บทที่ 27
คนปริศนา
ลู่เฟิ่งจ้างรถม้าเดินทางออกมาจากเมืองไป๋จี้ ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่กี่วันเขาจำเป็จะต้องเดินทางกลับไปที่เมืองหลวง
เพราะแบบนั้นจึงต้องเดินทางออกจากเมืองแห่งนี้แล้ว ที่ได้มาจากการเดิมพันก่อนหน้านี้ก็เป็เงินจำนวนหลายพันเหรียญทอง
มันเป็จำนวนเงินที่มากพอจะจ้างรถม้าเดินทาง ลู่เฟิ่งจ้างรถม้าเดินทางออกมาจากเมือง
รถม้าเคลื่อนที่มุ่งตรงออกมาจากประตูเมืองทางทิศใต้ ในขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนถนน
อยู่ๆกลุ่มเงาปริศนาก็มาปรากฏรอบรถม้าเอาไว้ ลู่เฟิ่งที่กำลังนั่งขัดเกลาพลังอยู่ภายในรถม้าก็ััได้
ดวงตาที่กำลังพับปิดค่อยๆเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ััได้ถึงตัวตนจำนวนมากที่เข้ามาล้อมรถม้าของตนเอาไว้
ลู่เฟิ่งลุกขึ้นแล้วก็รีบเดินออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว เมื่อเช้าออกมาด้านนอกดวงตากวาดมองรอบร่างกายก่อนเป็อันดับแรก
เขาเดินทางมาห่างจากเมืองพอสมควรรอบๆแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยปลา คนพวกที่มาพร้อมรถม้าของเขาเอาไว้พวกมันเป็บุรุษที่สวมใส่ชุดสีดำปกปิดร่างกาย
ท่าทีของพวกมันคล้ายคลึงโจรป่าแต่ว่าลู่เฟิ่งไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ลู่เฟิ่งแสดงแววตาจริงจังมองไปรอบๆร่างกายของตนเอง
ประเมินพวกมันที่มีจำนวน 20 คนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ นายท่านขอรับพวกนี้มันโจรแย่แล้ว ” สารถีผู้รับจ้างขับเคลื่อนรถม้าแสดงท่าตามตื่นตระหนก
ลู่เฟิ่งบอกกลับไปอย่างรวดเร็ว “ ไม่ใช่หรอกเชื่อพวกนี้มันไม่ใช่โจร ”
“ ไม่ใช่โจรอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ คนพวกนี้สวมใส่ชุดปกปิดร่างกายแถมยังมีอาวุธภายในมือ แสดงเจตนาพุ่งร้ายอย่างชัดเจนพวกมันไม่ใช่โจรแล้วเป็อันใดขอรับ? ”
“ พวกมันเป็สุนัข ” ลู่เฟิ่งยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
“ สุนัข? ”
“ แล้วมันเป็สุนัขรับใช้ ” หลังจากที่ลู่เฟิ่งต้องใช้ตาของตนเองสำรวจกลุ่มคนพวกนี้
แม้ว่าพวกมันถ้าแต่งตัวคล้ายคลึงโจรป่าแต่มันก็ไม่เหมือนสักทีเดียว ลู่เฟิ่งใช้ดวงตาที่ช่างสังเกตของตนเองสำรวจร่างกายของพวกมัน
ปรากฏให้เห็นว่าคนพวกนี้แต่งตัวดูดีเกินกว่าจะเป็โจร ชุดที่พวกมันสวมใส่ก็เป็ชุดสีดำสนิทดูไม่มีการชำรุด
ไม่เพียงเท่านั้นอาวุธภายในมือยังเป็อาวุธที่ดูมีราคา พวกโจรป่าที่ดักปล้นอยู่ตามป่าพวกมันไม่ใช้อาวุธอย่างนั้นหรอก
ลู่เฟิ่งอยู่ๆก็แสยะยิ้มออกมา “ ในที่สุดก็เริ่มแล้วสินะ ”
ลู่เฟิ่งรู้ได้ในทันทีเื่ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างไรเสียก็เป็ฝีมือของคนในราชวงศ์ 1 ในกลุ่มชายชุดดำที่ล้อมรถม้าเอาไว้ถือโอกาสพุ่งทะยานเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
มีดภายในมือของมันพุ่งตรงหวังจะปลิดชีพลู่เฟิ่ง ลู่เฟิ่งที่ยืนอยู่ปรายไปมอง มีดแต่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ อ่อนหัด.. ”
ในพริบตานั้นอยู่ๆร่างของมือสังหารที่พุ่งตรงเข้ามาก็โดนบางอย่างแทงเข้าไปที่กลางร่างกาย “ ฉึก!!! ”
“ อ๊าก!!! ” ชายชุดดำกระอักเืออกมาเป็จำนวนมากก่อนที่มันจะล้มลงไปที่พื้นแล้วสิ้นใจตายในทีเดียว
รอบๆเต็มไปด้วยความเงียบสงัดพวกกลุ่มคนชุดดำพวกนั้นแววตาของพวกมันเบิกกว้างขึ้น
“ นี่มันอะไรกันทำไมถึงเป็แบบนั้นไปได้ ”
“ ไม่จริงนะนั่นมันจิตดาบอย่างนั้นหรอ ” หนึ่งในมือสังหารอุทานขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
“ ว่าอย่างไรนะจะเป็ไปได้อย่างไรจิตดาบมันเป็วรยุทธระดับสูงของผู้ฝึกฝน ”
“ เ้าไม่เห็นอย่างนั้นหรอสิ่งที่ลอยอยู่ร่างกายของเ้านั้น ”
มือสังหารมองตรงเป็ตาเดียวในตอนนี้ปราณดาบถูกสร้างขึ้นข้างกายของลู่เฟิ่ง ปราณดาบเป็วิชาที่หายาก
อ้ายได้ยุทธภพผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักพวกมันในนามจิตดาบหรือจิตกระบี่ มันคือการบรรลุของผู้ฝึกฝนอาวุธระดับสูง
เช่นจอมยุทธ์ที่ฝึกฝนวิชาดาบจนชำนาญบรรลุถึงแก่นแท้ก็จะสามารถแปรเปลี่ยนจิตอันทรงพลังและสมาธิกลายเป็จิตดาบที่ทรงพลังได้
แต่คนที่สามารถทำแบบนั้นได้ก็มีแต่ยอดฝีมือที่อยู่ในขอบเขตบ่มเพาะระดับสูง เพราะแบบนั้นวิชาของลู่เฟิ่งจึงพิเศษแล้วก็แตกต่าง
ไม่จำเป็จะต้องฝึกฝนจิตดาบเขาเพียงแค่ใช้ปราณสร้างดาบขึ้นมา ให้มันมีรูปลักษณะคล้ายคลึงกับจิตดาบที่พวกนักฝึกฝนดาบระดับสูงสามารถฝึกฝนได้เท่านั้น
ไม่สิหลังจากการศึกษามาเป็เวลานาน ลู่เฟิ่งจึงได้รู้ว่าปราณดาบนั้นมีขึ้นมาก่อนจิตดาบ ปราณดาบเป็ต้นกำเนิดแต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าผู้สืบทอดก็ยิ่งมีน้อยลงไปเรื่อยๆ
ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถฝึกฝนปราณดาบสำเร็จพวกมันจึงแปรเปลี่ยนวิธีที่ง่ายกว่าการสร้างปราณดาบมันก็คือการสร้างจิตดาบ
พวกมันไม่ใช้พลังที่สามารถควบคุมได้ยากแต่ใช้จิตและก็สมาธิที่สามารถควบคุมได้ง่ายกว่าในการสร้าง
เพราะแบบนั้นวิชาทั้ง 2 จึงมีรูปลักษณะคล้ายคลึงกัน เพราะว่าจิตดาบมันเป็สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ปราณดาบที่สามารถเรียนได้ยากกว่า
ไม่แปลกที่คนพวกนั้นจะมองเห็นผิดว่าปราณดาบของลู่เฟิ่ง มันเป็จิตดาบของนักดาบระดับสูงเพราะมันมีรูปลักษณะคล้ายกัน
“ นั่นเป็จิตดาบจริงๆ แย่แล้วพวกเราจะเอายังไง ” พวกกลุ่มคนชุดดำเริ่มหวาดกลัว
สหายของมันที่ตายไปในพริบตาเป็สิ่งที่สามารถยืนยันความแข็งแกร่งได้ ทันทีที่ภายในใจของมือสังหารพวกนั้นถูกครอบงำด้วยความกลัว
ผู้นำของพวกมันก็ได้พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ ใจเย็นก่อน ”
“ ถึงแม้ว่าน่าจะเป็จิตดาบจริงๆ เ้าไม่เห็นหรอว่าอย่างไรเสียมันก็มีเพียงแค่อันเดียวพวกเรามีจำนวนตั้งหลาย 10 คน ”
“ อย่างน้อยถ้าพุ่งเข้าไปพร้อมกันพวกเราเองก็คงจะสามารถสังหารมันได้ในพริบตาเดียว ”
“ คงจะไม่สามารถรับมือพวกเราหมดได้หรอก ” หัวหน้ามือสังหารวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด
เมื่อพวกมันตกลงกันแล้วจึงส่งสัญญาณพยักหน้า แลก็พุ่งทะยานเข้าไปพร้อมกัน พวกมันพุ่งเข้าไปอย่างพร้อมเพียงหวังว่าจะสามารถปิดชีวิตเป้าหมายได้ในทันที
ทว่า..ในขณะที่พวกมันกำลังพุ่งเข้าไปสิ่งที่พวกมันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แสงสว่างไสวที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกาย
เส้นพลังิญญาที่ถูกสร้างขึ้นกลายเป็ปราณดาบอีกนักสิบเล่ม ลู่เฟิ่งที่ยืนอยู่บนหลังคารถม้าได้แต่แสยะยิ้มอย่างเื่ขบขัน “ พวกเ้าเนี่ยสติปัญญาน้อยกันจริงๆ ”
และในพริบตานั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปราณดาบที่อยู่รอบร่างกายของลู่เฟิ่ง มันร่ายรำอย่างรวดเร็วเคลื่อนไหวไปภายในอากาศพริบตาเดียวเท่านั้นตัดคอของพวกมือสังหารพวกนั้นอย่างง่ายดาย
มือสังหารหลาย 10 ชีวิตโดนตัดจนร่างกายและศีรษะขาดออกจากกัน เหลือเพียงแค่ซากศพที่กระจัดกระจายนอนตายเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้น
ลู่เฟิ่งที่ยืนอยู่บนหลังคารถนะะโลงมาอย่างรวดเร็ว “ พวกมันคงจะประเมินขั้นต่ำเกินไปสินะ ”
“ จะสังหารข้าสักทีส่งมาเพียงแค่พวกมือสังหารชั้นต่ำพวกนี้เพียงแค่นี้เนี่ย ”
“ พวกมันทั้งหมดน่าจะอยู่ในระดับเพียงแค่ก่อพลังเท่านั้น… ”
ลู่เฟิ่งรีบเดินเข้าไปที่ศพพวกมือสังหาร “ เอาล่ะอย่างนั้นก็ขอตรวจสอบหน่อยก็แล้วกันข้าอยากจะรู้จริงๆมือสังหารพวกนี้ใครกันที่เป็คนส่งพวกมันมาสังหารข้า ”
ลู่เฟิ่งเริ่มตรวจสอบศพมือสังหารพวกนั้นเพื่อหวังว่าจะได้เบาะแส
หลังจากที่กล้องตรวจตาศพพวกนั้นดูสักพัก ลู่เฟิ่งก็พบเข้ากับบางอย่างเหมือนว่าจะเป็เบาะแสสำคัญ “ นี่มัน ”
ลู่เฟิ่งยิ้มขึ้นมาที่มุมปากมองเห็นของสิ่งนั้น
จบบท