"เชี่ยยย ... เหยียบตีนกู" กู๊ดรีบชักตีนออก ก้มลงเอามือคลำด้วยความเจ็บ
"โทษทีกูมองไม่เห็น ... มึงก็ฉายไฟดีๆ สิวะไอ้เจ" เดย์หันไปด่าเพื่อนที่กำลังถือไฟฉายด้วยท่าทางกลัวลนลานหูตาแหก มือสั่นจนควบคุมทิศทางแสงจากไฟฉายแรงสูงไม่ได้
"ทำไมเราต้องมากันที่นี่ด้วย" เจถามน้ำเสียงสั่น กลอกตาไปมาเลิกลั่ก
"เพื่อยอดวิวไง เราถึงมาอยู่กันที่นี่" กู๊ดเ้าของช่อง 'Afterlife' พูดอย่างสะใจ ท่าทางเชื่อมั่น และคำพูดที่ดูเหมือนไม่กลัวสิ่งใดของเขาทำให้เพื่อนอีกสองคนกำลังใจดีขึ้น
"มันก็แค่โรงเรียนร้างน่า มึงจะกลัวอะไรกันนักหนา หนักกว่านี้พวกเราก็เคยไปกันมาแล้ว" เดย์หันมาว่าเพื่อน เขาทำใจกล้าไปอย่างงั้น ทั้งที่ข้างในกลับตรงกันข้าม คำพูดของเดย์ไม่ได้ทำให้อาการของเจดีขึ้นเลย
"ทำเป็พูดไปมึง พวกเราก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าพวกเราสร้างภาพแหกตาคนดูกันทั้งนั้น สร้างเงาสะท้อนขึ้นมาบ้างล่ะ แอบกระตุกเสื้อกันเองบ้าง แต่สำหรับที่นี่กูว่าแม่งของจริงว่ะ" เจพูดพร้อมลูบต้นแขนขึ้นลง ใบหน้าบ่งบอกถึงความสยดสยองเต็มที่
"เออมาเลย กูก็อยากจะเห็นของจริงเหมือนกัน ทำรายการผีมาตั้งนาน ไม่เคยเห็นของจริงสักครั้ง" คำพูดของกู๊ดทำให้เจและเดย์เอ่ยห้ามแทบไม่ทัน
"เฮ้ย!!! มึงจะท้าทำเชี่ยไรเนี่ย มึงไม่เห็นเหรอไอ้เจกลัวหัวหดแล้วเนี่ย"
"ปากดีนะมึงไอ้เดย์ มึงก็ด้วย" เจตอกกลับทั้งที่หน้าซีดตัวสั่น
"มึงสองคนจะเถียงกันอีกนานไหม หุบปากกันได้แล้ว" กู๊ดสั่ง
เมื่อทั้งหมดหยุดพูด ก็เปิดโอกาสให้ความเงียบได้ทำงาน ทั้งสามเดินเรียงหน้ากระดานไปตามทางเดินของอาคารไม้ยกพื้นสูงภายในโรงเรียนร้าง
พื้นไม้กระดานขัดเงาซึ่งขณะนี้จับไปด้วยฝุ่นหนา ทิ้งรอยเท้าของทั้งสามไว้ขณะย่ำเดิน ทางเดินหน้ากว้างประมาณ 3 เมตร ด้านขวาถูกแบ่งเป็ห้องเรียนมีป้ายหน้าห้องซึ่งบางป้ายหลุดร่วง บางป้ายซีดจางจนอ่านไม่ได้ ด้านซ้ายถูกสร้างเป็ม้านั่งยาวตลอดความยาวของอาคาร
ฝุ่นผงเกาะตัวกันหนาตามพื้นทางเดิน เศษกระดาษ อุปกรณ์การเรียนหล่นตามพื้นกระจัดจายปะปนกับเศษใบไผ่แห้งที่ถูกแรงลมพัดมา โต๊ะเก้าอี้หักพังถูกกองรวมกันตรงมุมห้อง
มันทั้งรกและร้าง บ่งบอกว่าไม่มีผู้คนอาศัยหรือเข้ามาใช้งานช้านาน
ลมพัดมาวูบหนึ่ง กอไผ่ด้านหลังโรงเรียนเสียดสีกันส่งเสียงออดแอดเกิดเป็สำเนียงประหลาด คล้ายเสียงคนกระซิบกระซาบกัน ยิ่งสร้างความหนาวเยือกเข้าไปจับขั้วหัวใจ
เจที่อยู่ริมซ้ายสุดกายสั่นสะท้าน มือที่ถือไฟฉายอยู่สั่นไหว
"กูรำคาญมึงจริงๆ เลยไอ้เจ เอามาเลยกูถือเอง" กู๊ดคว้าไฟฉายจากมือเจอย่างหงุดหงิด
"ไอ้เดย์มึงด้วย ถือกล้องดีๆ ปอดแหกกันนักพวกมึงนี่" เจและเดย์มองหน้ากัน สีหน้าต่างบ่งบอกกันเองว่า 'มึงกลัวแค่ไหนขอให้รู้ไว้ด้วยว่ากูกลัวมากกว่ามึง'
กู๊ดกวาดลำแสงจากไฟฉายแรงสูงไปทั่วบริเวณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็สถานศึกษา มีนักเรียนอยู่กันอย่างคึกคัก แต่บัดนี้กลับร้าง มีเพียงความวังเวงเปล่าเปลี่ยวอันชวนสยองเข้ามาแทนที่
"เฮ้ย ... เข้ามาในห้องนี้กัน" กู๊ดรุดเดินเข้าไปในห้องโดยไม่สนใจเพื่อนทั้งสอง เจร้องเฮือกเบาๆ เมื่อจู่ๆ กู๊ดเดินตัดตรงเข้าไปยังห้องเรียน มันเป็ห้องเรียนชั้นประถมขนาดประมาณ 6x8 เมตร หน้าต่างทุกบานลงกลอนปิดสนิท เมื่ออยู่ในสถานที่ปิดเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นเป็ทวีคูณ ซากเก้าอี้ โต๊ะไม้หักพังถูกกองรวมกันอยู่หลังห้อง มีเพียงสองถึงสามตัวที่ล้มอยู่กลางห้อง ด้านหน้าห้องเป็กระดานดำถูกฝุ่นจับหนาเตอะ และโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวหนึ่งที่ตั้งไว้หน้าสุด ดูจากการตั้งวางของโต๊ะที่หันหน้าเข้าสู่ตัวห้องทำให้เดาได้ไม่ยากว่านี่คือโต๊ะของคุณครูผู้สอน
ทุกอย่างดูนิ่งเงียบ ไร้ชีวิต เสียงลมหายใจของชายทั้งสามสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบนั้น
"เดย์ ... มึงถ่ายให้รอบเลยนะ" กู๊ดพูดขึ้นทำลายความเงียบ เสียงเขากังวานและสะท้อนไปมาในห้องปิด เดย์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนที่จะแพนกล้องไปยังจุดต่างๆ กู๊ดกวาดแสงไฟไปพร้อมกับกล้องที่ค่อยๆ แพนไปยังส่วนต่าง ๆ
เจเก้กังๆ อยู่ปากประตูเสมือนเตรียมพร้อมจะเผ่นได้ทุกเมื่อ กู๊ดเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รอช้า เขาเดินสำรวจพลางกวาดแสงไฟไปรอบบริเวณ และกระตุ้นให้เพื่อนแพนกล้องตามแสงไฟที่เขาส่องไป
"ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย" กู๊ดพูดพลางเบ้ปาก ทันใดนั้นสุสานเก้าอี้ที่อยู่มุมห้องพลันล้มครืนลงมา เสียงดังสนั่นลั่นห้อง!!! ยิ่งในห้องที่หน้าต่างปิดสนิททุกบานเช่นนี้ เสียงนั้นยิ่งสะท้อนก้องดังกังวานกว่าปกติ บวกกับเสียงร้องว้ากของเจเด็กหนุ่มผู้มีความปอดแหกเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว และก่อนที่เจจะใจนวิ่งเตลิดออกจากห้องไป ก็ถูกเดย์คว้าคอเสื้อไว้ได้ทัน
"เชี่ยยย อันตรายวิ่งออกไปในความมืดแบบนี้เดี๋ยวตกบันไดคอหักตาย" เดย์ะโลั่นพยายามข่มความกลัวแม้จะรู้ว่าทำได้ไม่ดีนัก
"เก้าอี้มันล้ม อย่าปอดแหกเลยว่ะไอ้เจ" กู๊ดตะเบงเสียงมาจากมุมห้อง ปราศจากทีท่าประหวั่น พร้อมส่งสายตาดุๆ ไปยังเพื่อนทั้งสอง กู๊ดส่ายหัวด้วยความหงุดหงิด หันกลับมาสนใจภายในห้องต่อ
เขายังคงกวาดสายตาพร้อมส่องแสงไฟฉายเพื่อสำรวจห้องนี้ ไม่สนใจเศษซากเก้าอี้ที่ล้มระเนระนาดตามพื้น
"ที่นี่เหรอวะ ที่เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วมีครูผูกคอตายประชดรัก จนร่ำลือเื่ความเฮี้ยน ห้องแถวร้างย่านตลิ่งชันยังน่ากลัวกว่าซะอีก" กู๊ดพูดพร้อมใช้เท้าเขี่ยเศษกระดาษที่กระจัดกระจายตามพื้น เขาก้มลงหยิบและพิจารณาทีละแผ่น มันก็แค่เศษกระดาษที่มีลายมือจางๆ ที่เขียนอย่างขยุกขยิก กู๊ดโยนทิ้งลงพื้นตามเดิมอย่างไม่ใส่ใจ เขาเดินส่องไฟไปรอบห้องจนมาหยุดบริเวณกระดานดำ แม้จะมีฝุ่นหนาจับแต่ยังพอมองเห็นรอยช็อค ้าสุดมีรอยเขียนด้วยลายมือ มันเลือนหายจนระบุไม่ได้ว่าเขียนคำว่าอะไร แต่กู๊ดเดาว่าน่าจะเป็วันที่ เพราะตรงท้ายประโยคระบุคำว่า 'พศ. ๒๕๓๔' มันเขียนไว้ด้วยตัวเลขไทยซึ่งปัจจุบันนี้แทบไม่มีใครใช้กันแล้วนอกจากหน่วยงานราชการ
กู๊ดเลื่อนไฟฉายลงมา จนกระทั่งมันไปส่องสว่างอยู่ที่โต๊ะหน้าห้องเรียน โต๊ะตัวนี้ดูใหญ่และแข็งแรง ทำจากไม้เนื้อแข็ง มันต้องทนทานมาก เพราะมันได้ผ่านกาลเวลามาหลายสิบปีโดยไม่มีทีท่าว่าจะผุผัง
แผ่นกระดาษโผล่ออกมาจากช่องใต้โต๊ะ ดึงความสนใจของกู๊ดในทันที เขาก้มตัวลงเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แสงไฟสว่างเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ในนั้น มีเพียงแค่แผ่นกระดาษ 5-6 แผ่น และเศษเปลือกไข่จิ้งจกเกลื่อน
กู๊ดดึงกระดาษออกมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง แผ่นกระดาษเ่าั้ได้ผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี ต่างเก่าและกรอบจนแทบจะแหลกสลายคามือเขา แต่ละแผ่นมีลายมือของเด็กน้อยบนนั้น กู๊ดเปิดทีละแผ่นจนมาถึงแผ่นที่สะดุดตาเขามากที่สุด เมื่อยกขึ้นดูก็พบว่ามันถูกฝุ่นจับหนาเตอะ แต่ยังพอเห็นเนื้อความบนกระดาษได้ลาง ๆ
กู๊ดเป่าฝุ่นที่เกาะอยู่ออกจนฟุ้งกระจาย จ้องมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจกล่าวถูก เสมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างส่งผ่านมายังเขา เขารีบม้วนมันอย่างระมัดระวังและยัดใส่กระเป๋าทันที
"มึงเอาไปทำเชี่ยอะไรกู๊ด" เดย์โพล่งถามด้วยอาการใ
"ไม่มีอะไร มึงมีหน้าที่ถ่ายก็ถ่ายไป" เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านกับอาการหูตาแหกของเพื่อนทั้งสอง
เมื่อออกมาจากห้อง ทั้งสามเดินไปตามทางเดินยาว ไร้สรรพสำเนียงใด ความเงียบและความมืดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ลมเย็นพัดมาเป็ระลอก เสียงกิ่งไม้ตกใส่หลังคา ทำให้เจและเดย์สะดุ้งสุดตัวพร้อมอุทานลั่น แต่กู๊ดยังคงสงบนิ่ง ไม่มีอาการไหวติง ซ้ำยังหันมาส่งสายตาดุ ๆ เตือนมายังเพื่อนทั้งสอง
เมื่อทั้งหมดเดินมาจนสุดทางเดิน กู๊ดพลันเหลือบไปเห็นห้องด้านขวาอีกห้องหนึ่ง ซึ่งประตูถูกเปิดอ้าไว้ มันเป็ห้องมุมสี่เหลี่ยม ขนาดเล็กกว่าห้องเรียนที่เขาเพิ่งออกมา กู๊ดคาดเดาว่าห้องนี้ไม่น่าจะใช่ห้องสำหรับเด็กนักเรียน อาจเป็ห้องสำหรับเด็กอนุบาลเอาไว้นอนตอนกลางวัน
กู๊ดไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไป ทันทีที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้อง กลิ่นอับชวนให้อึดอัดปะทะวูบเข้ามาในจมูก กู๊ดได้ยินเสียงเพื่อนทั้งสองพ่นลมออกจากจมูกฟิดฟัด ถูจมูกไปมา
"โอ้ยยย ไปเถอะ จะเข้ามาทำไมอีกกกก" เสียงยานครางของเจดังขึ้นเบาๆ
"มึงนี่ไม่น่ามาทำรายการผีนะ มึงน่าจะไปทำละครคุณธรรมมากกว่า" พูดจบกู๊ดก็ส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
กู๊ดเลิกสนใจเจ หันมาสำรวจห้องต่อ ห้องนี้ช่างแตกต่างกับห้องที่ผ่านมา แตกต่างทั้งสถานที่และความรู้สึก ห้องโล่งว่างเปล่า มีเพียงเศษใบไม้ที่ปลิวลอยเข้ามาทับถม ในความมืดและเงียบนั้นลมหอบพัดโชยมาอีกที หอบเอากลิ่นอับชวนให้คลื่นเหียนเข้ามาปะทะจมูก หน้าต่างที่อยู่ถัดไปปิดด้วยแรงลมดังปัง!!!
"เชี่ยยย ไปได้ยังวะ" เจร้องลั่น ความรู้สึกยามนี้อยากจะกระโจนออกไปให้เร็วที่สุด จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
"เธอตายห้องไหนวะ หรือจะเป็ห้องนี้" กู๊ดรำพึงกับตัวเอง ไม่รับรู้ท่าทางของเพื่อนทั้งสองคนที่กำลังกลัวลานอยู่ขณะนี้
"มึงไม่ไปกูไปนะ" เจรีบพูด
"เชี่ย กูไปด้วย" เดย์รีบหันไปบอกเจ พร้อมทำสีหน้าบ่งบอกว่า 'อย่าทิ้งกูไว้กับไอ้กู๊ดสิ'
"แป๊บนึง ขอหนึ่งนาที" กู๊ดพูดโดยไม่หันไปมอง เขาก้าวลึกเข้าไปในตัวห้อง พร้อมด้วยความรู้สึกบางอย่าง จะเป็ด้วยอุปทานหรือไม่เขาไม่อาจคาดเดา แต่ความรู้สึกไม่ปลอดโปร่งโล่งใจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อเขาเดินลึกเข้าไป เหมือนมีสายตาที่เขาเองก็ไม่มองเห็นคอยจับจ้อง ... คาดหวัง ... รอคอย ... ปลดปล่อย จู่ ๆ ความรู้สึกหนักอึ้งก็เกิดขึ้นกลางอก ห้องนี้อับเกินไปจึงทำให้หายใจไม่ปลอดโปร่ง จะเป็เพราะเหตุนี้หรือไม่ หรือมีพลังงานบางอย่างบีบคั้นจึงทำให้รู้สึกเช่นนี้ .... กู๊ดรับรู้ถึงกระแสหนักอึ้งที่รายล้อมอยู่รอบกาย มันสิ้นหวัง สูญสลาย ทนทุกข์ ร่างกายเริ่มอ่อนแรงคล้ายทรงตัวไม่อยู่ และก่อนที่เขาจะ ...
"ไอ้กู๊ด!!! เมิงทำเหี้ยอะไร" เสียงเดย์ทำให้เขาชะงัก รู้ตัวอีกทีเขาอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนบนพื้นชิดกับผนังด้านในสุด
"มึงนอนทำเหี้ยอะไร ง่วงหรือไง รีบไปได้แล้วกูกลัวเยี่ยวจะราดแล้ว" เจรีบท้วงขึ้นมา ไม่อาจบังคับเสียงที่สั่นให้เป็ปกติได้
กู๊ดตกตะลึงรีบกระเด้งตัวเองจากพื้น และเดินออกไปจากห้องทันที