ผู้อาวุโสไม่ต้องให้เขาถอดเสื้อผ้าและก็ไม่ต้องตรวจชีพจรเขาแค่ก้มหน้าดมกลิ่นคาวเลือดที่แผ่นหลังของกงจื้อหมิงแล้วก็พูดว่า “ไม่เป็นไรบนลูกธนูไม่มีพิษ แค่เลือดออกมานิดหน่อยก็เท่านั้น ทายาจินเฉียงไปก็หายแล้ว”
หลังจากพูดจบเขาก็จะหมุนตัวเดินจากไปทว่าติงเหว่ยกลับร้อนใจขึ้นมานางยื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อของเขา ทั้งข่มขู่แกมขอร้องว่า “ท่านอาจารย์นายน้อยยังต้องไปรบราฆ่าฟันกับศัตรู มีบาดแผลอยู่จะไม่เป็นไรได้ยังไง?เมื่อก่อนท่านทำยาต่อกระดูกและสร้างกล้ามเนื้อเอาไว้ตั้งเยอะไม่ใช่หรือเอาให้ข้าสักขวดหนึ่งเถอะมิเช่นนั้นข้าจะไม่ให้พวกเฟิงอีขึ้นเขาไปหากระดูกเสือให้ท่านอีกแล้ว? และในใจของข้าก็จะเป็นห่วงนายน้อยจนไม่มีกระจิตกระใจจะทำของอร่อยๆด้วยเหมือนกัน!”
สตรีอย่างไรก็ต้องแต่งงานจริงๆผู้อาวุโสโกรธจนเป่าหนวดและถลึงตาแต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถทำอะไรลูกศิษย์สุดที่รักได้ เขาหยิบตลับอันเล็กๆที่ทำจากหยกออกมาหนึ่งอันและส่งให้ด้วยสีหน้าเจ็บปวด
ไม่ต้องรอให้เขากำชับอะไรติงเหว่ยก็คว้าไปและโยนให้เฟิงจิ่วพร้อมกำชับว่า “เอาไปทาให้ท่านแม่ทัพข้าจะไปทำของกินสักหน่อย”
หลังจากพูดจบนางถึงได้หันไปทางผู้อาวุโสเหว่ยและพูดอย่างเอาใจว่า“ท่านอาจารย์คงจะหิวแล้วเป็นแน่ ข้าจะไปลวกเส้นบะหมี่ ผัดเนื้อกับน้ำจิ้มที่ท่านอาจารย์ชอบกินและกินคู่กับรากบัวรสเผ็ดและไข่เค็ม ท่านอาจารย์จะได้กินเยอะๆ สักหน่อย”
ถ้อยคำเหล่านี้ราวกับเป็นเข็มบางๆที่สามารถเจาะลูกโป่งที่ชื่อผู้อาวุโสเหว่ย เขาโบกมืออย่างไร้เรี่ยวแรงและตอบว่า“ไปเถอะ ไปเถอะ”
ติงเหว่ยแลบลิ้นออกมาและก็แอบหันไปขยิบตาให้กงจื้อหมิง จากนั้นนางก็รีบเดินไปทางกระโจมกองธุรการ
เมื่อไม่มีลูกศิษย์คอยคลี่คลายสถานการณ์แล้วผู้อาวุโสเหว่ยก็ทำหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที “ยังไม่กลับไปที่กระโจมอีกหากไม่เป็นเพราะข้ากลัวเจ้าใช้ยาชั้นดีอย่างสิ้นเปลืองล่ะก็ข้าก็เกียจคร้านจะลงมือหรอก”
กงจื้อหมิงได้ฟังก็ตกตะลึงตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่าผู้อาวุโสจะทายาให้เขาด้วยตนเอง เขาก็ยิ้มฝืนๆ ออกมา ผู้อาวุโสท่านนี้เป็นคนจิตใจดีแท้ๆแต่ไม่ยอมพูดจาดีๆ
ติงเหว่ยไปตามหารถม้าที่อยู่ด้านหลังค่ายอันเกอเอ๋อร์เองก็กำลังนอนหลับได้ที่ อาจเป็นเพราะว่าวันนี้เขาเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเสียงกรนของเจ้าเด็กอ้วนจึงดังไปถึงนอกรถม้า
อวิ๋นอิ่งหูไวเลยกระโดดลงมารอที่ข้างล่างอยู่ก่อนแล้วเมื่อเห็นติงเหว่ยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า นางก็พูดออกมาอย่างสงสารว่า“แม่นาง ท่านไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว รีบขึ้นรถไปพักกับอันเกอเอ๋อร์สักหน่อยเถอะข้าทำบะหมี่ต้มเอาไว้ก่อนหน้านี้ เดี๋ยวจะยกเอามาให้ท่านกินรองท้องสักหน่อย”
ติงเหว่ยกลับโบกมือและตอบว่า“นายน้อยได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย ผู้อาวุโสเองก็ไม่ได้กินอะไรมาตลอดทั้งวันข้าต้องทำอะไรสักหน่อยเอาไปให้พวกเขา”
หลังจากพูดจบนางก็หยิบเอาถ้วยใส่แป้งในรถม้าอีกคันออกมาตอนนี้ไม่มีเวลามาทำของกินที่พิถีพิถันนัก นางใช้ไม้นวดแป้งนวดเป็นแผ่นบางๆจากนั้นก็ตัดให้เป็นเส้นยาวๆ
อวิ๋นอิ่งนำหม้อทองแดงที่เอามาจากไร่ใส่น้ำและตั้งไว้บนกองไฟรอจนได้ยินเสียงน้ำเดือดก็เอาเส้นบะหมี่มาค่อยๆ ยืดเป็นเส้นบางๆ ใส่ลงไปไม่นานก็สุกเป็นสีใสและลอยขึ้นมา จากนั้นก็เอาไปผ่านน้ำเย็นในถ้วยกระเบื้องที่เตรียมไว้
โต้วปั้นเจี้ยง[1]หนึ่งถ้วยผสมกับเนื้อเค็มครึ่งชิ้นที่ถูกสับจนละเอียดเอาไปทอดจนมีกลิ่นหอม จากนั้นก็หยิบรากบัวรสเผ็ดออกมาใส่ในชามใบใหญ่นำไข่เค็มที่ต้มอยู่ในหม้อออกมาหั่นครึ่งไว้หนึ่งจานและอาหารมื้อดึกก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ติงเหว่ยเป็นห่วงลูกชายก็เลยให้อวิ๋นอิ่งดูแลต่อไป จากนั้นนางก็ยกของกินไปส่งที่กระโจมใหญ่
ผู้อาวุโสเหว่ยกับกงจื้อหมิงกำลังถลึงตาใส่กันต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอย่างไม่ชอบขี้หน้าในที่สุดเมื่อพวกเขาเห็นว่าติงเหว่ยกลับมาต่างก็ดีใจขึ้นมา
ทั้งสามคนรวมเฟิงจิ่วแต่ละคนได้บะหมี่ชามใหญ่กินกับเนื้อผัดเค็มคนละครึ่งช้อน และกัดรากบัวรสเผ็ดเป็นระยะๆเฟิงจิ่วกินจนแทบจะเอาหัวมุดลงไปในชาม
ความเร็วในการกินของกงจื้อหมิงก็ไม่ช้าเขาเงยหน้ามองติงเหว่ยที่กินแค่บะหมี่เปล่าๆ ไม่ตักเนื้อผัดเค็มเลยแม้แต่น้อยแววตาของเขาก็ปรากฏความสงสารขึ้นมา
เขายังจำครั้งแรกที่ไปสนามรบได้แม้ว่าเขาจะฆ่าฟันศัตรูอย่างห้าวหาญ แต่หลังจากนั้นเดือนครึ่งเขาก็ไม่กินอาหารอะไรที่ราดน้ำจิ้มเลยแล้วติงเหว่ยที่เป็นหญิงสาวบอบบางคนหนึ่ง ปกติก็ยังเป็นคนรักสะอาดเกรงว่าการทดสอบนี้น่าจะยากยิ่งกว่า
ติงเหว่ยกินข้าวไปและก้มหน้าคิดเรื่องในใจไปด้วยรอจนทุกคนวางถ้วยลงถึงพูดออกมาว่า “ท่านแม่ทัพเมื่อตอนกลางวันข้ากับท่านอาจารย์รักษาเหล่าทหารที่บาดเจ็บมีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะหารือ ท่านแม่ทัพลองฟังดูว่ามีประโยชน์หรือไม่?”
กงจื้อหมิงฟังแล้วดวงตาทอประกายขึ้นมาครู่หนึ่งเขาวางแก้วชาที่ถือไว้ลง และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เจ้าว่ามาสิ”
ติงเหว่ยคีบไข่เค็มใบสุดท้ายลงในถ้วยของผู้อาวุโสนางคอยเอาใจจนผู้อาวุโสยิ้มออกมาอย่างมีความสุข จากนั้นก็พูดว่า“หากว่าท่านแม่ทัพต้องการยกทัพตีขึ้นไปถึงเมืองหลวงเกรงว่าน่าจะต้องทำสงครามอีกหลายครั้งในเมื่อทำสงครามก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีทหารบาดเจ็บแต่หมอในค่ายทหารนั้นมีเพียงเจ็ดถึงแปดคนเท่านั้นต่อให้รวมข้ากับท่านอาจารย์แล้วก็ซานอี รวมแล้วมีแค่สิบกว่าคนเท่านั้นหากว่าสงครามปะทุรุนแรงขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่สามารถรักษาได้ทันการในบางครั้งล่าช้าไปครู่หนึ่งก็อาจหมายถึงสูญเสียไปอีกหนึ่งชีวิตดังนั้นข้าก็เลยคิดว่าอาจเลือกคนที่รอบคอบและคล่องแคล่วจากเหล่าทหารเรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสักครึ่งค่อนวันก็ทำได้แล้วพอถึงตอนนั้นการล้างบาดแผล ใส่ยาและพันแผลพวกนี้ก็สามารถให้พวกเขารับช่วงต่อได้หรือแม้กระทั่งคนที่ฉลาดเฉลียวให้เรียนเย็บแผลก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
กงจื้อหมิงได้ฟังแล้วก็พยักหน้าเมื่อครู่นี้เขาไปเดินวนดูที่ด้านหลังค่ายมารอบหนึ่งเหล่าหมอทหารเหนื่อยจนนอนลงที่หน้าทางเข้ากระโจมในกระโจมเต็มไปด้วยเหล่าทหารบาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนยาหรือว่าคอยดูแลอาหารการกินต่างก็ต้องใช้กำลังคนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหากว่าสามารถเลือกคนมาสอนก็จะช่วยรับช่วงต่อได้ต่อไปเวลายกทัพไปทางซีจิงก็ไม่จำเป็นต้องให้ติงเหว่ยคอยตามไปด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ตอบว่า “ตกลง เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเลือกหาคนใหม่ห้าร้อยคนที่ฟางหยวนดูแลอยู่นั้นส่วนใหญ่อายุยังน้อยและมีไหวพริบต้องการใช้กำลังคนเท่าไรเจ้าเลือกได้ตามต้องการเลย”
ติงเหว่ยเม้มปากเล็กน้อยนางอยากจะพูดแต่ก็ไม่รู้จะพูดออกมาอย่าไรดีกงจื้อหมิงตะโกนสั่งการองครักษ์นอกกระโจม “ไปพาตัวผู้บัญชาการฟางมา”
“ผู้บัญชาการ?” ติงเหว่ยยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก แม้ว่านางจะไม่ค่อยเข้าใจยศทหารของซีเฮ่ามากนักแต่นางก็จำได้ว่าแต่ก่อนฟางหยวนเป็นถึงแม่ทัพผู้ช่วยเช่นนั้นก็คงไม่ได้คุมกำลังทหารถึงห้าร้อยนายทำไมไม่เจอกันแค่ครึ่งค่อนวันเขากลับถูกลดขั้นเสียแล้วล่ะหรือว่าจะรบแพ้อย่างนั้นหรือ?
ไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากถามฟางหยวนที่ใบหน้าขาวซีดก็เดินกะโผลกกะเผลกจากนอกกระโจมเข้ามาในขณะที่เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อคำนับสีหน้าของเขาก็ยิ่งดูบิดเบี้ยวมากกว่าเดิม
ผู้อาวุโสเพิ่งจะวางถ้วยข้าวลงเมื่อครู่เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาก็เลยเอ่ยปากถามออกมาว่า “เจ้าหนุ่มเจ้าถูกไม้พองทุบตีมาใช่ไหม? ต่อไปมาติดตามข้าดีกว่าในสนามรบเอาชีวิตเป็นเดิมพันแล้ว นอกสนามรบไหนเลยจะต้องถูกไม้พองทุบตีอีก?”
หลังจากพูดจบเขายังหันไปจ้องกงจื้อหมิง เจตนาในการจะหาเรื่องของเขาชัดเจนเป็นอย่างมาก
ติงเหว่ยงยิ้มเจื่อนๆอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร นางอยากจะเอาไข่เค็มไปอุดปากท่านอาจารย์เอาไว้จริงๆ
โชคดีที่ฟางหยวนไม่ถูกหลอกล่อเมื่อได้ยินผู้อาวุโสพูดเช่นนี้ สีหน้าของเขากลับยิ่งอับอายเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน
กงจื้อหมิงทำตัวราวกับไม่ได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสเลยแม้แต่น้อยเขาสั่งการฟางหยวนด้วยเสียงหนักแน่นว่า “เจ้าพากำลังคนเดิมครึ่งหนึ่งของเจ้าตั้งแต่บัดนี้ขอให้เจ้าทำตามคำสั่งของแม่นางติงหากว่าเจ้ายังกล้าออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก จะมีโทษตายสถานเดียว”
ฟางหยวนโค้งคำนับรับคำสั่งจากนั้นก็คำนับให้ติงเหว่ยพร้อมขอโทษ
ติงเหว่ยรีบเข้าไปพยุงเขาให้ลุกขึ้นมาและพูดปลอบใจว่า “น้องฟางเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านเองก็ร้อนใจอยากจะฆ่าฟันศัตรูข้าจะไปโทษท่านได้ยังไง อีกอย่างเหล่าพี่น้องที่ข้าให้อยู่ในกระโจมเพื่อช่วยรักษาทหารที่บาดเจ็บก็ไม่ต้องใช้คนเยอะขนาดนั้นแต่เมื่อครู่นี้ท่านแม่ทัพก็อนุญาตให้ข้าสร้างหมอทหารขึ้นมาต่อไปเวลาจะรักษาเหล่าพี่น้องที่บาดเจ็บก็จะเร็วขึ้นอีกเยอะ และเรื่องนี้ก็ต้องให้น้องชายช่วยมากสักหน่อย”
ใบหน้าของฟางหยวนเต็มไปด้วยความอับอายและรู้สึกผิดเขารีบก้มหัวและตอบว่า “ทุกอย่างเอาตามที่แม่นางติงสั่งการได้เลย”
“ตกลง น้องชายรีบรักษาตัวให้หายไวๆ พรุ่งนี้มีเรื่องมากมายต้องทำ”
ติงเหว่ยคุยกับฟางหยวนอีกสองสามประโยคแล้วก็ส่งเขาออกไปจากนั้นก็หันหน้าไปถามกงจื้อหมิงว่า “แม่ทัพเสี่ยวฟางดูแลทหารใต้บังคับบัญชาอย่างเป็นระเบียบเหตุใดต้องโดนลดตำแหน่งและถูกโบยด้วย?”
กงจื้อหมิงก้มหน้าลงดื่มชาและแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง เขาไม่มีทางพูดอย่างแน่นอนว่าก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังสู้รบอยู่จู่ๆ เมื่อเห็นฟางหยวนรีบมาเขาก็คิดไปเองว่าติงเหว่ยสองแม่ลูกเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าในขณะที่เขากำลังใจลอยอยู่นั้นก็ถูกลูกธนูปักเข้าที่เกราะหัวไหล่การฝ่าฝืนคำสั่งทางทหารถือเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมากการที่เขาลงโทษแค่โบยไม้ยี่สิบทีก็ถือว่าปราณีแล้ว
ติงเหว่ยเห็นว่าเขาไม่ตอบจึงคิดว่าน่าจะมีเรื่องอย่างอื่นซ่อนอยู่ด้วยนางจึงทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ และก็พูดว่า “ท่านแม่ทัพมีทหารบางคนที่แขนหรือขาขาด ต่อไปเกรงว่าจะทำงานหนักอีกไม่ได้แล้วพวกเขาต้องมีปัญหาในการใช้ชีวิต ยังไงก็ต้องเตรียมการจัดการเอาไว้บ้าง”
“แน่นอนทุกปีฝ่ายคลังจะใช้รายได้มากกว่าครึ่งเพื่อไปเยี่ยวยาเหล่าทหารที่บาดเจ็บ”
“มีสุภาษิตหนึ่งพูดไว้ได้ดีหาปลามาให้กินหรือจะสู้สอนวิธีจับปลา [2] คนเฒ่าคนแก่มักจะบอกว่าการช่วยเหลือคนเวลาลำบากไม่ได้ช่วยแก้ที่ต้นตอของปัญหาข้าคิดว่าแทนที่จะให้เงินช่วยเหล่าทหารพิการทุกเดือน มิสู้หางานดีๆ ให้เขาทำดีกว่าหาเงินด้วยตนเองได้ยังไงก็รู้สึกเป็นอิสระกว่ารอรับเงินช่วยเหลืออีกอย่างชาวเมืองซีเฮ่าทุกคนก็จะได้รับความสะดวกสบายไปด้วย”
กงจื้อหมิงขมวดคิ้วเขารักทหารของเขาราวกับเป็นลูกชาย ทหารทุกคนที่ติดตามเขาไปออกรบไม่ว่าจะเป็นเงินและอาหารแห้งทุกเดือนหรือว่าเงินบำนาญของทหารที่เสียชีวิตในสงครามก็เป็นจำนวนที่มากที่สุดในบรรดากองทัพของซีเฮ่ายิ่งไม่ต้องพูดถึงทหารพิการเหล่านั้นที่แต่ละเดือนได้รับเงินช่วยเหลือ พวกเขาทั้งมีกินอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าอุ่นๆใส่
ตอนนี้จู่ๆได้ยินสิ่งที่ติงเหว่ยพูดขึ้นมาก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนักและรู้สึกไม่ยอมรับไปชั่วขณะหนึ่ง
“งั้นเจ้าก็พูดออกมาว่ามีวิธีการอะไรดีๆ ที่จะจัดการกับเหล่าทหารพิการและทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้ชีวิตและปากท้องทั้งยังทำให้ประชาชนซีเฮ่าได้รับความสะดวกสบายไปด้วย?”
ดวงตาที่เฉียบคมของติงเหว่ยจับได้ถึงความสงสัยในสีหน้าของเขานางก็เลยมีใจอยากจะเอาชนะขึ้นมาเช่นกัน ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากพูดออกมานั้นผู้อาวุโสเหว่ยที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง
“เจ้าหนุ่มกงจื้อในเมื่อเจ้าไม่เชื่อมั่นในความสามารถของลูกศิษย์ข้า งั้นเรามาเดิมพันกันสักตั้งเป็นยังไง?หากว่าลูกศิษย์ของข้ามีวิธีการเจ้าก็ให้ผู้อาวุโสอวิ๋นมาคอยเป็นผู้ติดตามข้าหนึ่งวันแต่หากว่าลูกศิษย์ของข้าไม่มีวิธีใดๆ ข้าจะให้นางเป็นสาวใช้ของเจ้าหนึ่งวันเจ้าคิดว่าเป็นยังไง?”
ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้อาวุโสคนที่เหลือในห้องทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะกลอกตาพร้อมๆ กันหาเรื่องอยู่พักใหญ่ที่แท้ผู้อาวุโสก็อยากจับหมาป่าขาวด้วยมือเปล่า [3]เขาต้องการจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ต่อให้แพ้ขึ้นมาก็ไม่ได้เสียหายอะไร
แต่ประการแรกกงจื้อหมิงสงสัยว่าติงเหว่ยมีวิธีการอะไรดีๆกันแน่ ประการที่สองเขาเองก็อยากให้ติงเหว่ยมาอยู่เป็นเพื่อนเขาหนึ่งวันดังนั้นเขาก็เลยพยักหน้ารับคำท้า “ตกลง”
ผู้อาวุโสเหว่ยหัวเราะออกมาเสียงดังเขาตัดสินใจนอนลงบนพรมข้างๆ เตาไฟเห็นได้ชัดว่ากำลังรอให้ลูกศิษย์ของเขาที่เก่งกาจรอบด้านช่วยให้เขาชนะการเดิมพันในครั้งนี้
ติงเหว่ยทั้งรู้สึกขบขันและไม่รู้จะทำอย่างไรนางก็เลยตัดสินใจพูดออกไปทั้งหมด
“ก่อนหน้านี้ข้าเห็นว่าหากแต่ละหมู่บ้านในชนบทอยากจะส่งของหรือส่งจดหมายออกไปด้านนอกก็ต้องเข้าเมืองไปหากองคาราวานพ่อค้าให้ช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึงทั้งยังไม่สะดวกอีกหากว่าวังหลวงซีเฮ่าจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการส่งของขึ้นมา รับผิดชอบในการรวบรวมและส่งจดหมายและทุกเดือนก็รับเงินเดือน สามารถยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นอกจากนี้ถนนสายหลักที่เชื่อมระหว่างตัวเมืองกับตัวอำเภอและถนนส่วนใหญ่ ก็มาจากชาวบ้านร่วมแรงกันสร้างมันขึ้นมาหากว่ามีตรงไหนผุพังก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบำรุงรักษาประจำวันถนนในเมืองหลายสายก็ไม่มีคนคอยดูแลทำความสะอาด มีแค่ร้านค้าที่กวาดหน้าร้านของตนเองทำให้ถนนมักจะสกปรกเป็นอย่างมาก หากว่ามอบหมายให้เหล่าทหารพิการไปทำความสะอาดถนนหนึ่งสายใช้สักสองคนหรือมากกว่านั้นเพื่อให้ทำความสะอาดทุกวันเท่านี้ก็จะสะอาดแล้วก็เป็นระเบียบขึ้นอีกเยอะ”
-----------------------------------------
[1] โต้วปั้นเจี้ยง 豆瓣酱หมายถึงเครื่องปรุงรสชนิดหนึ่งของประเทศจีน มีลักษณะเหนียวคล้ายกะปิทำจากถั่วปากอ้าหมักรวมกับเกลือและเครื่องเทศชนิดอื่นๆ โต้วปั้นเจี้ยงมีสองแบบ ได้แก่แบบเผ็ดและแบบไม่เผ็ด
[2] หาปลามาให้กินหรือจะสู้สอนวิธีจับปลา 授人以鱼不如授人以渔 หมายถึงหากคนอื่นพบกับความยากลำบาก วิธีที่ดีที่สุดคือเราไม่ควรไปทำงานแทนเค้า แต่เราควรจะสอนเค้าให้แก้ปัญหาเอาชนะความยากลำบาก
[3]จับหมาป่าขาวด้วยมือเปล่า 空手套白狼หมายถึงแสวงหาผลประโยชน์ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องลงทุน คล้ายกับสำนวน 'จับเสือมือเปล่า' ของไทย