บทที่ 19 ล้มอีกสองราย
เื่ของหลิวไฉ่อิงลือกระฉ่อนไปทั่วฉินเจียถุน
สมาชิกครอบครัวสี่คนกับแขกอีกหนึ่งคน มีแค่สะใภ้ของหลิวไฉ่อิงที่ไม่เป็อะไร
แต่เธอก็น่าเวทนาที่สุด เพราะเธอต้องคอยดูแลปรนนิบัติทั้งสี่คนตามลำพัง
ไป๋อวี้ไม่ไปร่วมประสมโรง และยังเก็บกวาดบ้านอยู่
เพราะเธอมีนิสัยย้ำคิดย้ำทำ*[1] ต่อให้เป็สถานที่ที่เธอพำนักชั่วคราวก็ต้องเก็บกวาดให้เป็ระเบียบเรียบร้อย ไม่งั้นจะรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว
ตระกูลฉินอยู่กันสองพ่อลูกมานานปี ไม่ถึงกับว่าสกปรกมากแต่มันก็ไม่ได้มาตรฐานของเธอจริง ๆ นั่นแหละ
พวกเขาย่างเนื้อในครัวมานาน เธอขัดคราบน้ำมันตลอดทั้ง่เช้ากว่ามันจะสะอาด
ไหนจะถ้วยกับตะเกียบจำนวนมากนั่นอีก เธอก็ล้างจนสะอาดสะอ้านและจัดวางอย่างเป็ระเบียบ
ั้แ่ห้องครัวไปถึงห้องนอน พื้นและโต๊ะทั้งหมดถูกเธอทำความสะอาดหมดจด โดยใช้ใยบวมของที่บ้านนี่แหละ ผลลัพธ์ออกมาดีเยี่ยม
ถัดมาก็คือในสวน
ในสวนนี่แหละสิ้นเปลืองของจริง โล่งเตียน มีไก่ตัวผู้ตัวเดียวเดินเตร่อยู่ลำพัง
โดยปกติแล้ว ถ้านับตามรายหัวของแต่ละครัวเรือน ตอนนี้สามารถเลี้ยงไก่ได้คนละหนึ่งตัว
หรือก็คือว่าเดิมตระกูลฉินน่าจะมีไก่สองตัว แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้ถึงมีแค่ตัวเดียว
แถมยังเป็ไก่ตัวผู้ที่ออกไข่ไม่เป็อีกด้วย
แค่นี้ไม่พอ ก่อนหน้านี้เธอเห็นบ้านของจ้าวอิ้งหง สวนในบ้านเธอน่ะสะอาดเรียบร้อยเชียวละ
เลี้ยงไก่มีรั้วกั้น แถมยังมีร่องดินที่ถูกยกร่องไว้เพียบ ถึงจะโดนน้ำฝนซัดเสียหายไม่น้อย แต่ก็ยังมีสีเขียวชอุ่มอยู่เยอะ!
มันเป็แปลงครัวเรือน มีแต่ผักทั้งนั้น!
ในสวนบ้านตระกูลฉินไม่มีอะไรเลยไม่พอ แต่ยังขรุขระไม่เรียบเนียน แถมมีแอ่งน้ำขังตั้งหลายแอ่ง…
ไป๋อวี้สังเกตดูลักษณะพื้นผิวในสวนแล้วตั้งใจจะขุดร่องระบายน้ำง่าย ๆ ก่อนอันดับแรก
แต่ตอนนี้เธอเริ่มเหนื่อยแล้ว เลยคิดจะหลอกล่อให้ฉินเสี่ยวซู่ช่วยขุดให้แทน
ปรากฏว่าพอหันไปก็มีแค่ฉินเสี่ยวกั่วที่นั่งเล่นอยู่ตรงนั้น
“กั่วเอ๋อร์ พี่ชายหนูล่ะ”
เ้าเด็กดื้อคนนั้นบอกว่าจะจับตามองเธอไม่ใช่เหรอ
ฉินเสี่ยวกั่วเอียงหัวพูดว่า “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จู่ ๆ ก็วิ่งหายไปเลย”
หรือจะไปร่วมเป็จีนมุงด้วย
ตอนนี้หลายคนพากันไปที่บ้านหลิวไฉ่อิงกันแล้ว
แต่ไป๋อวี้คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าไม่น่าใช่
เสี่ยวซู่ค่อนข้างเหมือนพ่อเขา เป็คนนิ่ง ๆ น่าจะไม่สอดรู้สอดเห็น
แน่นอนว่านี่เป็แค่การเข้าใจผิดอันใหญ่หลวงของเธอเท่านั้น
พออยู่ด้วยกันนานเข้าเธอถึงได้รู้ว่า ฉินเสี่ยวซู่เป็พวกสอดรู้สอดเห็นขนานแท้เลย ที่ไหนมีเื่เขาจะมุดหัวอยู่ตรงนั้น
แต่มันเป็เื่ในภายหลัง
ตอนนี้ไป๋อวี้กำลังลากจอบออกมา ตั้งใจว่าจะขุดร่องน้ำเอง
จู่ ๆ ฉินเสี่ยวกั่วก็ยึดตัวตรงเหมือนลูกหมาที่มีประสาทััไว ก่อนจะหันขวับมองข้างนอก
“พ่อคะ!”
ฉินเสี่ยวกั่วร้องเรียกด้วยความดีใจแล้วพุ่งปรี่ออกไป
ไป๋อวี้แปลกใจ “ไหนล่ะ”
เธอไม่ได้ยินอะไรเลยสักนิดนี่นา
แต่พอเขย่งเท้าชะเง้อมองข้างนอก ก็เห็นพวกฉินต้าซานกำลังขี่ล่อวิ่งห้อมาจริง ๆ
ฉินเสี่ยวกั่วกระดิกหางอย่างลิงโลดนอกประตูไม้ไผ่ “พ่อ! ปู่จ้าว! อาหลี่! แล้วก็อาหลี่อีกคน! คุณอาหวัง!”
เธอะโเรียกเสียงดังออกอย่างนั้น บรรดาคุณผู้ชายทั้งหลายเลยอดเร่งล่อให้ไวขึ้นไม่ได้
จ้าวโหย่วเต๋อลงจากล่อเป็คนแรก กระโจนออกไปอย่างร่าเริงหมายอุ้มสาวน้อยคนนี้
ผลปรากฏว่าฉินต้าซานกลับก้าวเท้ายาวเดินเข้ามาหิ้วเสี่ยวกั่วเข้าไปในอ้อมอกตน
ฉินเสี่ยวกั่วดึงเคราของเขาอย่างเบิกบานใจ “พ่อคะ พ่อ ชูขึ้นสูงอีกหน่อย!”
ฉินต้าซานได้ฟังก็ชูเด็กน้อยขึ้นสูง
จ้าวโหย่วเต๋อเขย่งเท้าขึ้นเอื้อมอยู่ข้าง ๆ อย่างร้อนใจ
“กั่วจื่อ ปู่อุ้มหน่อย ขอปู่อุ้มหน่อย!”
อาจจะเป็การกระทำโดยสัญชาตญาณของเขาล่ะมั้ง…
แต่ภาพนี้ทำเอาไป๋อวี้ช็อกจนตัวแข็งทื่อ
ต้องรู้ว่าจ้าวโหย่วเต๋อค่อนข้างตัวเล็ก อย่างมากที่สุดก็ราว ๆ 170 เิเ เขย่งเท้าะโโหยงเหยงข้าง ๆ ฉินต้าซานที่สูงประมาณ 190 เิเ…
ไม่มีความน่าเกรงขามของหัวหน้าหมู่บ้านฉินเจียถุนเลยสักนิด
ยังดีที่ฉินเสี่ยวกั่ว ‘แบ่งปันอย่างเท่าเทียม’ ถึงการชูสูง ๆ จะสนุกมากก็ตาม แต่เธอก็ยื่นมือลงมากลางอากาศอยู่ดี
“ปู่คะ! อาคะอุ้มหนูหน่อย!”
“จ้า!”
จ้าวโหย่วเต๋อคว้าเสี่ยวกั่วหมับแล้วยิ้มหน้าบานเป็กระด้ง
ฉินต้าซานหิ้วของถุงใหญ่เดินเข้ามา
ส่วนหลี่ิ หลี่เถียนกับหวังเถี่ยเซิงก็จูงล่อตามเข้ามา
ในสวนบ้านตระกูลฉินมีคอกม้าขนาดใหญ่อยู่ ถือเป็โรงจอดรถเล็ก ๆ ของยุคสมัยนี้ล่ะมั้ง หลี่เถียนเป็ฝ่ายจูงล่อไปดื่มน้ำ
ไป๋อวี้เดินตามฉินต้าซานด้วยความกังวลนิดหน่อย “เป็ยังไงบ้าง”
ฉินต้าซานกล่าว “ไม่เป็ไร”
ไป๋อวี้ไม่ค่อยเชื่อนัก “ไม่เป็ไรแต่พวกนายคุยกันจนเย็นย่ำเลยเหรอ”
ฉินต้าซานพลันพูดไม่ค่อยออกขึ้นมาเล็กน้อย
เขาย่นคิ้วครู่หนึ่งแล้วถึงเอ่ยว่า “เว่ยชุ่ยสี่กับหลี่เกินเจิ้งาเ็”
ไป๋อวี้ “ฮะ”
หลี่เกินเจิ้งเป็พี่ชายของหลี่หนงหงหัวหน้าหมู่บ้านก่างจื่อหลิ่ง ในความทรงจำของเ้าของร่าง เ้านั่นเรียกได้ว่าเป็คนขี้โม้ที่สุดในก่างจื่อหลิ่ง
แค่เขาอ้าปากจากดำก็กลายเป็ขาว ตายกลับพูดให้เป็ได้ หลี่หนงหงพึ่งพาอาศัยเขาบิดพลิ้วมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
“ปากฉีกเป็สามแฉก พูดไม่ได้เลยสักคำ” ตอนนั้นเองที่หลี่ิเดินเข้ามาด้วยสีหน้าขึงขัง “แล้วก็เว่ยชุ่ยสี่ ตอนล้มดันกัดลิ้นตัวเองเข้า”
ไป๋อวี้สะดุ้งโหยง “ขาดเลยเหรอ”
แต่ทำไมสีหน้าของหลี่ิเคร่งขรึมขนาดนี้ล่ะ เหมือนกำลังกลั้นอะไรอยู่…
แถมเขามีรอยช้ำตรงมุมปากด้วย...ทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือเลยเหรอ
ไป๋อวี้ตื่นตระหนกนิดหน่อย
“เปล่า น่าเสียดาย” หลี่เถียนกล่าว
หลี่ิรีบพูดทันควัน “พล่ามบ้าอะไรน่ะ!”
“เป็อะไรเนี่ย กลับมาแล้ว แกหัวเราะออกมาเถอะ” หลี่เถียนเอ่ยก่อนจะทนไม่ไหวหลุดขำออกมา
หวังเถี่ยเซิงกล่าว “หลี่ิ แกก็อย่ากลั้นเลย มาถึงนี่แล้วอยากหัวเราะยังไงก็ได้ ไม่มีใครชกแกแล้ว”
จากนั้นพวกเขาก็พากันหัวเราะครืนราวกับได้ปลดปล่อย
ในตอนนั้นเองจ้าวโหย่วเต๋อก็ยกฉินเสี่ยวกั่วเข้ามาพลางด่าขำ ๆ ว่า “เ้าเด็กดื้อพวกนี้ คนเขาอนาถขนาดนั้นแล้ว ไปหัวเราะเยาะต่อหน้าคนเขาได้ยังไง สมควรโดนชกแล้ว”
ไป๋อวี้เองก็อดขำไม่ได้ “พวกนายหัวเราะต่อหน้าพวกเขาเลยโดนชกงั้นเหรอ”
หวังเถี่ยเซิงรีบเอ่ยเป็พัลวัน “พวกฉันเปล่า แค่เขาคนเดียว”
ทั้งที่หลี่ิเป็คนเดียวในหมู่พวกเขาที่ได้เล่าเรียน แต่เขากลับโดนชกเพราะกลั้นขำไม่ไหว…
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเื่พวกนี้
ไป๋อวี้รีบถามฉินต้าซาน “วันนี้ยังตกลงกันไม่ได้เหรอ”
ฉินต้าซาน “ตกลงกันได้แล้ว”
ไป๋อวี้ “...ฮะ”
ที่จริงฝั่งฉินเจียถุนก็เป็ฝ่ายที่มีเหตุผล เป็พวกเขาเองต่างหากที่กลับกลอกไม่มีเหตุผล
วันนี้คนปากดีกับตัวต้นเื่ฝั่งพวกเขาพูดไม่ได้แล้วทั้งคู่ เ้าหน้าที่ในเมืองย่อมแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาดฉับไว
ที่ลากยาวถึงตอนนี้เป็เพราะวุ่นวายกับเื่ที่ฉินเจียถุนน้ำท่วมขัง
จ้าวโหย่วเต๋ออุ้มฉินเสี่ยวกั่วที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากยังอึ้งอยู่ “เื่นี้มันแปลกเหลือเกิน ล้มไม่พอ ยังล้มพร้อมกันตั้งสองคน...”
หลี่ิหัวเราะ “แปลกยังไงกัน พวกมันกรรมตามสนองน่ะสิ รังแกเสี่ยวกั่วของเราต้องได้รับกรรม”
ไป๋อวี้ยิ้ม “บังเอิญทั้งนั้น...”
จากนั้นก็สะดุ้งโหยง
ฮะ ที่ล้มในวันนี้เหมือนจะไม่ได้มีแค่เว่ยชุ่ยสี่กับหลี่เกินเจิ้งนี่นา
รู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตอนอยู่ก่างจื่อหลิ่งก็ดวงซวยไม่หยุดหย่อน วุ่นวายหลายปีดีดัก เก็บเงินไม่ได้เลยสักแดงเดียว ไม่โดนขโมยก็หล่นหาย
หรือจะมีคุณสมบัติใครหาเื่เธอเป็ต้องซวยทุกรายจริง ๆ
ไป๋อวี้รู้สึกตลกนิดหน่อย แต่ไม่ได้คิดจริงจังนัก
[1] โรคย้ำคิดย้ำทำ เป็โรคของคนที่มีความกังวล และความไม่มั่นใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็ผลให้ต้องทำกิจกรรมนั้น ๆ ซ้ำไปซ้ำมา โดยผู้ป่วยจะไม่สามารถหักห้ามใจไม่ให้ทำได้ เมื่อทำแล้วจะทำให้รู้สึกคลายความกังวล ก่อนที่จะเริ่มกังวลใหม่อีกครั้ง