นางใจนยกมือขึ้นทาบอก “เ้าขุนอินทร์เ้าข้าแม่นาย” นางมองดูโอรสองค์เล็กในเ้าแม่ดวงทิพย์ด้วยแววตาดีใจ “พระองค์หายไปไหนเสียหลายวัน เ้าแม่ท่านเป็ห่วงหนักหนา”
“พี่ข้าต้องไปศึกใหญ่ ข้าร้อนใจจึงไปช่วยพี่ท่านเตรียมทัพเสียหลายวัน จึงมิได้มาเฝ้าถวายงานพระมารดาเช่นที่เคย”
“แม่เองก็ร้อนใจมิต่างกับเ้า ขึ้นหอพระทั้งพลบค่ำและรุ่งสาง สั่งบ่าวไพร่จุดโคมประทีปบูชาสายน้ำ หวังให้อำนาจแห่งพุทธะแลพญานาคินทร์ คุ้มภัยให้พี่เ้าแลบ้านเมือง”
“แม่เ้าอย่างห่วงเลย พี่ข้าเก่งหนักหนา ศึกไหน ๆ ก็มีชัยจนศัตรูเกรงขาม”
“อย่าได้ประมาทไปเชียวอินทร์ถวาย ่พี่เ้าไปทัพ เ้านั้นต้องกำชับพลช่างให้เร่งเสริมแนวกำแพงคันดิน แม้นเราอยู่ในเมือง ก็หาได้นอนใจได้ไม่อะไรเสริมได้ต้องทำ รวมทั้งกักตุนเสบียงอาหารเข้ายุ้งฉาง หากทัพหลวงยืดเยื้อเสบียงเหล่านี้จะได้ส่งไปเสริมได้ทันท่วงที”
“พระเ้าข้า เ้าแม่อย่าได้เป็ห่วง เื่ทั้งหมดที่ท่านกังวลใจ ข้าได้จัดการหมดแล้วสิ้น”
นางยิ้มให้ราชบุตร “ดี...รอบคอบเช่นนี้ก็ดีแล้ว ไปเถิด...ดูเ้าสิ ท่าจะบ่ได้หลับนอนมาทั้งคืน ไปพักผ่อนก่อนเถิดหนา”
เ้าขุนอินทร์ถวายกราบลาพระมารดา รอดูนางและเหล่าข้าหลวงเดินจากไปจนแล้วสิ้น จึงแยกกลับพิมานตำหนักเรือนนอนของตน
แสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ ส่องจับเรือนไม้ยกใต้ถุงสูง ตัวเสารับเรือนใช้ไม้ใหญ่ทั้งต้นขนาดไม่ต่ำกว่าสามคนโอบ เชิงชายแกะฉลุลายงาม เป็เครือเถาพันธ์เลื้อยวิจิตรบรรจง ชายคามุงไม้แป้นผ่านแดดลมฝนจนพืชเขียวพากันเกาะอาศัยเติบโต เรือนพิมานตำหนักเ้านางหลังนี้ ปลูกสร้างมานานปีั้แ่นางถือกำเนิด จนย่างเข้าวัยสาว อยู่มาั้แ่แผ่นแป้นไม้หลังคาถูกถางใหม่ จนบัดนี้ขึ้นตะไคร่เขียว
“อีเอื้อง...นายมึงอยู่ที่ใด...!” เสียงบาดหูดังขึ้นมาั้แ่หน้าเรือน พร้อมเสียงเดินกระแทกส้นลงเรือน ราวคนขาดการอบรมสั่งสอน
บ่าวไพร่นางข้าหลวง แค่ได้ยินเสียงก็รู้ได้ในทันที ว่าเป็ผูู้ใดมาเยือนเรือนเ้านาง
“อีเอื้องสายกับเ้านางซอมพอ บ่ได้อยู่บนเรือนเ้าข้าพระแม่เมือง” นางข้าหลวงร่างท้วม รีบเข้าไปหมอบกราบแทบบาทของนางผู้เป็ชายาเ้าเวียงสรวง สตรีสูงศักดิ์ผู้กุมอำนาจฝ่ายในแลกำลังขึ้นกุมอำนาจทั้งเมือง
“เช้าตรู่เยี่ยงนี้ จะรีบไปที่ใดกัน เหล่าลูกหลานสตรีสูงศักดิ์ ทั้งเชื้อวงศ์แลขุนนาง ต่างเข้าวังเวียงเรียนรู้ขนบธรรมเนียม แล้วเ้านางของพวกมึงเล่า มัวทำสิ่งใดอยู่ เสียแรงเป็ถึงธิดาองค์ใหญ่ แต่กลับมิทำตัวให้เป็เยี่ยงอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ไปตามหานายมึงซี่! ...จะมานั่งหมอบกราบกูไปไย เร็วเข้า ตามให้พบ แล้วเร่งมันไปพบกูที่หองาน เด็กคนนี้สั่งสอนอันใดไม่เคยฟังคำกู เห็นทีจักเลี้ยงดูกันมิได้แล้วกระมัง”
เหล่านางข้าหลวงบ่าวไพร่ ล้วนหวาดกลัวในบารมีของพระนาง รีบแล่นลงเรือนไปตามหาผู้เป็นาย ที่หนีหายลงจากหอนอนไปกับนางข้าหลวงคนสนิท ั้แ่ฟ้ายังไม่แจ้ง
ม้าสองตัวตะบันหน้าไปทางค่ายทหารนอกเวียง ั้แ่ฟ้ายังมืดมองไม่เห็นเส้นลายมือ เมื่อนางไปถึงที่หมาย ก็ทำเอาเ้าหาญอนุชาต่างมารดาถึงกับใ รีบเข้ามายกมือไหว้สาแก่นางผู้มีศักดิ์เป็พี่สาวคนโต
“พี่นาง! อีเอื้อง มาถึงที่นี่ได้อย่างไร ไกลโขอยู่นา”
“กูร้อนใจนัก ได้ยินว่าทางเหนือมีศึก ศึกใหญ่นี้มีผลกับเวียงสรวงหรือไม่…”
“พี่นางอย่าทรงร้อนใจ เข้าไปข้างในพลับพลาก่อนเถิด ที่นี่ล้วนมีแต่บุรุษเพศ พี่ข้าเป็สตรีสูงศักดิ์ออกจากกำแพงเวียง มาถึงค่ายทหารเช่นนี้ รู้ถึงหูพระแม่เ้า ข้าคงถูกเอ็ดจนหูชา”
“มึงมิพูดกูไม่พูด อีเอื้องไม่ปากมาก ใครกันจะไปแจ้งนาง มาเถิดน้องพี่ มึงวางแผนเช่นไรจงแจ้งแก่กูมา” สองพี่น้องเดินเข้าสู่กระโจมพลับพลาชั่วคราว เพื่อปรึกษาหารืองานศึก โดยมีอีเอื้องสาย นางกำนัลคนสนิทเฝ้าคุ้มกันอยู่ด้านนอกกระโจม กันมิให้คนไม่เกี่ยวข้องเข้าออก
“ศึกที่พี่นางพูดถึงใหญ่จริง แต่เพลานี้ข่าวจากเวียงใหญ่สุวรรณโคมคำ ได้ทำการแต่งทัพหลวงไปรั้งศึกที่เวียงชัยแล้ว ส่วนพวกเราอันเป็หัวเมืองย่อย ให้เตรียมทัพรอสัญญาณ หากทัพหลวงมิอาจต้านทานไว้ได้ เราจำเป็ต้องเคลื่อนกำลังไปตั้งค่ายยั้งศึกศัตรูที่บ้านหัวงัว เพื่อรอทัพหลังตามไปสมทบ ร่วมกับหัวเมืองอื่น”
ขุนหาญอธิบายแผนรบ ตามที่เ้ามหาอุปราชคำหลวงแห่งสุวรรณโคมคำ ได้วางกลยุทธเอาไว้ให้แก่พี่นางซอมพอได้รับฟัง นางฟังแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ
“เวียงสรวงเรานั้นเป็เมืองเล็ก ไหนเลยจะมีกองกำลังไปช่วยเขารบได้ เ้าหาญมึงอย่าได้วางใจเชียว สายกูแจ้งมา ว่าพวกคนเถื่อนแดนเหนือ หมายยึดดินแดนแถบนี้ให้ได้ หลายครั้งหลายครา ก็ก่อกวนวุ่นวายอยู่ไม่ขาด หากหมายบอกเคลื่อนทัพมาถึง มึงจงส่งคนไปแจ้งต่อกู แม้นกูเป็สตรี ก็หาได้ดูิ่กูไม่”
“พี่นางมีแผนสำรองให้ข้าฤา”
“ถ้าจะเอากำลังไพร่พลรบ กูไม่มีให้มึงดอกน้องเอ๋ย แต่อาวุธเมืองเราหาเป็รองเมืองอื่นไม่ ครูบาเ้าสบปินให้เหล่าศิษย์แลทาส ช่วยกันตีดาบแลลูกเกาทัณฑ์[4]เก็บไว้จำนวนหนึ่ง กูจักยกให้มึงสิ้น จงนำอาวุธเวียงสรวงไปช่วยทัพหลวงสุวรรณโคมคำ แทนไพร่พลที่เรามีเพียงหยิบมือนี้เถิด”
ได้ยินเื่นี้ เ้าหาญก็ถึงกับหัวเราะออกมา เ้านางซอมพอเห็นอนุชาหัวล่อ ก็เกิดสงสัยไม่พอใจ
“มีเื่ใดชวนหัว เพลาคับขันเยี่ยงนี้ มึงหัวล่อพี่เื่ใดกันฤา”
“หามิได้พี่นาง ข้าหัวเราะด้วยเื่อาวุธของพี่ท่าน มันเคยทำให้แม่ข้าคิดรู้สึกระแวง จนเกือบกล่าวหาว่าท่านพี่คิดก่อฏ ไม่คิดเลยว่า แท้จริงแล้ว พี่ข้าก็เตรียมไว้เพื่อการนี้”
“พระแม่เ้าอีกแล้วรึ นี่นางจะเกลียดชั่งกูไปถึงเมื่อใด แม้มิใช่มารดาที่แท้จริง แต่กูก็เคารพนางเช่นพระแม่เมือง เื่การทำอาวุธพวกนี้ พ่อเ้าก็รู้ดี ด้วยพระครูบาเ้าสบปินเป็ผู้สร้างมาโดยตลอด จะมีสำนักดาบแลโรงถลุงเหล็กอื่นบ้าง ก็ล้วนเป็ศิษย์ที่ฝึกฝนวิทยาอาชีพไปแต่ท่านทั้งสิ้น มีอันใดให้พระแม่เมืองละเคืองใจต่อตัวกู ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง”
“แม่ข้าจะยอมอ่อนลง หากพระพี่นางจะยอมปลงใจ ที่จะกินแขก[5]แต่งงานออกไปกับเ้าเวียงทุ่งหลวง”
“ไม่มีทาง หากเ้าเวียงทุ่งหลวงดีนัก เหตุใดพระแม่เ้าเกสรจึงมิแต่งน้องนางคำแก้วไปแทนกู กูเป็พี่คนใหญ่ แม้เกิดเป็แม่ญิงก็ดูแลบ้านเมืองแทนพระบิดาได้ หากไม่เห็นแก่หน้ามึง กูคงท้ามึงประลองดาบขี่ม้ายิงธนูไปแล้ว ให้ใต้หล้าทั้งแผ่นดินเวียงสรวงได้รู้กันไป ว่ากูซอมพอหาได้ด้อยเกินบุรุษไม่”
“พี่นางอย่าเชียวหนา แค่เื่ที่พี่นางเ้าซ่องสุมอาวุธ พระแม่เ้าก็สามารถงัดเอาเื่นี้มาสร้างปัญหาต่อท่านและบริวารได้ หากทำเยี่ยงที่ว่ามา แม่ข้าจะคิดว่าท่านหมายสังหารข้า เพื่อขึ้นเป็มหาเทวีกินเวียงสรวง เื่เล็กน้อยพาลจะวุ่นวายใหญ่โต ลำพังศึกนอกก็ร้อนร้ายพอแล้ว หากศึกในโหมกระพือเปลวเพลิงโทสะขึ้นมาอีก เวียงสรวงคงได้ลุกเป็ไฟท่วมเมือง ั้แ่ข้าศึกยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูเวียง”
เ้านางซอมพอมองใบหน้าน้องชาย ที่ชันษาอ่อนกว่าเพียงสามปีด้วยความเอ็นดู เ้าหาญแม้เป็น้องต่างมารดา แต่นับว่าสนิทสนมกันอยู่ไม่น้อย วิชาการศึกษาส่วนใหญ่ เ้าหาญเรียนสิ่งใด นางก็เรียนสิ่งนั้น นอกเสียจากวิชาความรู้บางประการที่สงวนไว้ให้เพียงแต่บุรุษเพศ นางจึงมิอาจเรียนรู้ด้วยได้
“กูมิทำเช่นนั้นดอกเ้าหาญ อย่างไรบัลลังก์เวียงสรวง ก็ต้องให้มึงขึ้นเป็เ้าหลวงในฐานะราชบุตร กูเป็สตรี สุดท้ายหน้าที่กูเป็ได้ก็แค่เพียงเมียแลมารดา แต่มึงจงรู้ไว้ว่าเส้นทางนี้ กูซอมพอ มิมีใจขัดขวางทางมึงแม้แต่น้อย ทุกอย่างหาเป็เช่นที่แม่เ้าเกสรปั้นเื่ใส่ไคล้กล่าวหากูไม่”
อนุชาต่างมารดายิ้มให้พี่สาว ผู้ที่ทุกคนต่างรู้ดี ว่านางมีจิตใจตั้งมั่นจงรักภักดีต่อบ้านเมืองเพียงไร ยกเว้นแต่พระนางเ้าเกสรเท่านั้น ที่ไม่เคยมองว่าเ้านางกำพร้ามารดาผู้นี้ เนื้อแท้หาได้มีพิษภัยอันใดต่อนางไม่ หรือแท้จริงความโกรธแค้นมิใช่ที่ตัวเ้านางซอมพอ แต่เป็เพราะอดีตพระชายาผู้จากไปยังแดนฟ้า ไฟแค้นจากอดีตจึงสะสมลุกลามมาที่ตัวเ้านางซอมพอแทนพระมารดา
“เจตนาพี่นางเป็เช่นไร พวกข้าแลน้อง ๆ ต่างรู้ดี พี่นางโปรดวางใจ หากข้า้าความช่วยเหลือใด จะรีบแจ้งไปยังพี่นางในทันที”
[4]เกาทัณฑ์ คัน ธนู, กุทัณฑ์ อาวุธชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยคันสำหรับยิง อาวุธที่ใช้ในสมัยอยุธยานั้น จะเป็อาวุธประจำกายของแต่ละบุคคลทั้งสิ้น เช่น ทวน หอก ดาบ แหลน หลาว เกาทัณฑ์
[5]กินแขก (ถิ่น-พายัพ) กินเลี้ยงในการแต่งงาน.