บของ
"แล้วท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร"
เมื่อซูเยว่หลันเห็นผลึกสีใสเปล่งประกายจาง ๆ นั้น ั์ตาของนางก็ฉายแววคุ้นตา ราวกับเคยเห็นภาพวาดสิ่งนี้จากตำราตระกูล ส่วนซูเหวินชางเมื่อเพ่งมอง ก็ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกออก
"หากข้าน้อยจำไม่ผิด... สิ่งนี้น่าจะเรียกว่า 'ผลึกอสูร' ขอรับ ท่านเซียน"
"ผลึกอสูรหรือ? แล้วมันใช้ทำอันใดได้" หลี่ซวนเอ่ยถามด้วยความสนใจ
ซูเหวินชางส่ายหน้าเบา ๆ อย่างจนใจ
"ข้าน้อยเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา จึงไม่อาจทราบแน่ชัดว่าเหล่าเซียนนำมันไปใช้ทำสิ่งใด แต่เท่าที่เคยเห็น คาราวานของเซียนส่วนใหญ่ที่ออกล่าสัตว์อสูร มากกว่าร้อยละแปดสิบ ล้วนมุ่งหมายชิงเอาผลึกอสูรนี้กลับไปทั้งสิ้น หากท่านเซียนอยากทราบการใช้งานที่แท้จริง เกรงว่าคงต้องไปสอบถามผู้รู้ในสำนักเฟิงหยวนขอรับ"
"เช่นนี้นี่เอง" หลี่ซวนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเก็บผลึกอสูรกลับเข้าถุงตามเดิม
...
เวลาผ่านไปอีกราวหนึ่งชั่วยาม เสียงคลื่นลมและเสียงความวุ่นวายจากภายนอกเริ่มเล็ดลอดเข้ามาในรถม้า เบื้องหน้าของขบวนคาราวาน ปรากฏกำแพงเมืองขนาดมหึมาตั้งตระหง่านต้อนรับสายตา
มันคือกำแพงหินสีเทาเข้มสูงหลายสิบจั้ง ทอดยาวสุดสายตาราวกับัหินที่หลับใหล บนกำแพงมีทหารคอยตรวจตราอย่างแ่า เบื้องล่างตรงประตูเมืองขนาดใหญ่ มีผู้คน รถม้า และพาหนะแปลกตาจำนวนมากกำลังเข้าออกกันอย่างคึกคักไม่ขาดสาย
สำหรับหลี่ซวน... สิ่งก่อสร้างตรงหน้านี้คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ อลังการ และทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเห็นมานับั้แ่ออกจากหมู่บ้านซีเหอ
เขาเปิดหน้าต่างรถม้า เงยหน้ามองกำแพงเมืองอันเงียบขรึมและบรรยากาศอันคึกคักของผู้คนที่ไม่ได้เห็นมานานเต็มหนึ่งปี ก่อนจะพึมพำกับตนเองเบา ๆ ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่
"นี่คือ... เมืองเทียนอวี่สินะ"