ไม่ว่าเมืองใดล้วนมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะล้าหลังเหล่าคนที่พักอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็ชนชั้นต่ำสุดในเมืองพวกเขาออกไปทำงานในตอนพระอาทิตย์ขึ้น และพักผ่อนนอนหลับในตอนพระอาทิตย์ตกเป็ชนชั้นต่ำสุดของพีระมิดที่ดิ้นรนอยู่ในสังคม
ชุมชนถงโจวบนถนนจี่หนานเป็ปัญหาค้างคายาวนานที่ยากจะแก้ไขในเมืองตงไห่ตำแหน่งที่ตั้งห่างไกล ติดกับแม่น้ำสกปรกสายหนึ่ง มีบ้านเก่าซอมซ่อมากมายปรับปรุงยากมาก เส้นทางสัญจรแย่จนเข้าออกได้เพียงทางเดียว ที่นี่สกปรกวุ่นวายและเลวร้ายถึงขั้นที่กระทั่งเทศกิจก็คร้านจะมาดูแล
ตอนที่เฉินเจิ้งเฉวียนอดีตเลขาธิการพรรคประจำเมืองมาสังเกตการณ์ที่นี่ก็ถูกกลิ่นเน่าเหม็นของแม่น้ำที่สกปรกรมจนวิงเวียนศีรษะไม่ง่ายเลยที่จะอดกลั้นไม่ให้ขมวดคิ้วบีบจมูก เขาฝืนสังเกตการณ์ไปรอบหนึ่ง หลังจากกลับไปถึงบ้านก็ถึงกับล้มป่วย
เมื่อเลขาธิการพรรคท่านนี้หายจากอาการช็อกก็อยากจะทำอะไรสักหน่อย หลังจากอาการป่วยหายดีแล้วก็รีบสั่งให้ชุมชนถงโจวดำเนินการปรับปรุงแก้ไขทุกด้านทั้งยังนำเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างผังเมืองของเมืองตงไห่ด้วย
เหล่าคนจนในชุมชนถงโจวแต่ละคนโห่ร้องเฉลิมฉลองด้วยความยินดีนึกว่าั้แ่นี้ไปตนเองจะได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อเริ่มก่อสร้าง รถซ่อมแซมผ่านเข้าไปได้ครึ่งทางพวกคนจิตใจคับแคบหลายคนในชุมชนถงโจวก็ไม่ยอมให้ทีมงานก่อสร้างรื้อบ้านที่สร้างจากแผ่นเหล็กของตนเองและบีบบังคับให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยถึงจะยอมย้ายบ้านพวกอันธพาลหลายคนของชุมชนถงโจวไปนอนอยู่ด้านหน้ารถแทรกเตอร์เกลี่ยดินแล้วชี้ไปที่ท้องของตนเอง พลางเอ่ยว่า “ถ้ากล้าก็เหยียบผ่านตรงนี้ไปเลย!”
เดิมโครงการก่อสร้างนี้ก็มีภาครัฐเป็คนออกเงินให้ถือว่าเป็การสร้างความสุขให้กับประชาชน แต่เมื่อเจอคนจนที่โลภไม่รู้จักพอแบบนี้ก็อับจนหนทางเช่นกันเฉินเจิ้งเฉวียนเผชิญกับคนดื้อด้านที่ตามก่อกวนไม่หยุดก็โมโหจนพูดอะไรไม่ออกทั้งหงุดหงิดทั้งโมโห จึงเอ่ยออกไปว่า “เขายอมปรับทัศนคติทางความคิดของผู้คนให้มากหน่อยแต่ไม่มีทางประนีประนอมกับพวกเร่ร่อนที่ไม่ทำการทำงานแบบนี้เด็ดขาด!”
ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไปมาไม่หยุดแบบนี้ไปเรื่อยๆระดับความเร็วของโครงการก็เชื่องช้าเหมือนเต่าคลาน! สุดท้ายหนึ่งปีให้หลังเฉินเจิ้งเฉวียนก็ถูกคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลย้ายไปประจำที่อื่นโครงการนี้จึงกลายเป็โครงการที่ทำไม่เสร็จของเมืองตงไห่คนที่มีจิตใจละโมบไม่เพียงแต่จะไม่ได้เงินช่วยเหลือแต่ยังคงต้องอาศัยอยู่ในสถานที่เล็กๆ ที่ทั้งสกปรกและเหม็นเน่าต่อไปด้วย
ดังนั้นเหล่าคนในชุมชนถงโจวแต่ละคนล้วนเป็พวกสิ้นหวังคนที่มีความสามารถหน่อยก็รีบย้ายออกไป ส่วนที่เหลือ หากไม่ใช่คนแก่ที่พอใจในโชคชะตาก็คืออันธพาลที่ว่างงานไม่มีอะไรทำ มองไม่เห็นแสงแห่งความหวังในดวงตาไม่เห็นความรุ่งโรจน์ในชีวิตของเหล่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ในแววตาที่มัวหมองของพวกเขามีเพียงแค่ความเศร้าซึมที่ต้องใช้ชีวิตให้รอดไปวันๆโดยที่ไม่เคยคิดการณ์ใหญ่
โจวฉวินขมวดคิ้วสวยเล็กน้อยในมือเธอมีผ้าเช็ดหน้าที่มีกลิ่นหอมผืนหนึ่งซ่อนอยู่ เธอนำมันมาปิดจมูกแล้วเขย่งเท้าะโไปด้านหน้าข้ามสถานที่ที่มีน้ำสกปรกไหลอยู่เล็กน้อยราวกับเต้นรำ
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่านักเรียนในชั้นเรียนเธอจะอาศัยอยู่ในสถานที่แบบนี้!
พื้นดินที่เป็หลุมเป็บ่อนั้นคล้ายกับใบหน้าของผู้ป่วยโรคเรื้อนรอบด้านมีขยะกองเป็ูเา แมลงวันบินว่อนไปทั่ว น้ำสกปรกเจิ่นนองอาคารสี่ชั้นหลายตึกเอียงเข้าหากันเหมือนกับคนแก่ที่ร่างกายเดินเหินลำบากในบ้านพักคนชราสายไฟต่างๆ บนฟ้ากับเชือกที่ใช้ตากผ้าผสมปนเปกันอย่างไม่เป็ระเบียบ เหมือนกับใยแมงมุมขนาดใหญ่ที่มัดทุกคนที่อยู่ที่นี่ไว้ข้างในอย่างแ่าไม่ว่าใครก็บินออกไปไม่ได้
โจวฉวินยืนอยู่ใต้ตึกมองเหล่าผู้คนรอบๆ ที่บ้างนั่งโบกพัดให้เย็นอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ บ้างนั่งยองๆซักผ้าอยู่หน้าประตูแล้ว เธอก็คิดอย่างทอดถอนใจ “พวกเขาทนกลิ่นแบบนี้ได้อย่างไรกันไม่รู้สึกว่าที่นี่เหม็นเหรอ บางทีนี่อาจจะเป็เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายมาเป็เวลานานจนไม่ได้กลิ่นเหม็นไปนานแล้ว!”
โจวฉวินเงยหน้าแยกแยะหมายเลขตึกอย่างรอบคอบแต่ตึกพวกนี้มีอายุแปดสิบปีแล้ว ถูกลมพัดเปียกฝนผ่านอุปสรรคมาเป็เวลานานจนกลายเป็หญิงแก่หงำเหงือกที่ผิวพรรณเต็มไปด้วยรอยกระดำกระด่าง ทั้งดำทั้งเหลืองไปนานแล้ว
โจวฉวินมองอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งก็ค้นพบว่าหมายเลขมองเห็นไม่ชัดนานแล้ว จึงยิ้มเจื่อนแล้วส่ายหน้า
ขณะที่เธอกำลังจะเดินเข้าไปถามทางข้างในกลับถูกน้ำกะละมังหนึ่งสาดใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว
“ซ่า...”น้ำกะละมังนี้ทั้งดำทั้งเหลือง แถมยังมีฟองขาวๆ ลอยอยู่เยอะมากเห็นได้ชัดว่าใช้ซักผ้ามาก่อน
โจวฉวินกรีดร้องใะโตัวลอยราวกับลูกกวางตัวหนึ่งแล้วรีบก้มหน้ามองรองเท้าหนังกับกางเกงของตนเอง ยังดีที่แค่เปรอะน้ำไม่กี่หยด ไม่ได้สกปรกมากโจวฉวินเงยหน้ามองอย่างไม่สบอารมณ์เห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนถือกะละมังมองมาทางเธอด้วยสายตาเ็าและเปี่ยมไปด้วยความเป็ศัตรูจากที่ไม่ไกลนัก
โจวฉวินรู้ทันทีว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและความไม่เป็มิตรต่อคนแปลกหน้าที่มาจากข้างนอกอย่างรุนแรง
แต่เธอ้าจะถามถึงบ้านของถังชวนพอดีจึงทำใจให้เย็นลง ยิ้มเล็กน้อย แล้วเดินเข้าไป พลางเอ่ยถามอย่างใกล้ชิดสนิทสนม“สวัสดีค่ะคุณยาย! ไม่ทราบว่าตึกสี่คือตึกไหนเหรอคะ”
หญิงชราที่ดวงตาขมุกขมัวหนังตาตก เอ่ยตอบเรียบๆ “เธอเป็ใคร มีเื่อะไรเหรอ”
โจวฉวินไม่โกรธยังคงเอ่ยอย่างอดทน “ฉันเป็คุณครูค่ะ มีนักเรียนของฉันคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี่เขาชื่อว่าถังชวน คุณยายรู้จักเขาไหมคะ”
ผู้าุโส่วนใหญ่ให้เกียรติปัญญาชนมากที่สุดและในหมู่ปัญญาชน ผู้ที่ได้รับความเคารพจากผู้คนมากที่สุดก็คือคุณครู เมื่อหญิงชราได้ยินก็แย้มรอยยิ้มบนใบหน้าทันที เธอวางกะละมังไว้ด้านหลัง แล้วถูมือพลางเอ่ยด้วยสีหน้าขออภัย “ไอ้หยา นังหนู ขอโทษจริงๆ ฉันนึกว่าเธอเป็คนพวกนั้นทำให้เสื้อผ้าสกปรกหรือเปล่าเนี่ย”
โจวฉวินยิ้ม“คนพวกนั้นเป็คนพวกไหนเหรอคะ”
หญิงชราหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบผ้าขนหนูที่ด้ายหลุดลุ่ยยัดเข้าไปในมือโจวฉวิน “ก็พวกที่มาทวงหนี้ยังไงล่ะมา เช็ด เช็ดหน่อย! ความผิดฉันเอง! เฮ้อ คนพวกนั้นไม่ใช่คนดีอะไรหลายวันก่อนหน้านี้ยังเอาเืเป็ดเืไก่มาทำให้รอบๆ เละเทะไปหมด โชคร้ายสุดๆ !” เธอพูดบ่นไม่หยุด แต่จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาหรี่ตาพิจารณาโจวฉวินขึ้นๆ ลงๆแล้วเผยประกายอบอุ่นออกมาเล็กน้อย “ใช่แล้ว เธอคือคุณครูของเสี่ยวชวนจื่อสินะ”
โจวฉวินอึ้งไปเล็กน้อยแล้วรู้สึกตัวขึ้นมา พลางปิดปากหัวเราะ “เสี่ยวชวนจื่อเหรอคะ อ่อ คุณยายหมายถึงถังชวนสินะคะแหะๆ ใช่ค่ะ เขาพักที่ไหนเหรอคะ”
เสี่ยวชวนจื่อเหรอทำไมฟังดูแล้วเหมือนชื่อของขันทีเลย
เธอมีลักยิ้มน่ามองคิ้วโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ดวงตานุ่มนวลราวกับสายน้ำไหลเด็กหนุ่มวัยรุ่นหลายคนที่เอ้อระเหยลอยชายอยู่ข้างๆ ล้วนมองกันตาค้างไปแล้ว
หญิงชราดึงมือเธออย่างอบอุ่นเป็มิตรแล้วชี้ขึ้นไป้า “นั่น อยู่ที่นั่น ทำไมเหรอ เขาทำอะไรผิดหรือเปล่าคุณครูอบรมสั่งสอนเขาได้ แต่อย่าได้ด่าเขาเด็ดขาดนะเสี่ยวชวนจื่อหยิ่งในศักดิ์ศรีตนเองมาก หากด่าเขา เขาจะไม่พูดอะไรต่อหน้าเธอแต่หลังจากเื่จบลง เขาจะหลบไปร้องไห้คนเดียว คราวที่แล้ว พ่อเขาเมากลับมาแล้วทุกตีเขาเขาถูกทุบตีจนดิ้นพล่านไปทั่วพื้น แต่ก็ไม่ส่งเสียงอะไรออกมาสักนิดพอตอนเย็นถึงได้กล้าหลบไปแอบร้องไห้คนเดียวที่ริมแม่น้ำร้องโหยหวนเหมือนกับลูกหมาป่าตัวหนึ่ง ได้ยินแล้วก็เ็ปใจนะ! เขาเป็เด็กดีคนหนึ่งแม่เขาจากไปเร็ว พ่อก็ไม่อยู่บ้านทั้งวัน ต้องประคับประคองครอบครัวเอาไว้ด้วยตัวคนเดียวนี่มันไม่ง่ายเลย ที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้นก็คือปกติเขายังจะพยายามดูแลคนแก่ที่ตัวคนเดียว ไร้ครอบครัวอย่างพวกเราด้วย ฉันมองดูโตมาั้แ่เด็กเธอว่าตอนนี้จะหาเด็กดีแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก”
โจวฉวินรีบเอ่ยยิ้มๆ“คุณยายวางใจเถอะค่ะ ฉันได้ยินมาว่าเขามีความลำบากในเื่การใช้ชีวิตถึงได้มาช่วยตอนนี้เขาอยู่บ้านไหมคะ”
หญิงชราพยักหน้า“อยู่ๆ !กลับมาสามวันแล้วยังไม่เห็นเขาออกจากบ้านเลยเมื่อวานฉันยังได้ยินเสียงทะเลาะในห้องเขาด้วย! เธอไปดูหน่อยก็ดีฉันกลัวว่าจะเกิดเื่อะไรกับเขา!”
โจวฉวินยิ้ม“ขอบคุณมากนะคะ คุณยายทำธุระต่อเถอะค่ะ ฉันจะไปดูบ้านเสี่ยวชวนจื่อหน่อยแล้วค่อยกลับมาเยี่ยมคุณยายใหม่นะคะ”
โจวฉวินสวมเสื้อเชิ้ตสีเหลืองไข่ห่านที่สะอาดเรียบร้อยตัวหนึ่ง่ล่างสวมกางเกงทรงกระบอกสีกรมท่าเรียบๆ สะอาดตากับรองเท้าส้นสูงเรียบง่ายคู่หนึ่งบวกกับท่าทางของคนมีความรู้และดวงหน้างดงามน่ารัก การแต่งกายที่เรียบง่ายเช่นนี้ช่างลงตัวกับบุคลิกเฉพาะตัวและความงามของเธอยิ่งนักเผยให้เห็นถึงจิตใจที่สูงส่งงดงามและสุภาพเรียบร้อย
เธอสะพายกระเป๋าหนังสีเหลืองอ่อนใบเล็กเสียงรองเท้าส้นสูงดังตึกๆ เมื่อเดินเข้าไปตรงปากทางเข้าตรอกชุมชนถงโจวก็ดึงดูดสายตาทุกคนทันที อย่างไรเสียโจวฉวินก็เป็คุณครูจึงไม่ได้ประหม่าเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางสายตาประหลาดใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพียงแต่แย้มรอยยิ้มให้คนรอบๆ อย่างเปิดเผยจากนั้นก็เดินขึ้นบันไดไปภายใต้การจ้องมองของทุกคน
เมื่อเดินไปถึงชั้นสองโจวฉวินก็ขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววรังเกียจออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
กำแพงตรงบันไดมีตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ถูกเขียนด้วยเื“ติดหนี้ก็ต้องคืนเงินตามกฎของสัจธรรม! หนี้สินของคนเป็พ่อมีลูกชายเป็คนคืนเงิน! คืนเงินคืนเงิน! วันนี้ไม่คืนเงิน พรุ่งนี้ต้องคืนด้วยชีวิต! ไม่คืนเงินหนึ่งวันจะตัดมือหนึ่งข้าง!”
ตัวอักษรที่เขียนด้วยเืนี้เปี่ยมไปด้วยการข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง!
บางทีอาจเป็เพราะนิสัยอารมณ์ร้ายปากจัดและไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินของสาวเสฉวนที่ไหลเวียนอยู่ในร่างปะทุขึ้นมาโจวฉวินจึงรู้สึกว่าหน้าอกแน่นจนปวดไปหมด โทสะพวยพุ่งสูงเธอถลึงตามองตัวอักษรเหล่านี้อย่างดุร้ายราวกับถลึงตามองพวกคนปล่อยเงินกู้แล้วเรียกดอกเบี้ยสูงที่มาทวงหนี้ถึงบ้านแล้วแค่นเสียงขึ้นจมูก ฝีเท้าไม่นุ่มนวลสง่างามเหมือนตอนที่เพิ่งขึ้นมาแต่กลับพุ่งตัวเดินขึ้นบันไดเสียงดังตึงตังเหมือนหญิงสาวร้ายกาจแทน
เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสามก็เห็นหน้าประตูบ้านถังชวนที่ถูกสาดด้วยเืไก่เืเป็ดจนส่งกลิ่นฉุนจมูก
โจวฉวินที่เพลิงโทสะเต็มท้องพุ่งตัวไปหน้าประตูบ้านถังชวนแล้วยกมือขึ้นเตรียมทุบประตู แต่เพิ่งจะยกมือขึ้นมา กลับหยุดชะงักไป
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งสุดท้ายก็เคาะประตูด้วยความนุ่มนวลยิ่ง
“ถังชวนถังชวน เธออยู่บ้านไหม”
ถังชวนที่เหงื่อท่วมตัวกำลังใช้จินตนาการอันล้ำเลิศและยอดเยี่ยมของเขาอย่างเต็มที่โดยการสั่งให้ลูกสมุนทั้งสามของเขาไปซ่อนตัว “เฮยจื่อ นายไปหลบใต้เตียง! ชื่อกู่ นายหลบเข้าไปในนั้นด้วยซะ! เร็วๆ เบียดเข้าไป เบียดเข้าไปอีกหน่อย!”
เดิมเตียงบ้านถังชวนก็ไม่ใหญ่พอจะฝืนยัดโครงกระดูกไซส์ผู้ใหญ่เข้าไปได้สองโครง แต่โครงที่สามไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยัดไม่เข้าถังชวนร้อนใจจนหัวหมุน มองไปรอบๆ ก็อึ้งไป เพราะหาสถานที่ซ่อนเซวี่ยกวงไม่ได้
ถังชวนมองส่วนสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเิเของเซวี่ยกวงแล้วก็อดบ่นไม่ได้“นายจะเกิดมาตัวใหญ่ขนาดนี้ไปเพื่ออะไร” เขากำลังกระวนกระวายใจแต่กลับได้ยินเสียงของโจวฉวินดังอยู่ข้างนอก “ถังชวน ครูได้ยินเสียงเธออยู่ข้างในทำไมถึงไม่เปิดประตู ไม่ไปเรียนสามวันและไม่ยอมขอลาหยุดด้วย! รีบเปิดประตูนะ ถ้าไม่เปิดครูจะโมโหแล้ว!”
ถังชวนเอ่ยกับเซวี่ยกวงด้วยใบหน้าอมทุกข์“ได้ยินไหม ครูโจวจะโมโหแล้ว! นายรีบ...”
ถือว่าสามารถคิดหาวิธีการได้ในยามขับขันถังชวนเอ่ยได้ครึ่งหนึ่งก็พลันตบหัวตัวเองหนึ่งที “ใช่แล้วกูเตริโอไม่ได้พูดว่าขอแค่ตราประทับเวทมนตร์ยังคงอยู่ พวกนายก็สามารถรวมตัวเกิดใหม่ได้เหรอเร็ว เร็วเข้า สลายตัวไปเดี๋ยวนี้ ฉันจะทำให้ชิ้นส่วนนายกระจัดกระจายแล้วเอาไปซ่อน!”
เซวี่ยกวงเพิ่งจะได้รับคำสั่งจากถังชวนร่างกายก็แยกออกจากกันเหมือนกับตัวต่อไม้ที่ล้มครืนลงมากระดูกสีขาวโพลนเกลื่อนไปทั่วพื้น กระดูกบนร่างกายมนุษย์สองร้อยกว่าชิ้นเมื่อแยกออกจากกัน ก็ทำให้ถังชวนมือยุ่งเป็ระวิงเขาเตะเศษกระดูกพวกนั้นเข้าไปใต้เตียงไม่หยุดมือก็ประคองเศษกระดูกกองหนึ่งไปตรงหน้าตู้เสื้อผ้าขนาดเล็กซอมซ่อแล้วยัดมันเข้าไปรวดเดียว ตอนที่คิดจะปิดประตูตู้ กลับพบว่ากระดูกขาที่ทั้งหนาทั้งยาวข้างหนึ่งติดอยู่ด้านนอกทำอย่างไรก็ปิดประตูตู้ไม่ได้
ถังชวนฝืนยัดไปสองสามครั้งตู้เสื้อผ้าซอมซ่อส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็การประท้วงและเสียงเคาะประตูนั้นดูเหมือนจะหมดความอดทนขึ้นเรื่อยๆ
ถังชวนทั้งร้อนใจทั้งหงุดหงิดไม่กล้าฝืนยัดเข้าไปอีก ทำได้เพียงแค่หยิบกระดูกขาท่อนนั้นออกมาจากนั้นก็ปิดประตูตู้ กระดูกในมือเขายังไม่มีสถานที่ให้วางที่ประตูก็ยื่นคำขาดมาแล้ว
“ถังชวน! ถ้าเธอยังไม่เปิดประตูอีกครูจะกลับแล้ว ผลที่ตามมาเธอก็รับผิดชอบเองแล้วกัน!”โจวฉวินหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ เธอได้ยินเสียงดังตึงตังในห้อง ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ไม่เปิดประตูให้เธอสักที เธอจึงรู้สึกโกรธเคืองที่ถูกคนขวางไว้นอกประตูไม่ยอมให้เข้าไป
ถังชวนก็ไม่กล้าโอ้เอ้อีกทำได้เพียงแค่ยัดกระดูกขาท่อนนี้ไว้ในกางเกงด้านหลังตนเองด้วยมือข้างหนึ่งแล้ววิ่งไปเปิดประตู
โจวฉวินกำลังจะเคาะประตูอีกครั้งแต่กลับเห็นประตูเหล็กเปิดออกเผยให้เห็นเด็กหนุ่มผอมแห้งตัวเล็กที่เหงื่อท่วมตัวคนหนึ่งกำลังมองมาทางเธอด้วยสีหน้าประหม่า