“หึ...”
ขณะที่ซูฉางเซิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีเสียงที่แค่นออกมาเสียงหนึ่งดังขึ้น เขาเห็นกู้ชิงเกอแต่งกายเรียบร้อยแล้ว และกำลังเดินออกมาด้วยสีหน้าเ็าก่อนจ้องเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ
เมื่อเห็นรอยแดงจ้ำๆบนร่างกายของเขา นางก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย และมองเขาด้วยความไม่พอใจ
“ยังไม่เก็บกวาดอีกหรือ”
กู้ชิงเกอพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองทุ้มต่ำ
พื้นที่แห่งนี้เป็เขตพักอาศัยส่วนตัวของซูฉางเซิงแยกออกจากโลกภายนอก มีค่ายกลมากมายคุ้มครอง เป็มิติเล็กๆ แห่งหนึ่งหากปราศจากการอนุญาตจากซูฉางเซิง แม้แต่เซียนนักบุญก็ไม่อาจเข้ามาได้
อย่างไรก็ตามท่าที‘ดุดัน’ ของซูฉางเซิงก็ยังทำให้กู้ชิงเกอรู้สึกอับอายอยู่บ้าง
เพราะรอยเ่าั้ส่วนใหญ่เป็ร่องรอยที่เขาเผลอทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้มใจไป
“ได้ๆๆ ข้ารับทราบแล้วฮูหยินของข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูฉางเซิงก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกระไร เขาหัวเราะเบาๆจากนั้นร่างกายของเขาก็เปล่งประกายรัศมีสีม่วงออกมาและกลับคืนสู่เครื่องแต่งกายชุดเดิมในพริบตา
เขายังคงสวมชุดคลุมยาวลายดวงดาวผมยาวมัดเป็มวย อย่างไรก็ตาม แววตาของเขาดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยสง่างามราวกับเด็กหนุ่มรูปงามที่สวมชุดหรูหราและขี่ม้าแสนสง่าอย่างไรอย่างนั้น
ที่ผ่านมาเขาที่มีทั้งความกระตือรือร้นของวัยหนุ่มและความวิบัติกลับตาลปัตรของกาลเวลา ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความมั่นใจราวกับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในการควบคุม
บุคลิกภาพและเสน่ห์เช่นนี้มากยิ่งกว่าที่เคยเป็มา จนกู้ชิงเกอแทบจะมองตาค้างไปชั่วขณะ
เพียงแต่ไม่นานนักนางก็ได้สติกลับมา ดวงตาฉายแววสับสน กัดริมฝีปากเบาๆ ไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติต่อชายคนเดียวในชีวิตทั้งสองชาติของนางผู้นี้อย่างไร
“ซูฉางเซิง ข้าเป็ของเ้าแล้ว เมื่อใดเ้าจะปลดผนึกในตัวข้า”
กู้ชิงเกอเงยหน้าเล็กน้อยขึ้น
ถึงแม้จะดูเคอะเขินอยู่บ้างทว่าในฐานะภรรยาสดๆ ร้อนๆ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ ผิวเนียนละเอียดดุจเต้าหู้ขาว ดวงตางดงามราวสายนทีมีเสน่ห์เย้ายวนเฉกเช่นวัยผู้ใหญ่แรกแย้ม
ภาพเบื้องหน้าทำเอาซูฉางเซิงนึกถึงความชุ่มฉ่ำของกู้ชิงเกอนิ้วของเขาขยับเล็กน้อย รู้สึกอยากัันางอีกครั้ง
“ซูฉางเซิง เ้าคิดกระไรอยู่นั่น!” กู้ชิงเกอเป็คนเช่นไรนางััได้ถึงสายตาอันร้อนแรงจากซูฉางเซิง ความหมายที่แฝงซ่อนอยู่ในนั้นชวนนางให้รู้สึกอ่อนระทวยเล็กน้อยจึงกัดริมฝีปากแดงระเรื่อด้วยความอับอาย
อย่างไรก็ตามนอกจากความโกรธในน้ำเสียงนางแล้ว ยังมีความอ่อนหวานปนอยู่ด้วยเหมือนกำลังประชดประชันผสมกับสร้างความเย้ายวน
“อึก เผลอไปชั่วครู่น่ะ”
เมื่อเห็นกู้ชิงเกอมีท่าทางเขินอายแม้แต่ซูฉางเซิงที่หน้าหนาก็ยังรู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เขากระแอมไอเบาๆ และพูดด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน
“ซูฉางเซิง ข้าจะพูดอีกครั้ง เมื่อใดเ้าจะปลดผนึกให้ข้า”
กู้ชิงเกอถามด้วยสีหน้าเ็า
ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วนางก็ไม่คิดที่จะดิ้นรนอีกต่อไป ตอนนี้นางเพียงอยากให้ผนึกถูกปลดออกโดยเร็วเพื่อที่นางจะได้บำเพ็ญเพียรต่อไปได้
ตราบใดที่นางมีเวลานางก็จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างรวดเร็วกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในชาติก่อนหน้าหรือแม้แต่ก้าวข้ามขีดจำกัดและกลายเป็เซียนนักบุญ
เมื่อถึงเวลานั้นซูฉางเซิงตัวเล็กๆ นางจะจัดการเขาให้สาสม
ความคับแค้นใจในใจของกู้ชิงเกอปั่นป่วน
หากไม่ใช่เพราะซูฉางเซิงกดขี่นางทำให้นางไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานางคงจะก้าวสู่ระดับมนุษย์์ไปแล้ว
เหตุใดนางยังคงอยู่ในระดับทะเลปราณเช่นนี้เล่า
“แน่นอนว่าต้องรอจนกว่าฮูหยินจะตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตร” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูฉางเซิงก้มหน้าลง มองกู้ชิงเกอยกมือลูบใบหน้าของนางเบาๆ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ตั้งครรภ์และคลอดบุตรหรือ!!
เมื่อได้ยินเช่นนี้กู้ชิงเกอก็เบิกตากว้าง ขนทั่วร่างลุกชูชัน รู้สึกขนพองสยองเกล้าและอยากเป็ลมล้มพับไป
ซูฉางเซิงเอาจริงหรือ
้าให้นางจักรพรรดินีผู้นี้ตั้งครรภ์จริงๆน่ะหรือ
เมื่อนึกถึงภาพตัวเองท้องโตกู้ชิงเกอก็รู้สึกหายใจไม่ออก
นางไม่อาจจินตนาการถึงสถานการณ์เช่นนั้นได้
“เ้าคนสารเลว เื่นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด!” กู้ชิงเกอกัดฟันแน่นจ้องมองซูฉางเซิงอย่างโกรธเคือง ภายในใจเต็มไปด้วยความอับอาย
อยากให้นางตั้งครรภ์งั้นรึไม่มีทาง!
“ฮูหยิน นั่นคือโชคชะตา เ้าหนีมันไม่พ้น” ซูฉางเซิงยังคงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อย่างไรก็ตามความหมายในคำพูดของเขานั้นชัดเจนมาก
“จริงสิ ฮูหยิน วิชายุทธที่เ้าฝึกอยู่นั้น อย่าได้ฝึกต่อไปเลยมันมีข้อบกพร่องมากเกินไป ่แรกอาจจะยังดีอยู่ทว่าเมื่อถึง่กลางจะต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน!”
จากนั้นก็ซูฉางเซิงขมวดคิ้ว
เขาไม่ได้พูดถึงเื่การตั้งครรภ์ต่อกลับเปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงการบำเพ็ญเพียรของกู้ชิงเกอ
ในตอนแรกซูฉางเซิงไม่ได้ใส่ใจกับระดับการบำเพ็ญเพียรของกู้ชิงเกอทว่าในคืนเข้าหอเขาเพิ่งััได้ถึงความผิดปกติในระดับการบำเพ็ญเพียรของกู้ชิงเกอว่า มันอ่อนแอเกินไป
ถึงแม้ทะเลปราณจะยิ่งใหญ่ทว่าคุณภาพกลับย่ำแย่ รากฐานไม่มั่นคง แย่ยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปหากฝึกฝนต่อไปในระยะยาว จะต้องเกิดปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน
ระดับการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ไม่เหมือนกับที่จักรพรรดินีควรจะเป็เลย
“นั่นเป็เพียงแผนชั่วคราว!”
กู้ชิงเกอเลิกคิ้วเล็กน้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงแม้จะรู้ว่าซูฉางเซิงกำลังเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทว่านางก็ไม่กล้าจินตนาการถึงภาพตัวเองตั้งครรภ์อีกต่อไป จึงพูดต่อไปว่า
“ข้าตั้งใจที่จะยกระดับไปสู่ระดับมนุษย์์อย่างรวดเร็วก่อนจากนั้นจึงค้นหาโอกาสที่จะปลุกพลังร่างกายของข้าและเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรใหม่เพื่อสร้างรากฐานเซียนที่ไร้เทียมทาน!”
“เพียงแต่ว่า...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้กู้ชิงเกอเหลือบมองเขาด้วยสายตาเ็า ความหมายนั้นชัดเจนยิ่ง
นางโชคร้ายมากที่ได้พบกับซูฉางเซิงั้แ่เริ่มวางแผนท้ายที่สุดก็ถูกเขากดขี่
นางสงสัยมามากกว่าหนึ่งครั้งว่าซูฉางเซิงจงใจมาหานางเป็แน่ มิฉะนั้นคงจะไม่บังเอิญเช่นนี้
“นี่แสดงว่าข้ากับฮูหยินมีวาสนาต่อกัน!”
ซูฉางเซิงยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งและพูดด้วยรอยยิ้มโดยไม่สนใจความคมคายที่แฝงอยู่ในคำพูดของนาง
“ฮูหยิน พลังร่างกายของเ้าคือสิ่งใด ้าเงื่อนไขใดในการปลดปล่อยข้าพอจะช่วยกระไรได้บ้าง”
ถึงแม้จะรู้ว่ากู้ชิงเกอคือจักรพรรดินีผู้ถือกำเนิดจาก์ทว่าซูฉางเซิงก็ไม่รู้ว่านางมีร่างกายแบบใด
อย่างไรก็ตามในฐานะจักรพรรดินีผู้ถือกำเนิดจาก์ ร่างกายของนางย่อมไม่ธรรมดา
“ร่างกายของข้ามีนามว่า 'ร่างกายะหมื่นภัยพิบัติ'!”
กู้ชิงเกอพูดเสียงแ่
ร่างกายะหมื่นภัยพิบัติหรือ!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงก็ตกตะลึง ดวงตาฉายแววสั่นสะท้าน
ร่างกายเช่นนี้ไม่ธรรมดาเป็ถึงระดับเซียนนักบุญ และยังเป็ร่างกายเซียนนักบุญขั้นสูงสุดเสียด้วย
มีคำกล่าวที่อธิบายว่าผู้มีร่างกายเช่นนี้จะต้องกลายเป็จักรพรรดิอย่างแน่นอน เป็ะแม้ผ่านไปหมื่นภพและมีหวังที่จะก้าวสู่ความเป็เซียน!
ร่างกายเช่นนี้หายากยิ่งนักแม้แต่ในบันทึกโบราณก็ยังมีตัวอย่างไม่มากนักอย่างน้อยที่สุดในแดน์ฉางเซิงแห่งนี้ ย้อนกลับไปหลายพันล้านปีก็มีเพียงสองตัวอย่างเท่านั้น
สองตัวอย่างนี้ทุกคนเติบโตขึ้นจนถึงขีดสุด ไร้ผู้ใดเทียบเคียง และกลายเป็จักรพรรดิ
แน่นอนว่าร่างกายเช่นนี้หายากยิ่งนักและซูฉางเซิงก็ไม่รู้ว่าจะปลดปล่อยมันได้อย่างไร
“ง่ายมาก เพียงต้องตายหนึ่งครั้ง!” เมื่อเห็นปฏิกิริยาของซูฉางเซิงกู้ชิงเกอก็เข้าใจความสับสนของเขา นางแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ และพูดอย่างแ่เบา
ในชาติก่อนนางถูกตระกูลกู้สังหาร จึงปลดปล่อยพลังร่างกาย จากนั้นจึงกลับชาติมาเกิดใหม่
นี่คือลักษณะพิเศษของร่างกายะหมื่นภัยพิบัติการเกิดใหม่ในความตาย เปิดเผยพร์ที่ไร้เทียมทานและมีคุณสมบัติของความเป็ะ ยากที่จะสังหาร
“ตายหนึ่งครั้ง...”
ซูฉางเซิงเงียบไปเมื่อนึกถึงสิ่งที่นางประสบในตระกูลกู้และคำพูดของนาง เขาก็รู้สึกเ็ปในใจกู้ชิงเกอช่างโชคร้ายยิ่งนัก
อย่างไรเสียนางไม่มีวัยเด็กที่สดใสเหมือนคนอื่น มีเพียงการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเท่านั้น
“มีข้าอยู่ จะไม่ยอมให้เ้าต้องทนทุกข์เช่นนั้นอีกและจะไม่มีผู้ใดกล้ามารังแกเ้าได้!”
ซูฉางเซิงดึงนางเข้ามากอดพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“...”
ร่างกายของกู้ชิงเกอสั่นไหวเล็กน้อยนางอยากจะดิ้นรนออกไป ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของซูฉางเซิงและอ้อมกอดที่อบอุ่นและแข็งแกร่งของเขา นางก็ค่อยๆ อ่อนลง
นางซุกใบหน้าลงกับหน้าอกของเขาสูดดมกลิ่นกายที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม
“ข้าควรระวังเ้าต่างหาก คนอื่นรังแกข้าไม่ได้หรอก!”
ไม่นานนักกู้ชิงเกอก็ได้สติกลับมา เสียงเ็าของนางดังขึ้นจากอ้อมกอดของเขา
“ข้ายังมีวิธีอื่นในการปลดปล่อยพลังร่างกาย นั่นคือต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก!”
ไม่นานนักกู้ชิงเกอก็ดิ้นรนออกไปจากอ้อมกอดได้สำเร็จ ยกมือขึ้นจัดผมที่ยุ่งเหยิงบนหน้าผากของนางเมื่อนึกถึงว่าตนเองเกือบจะเคลิบเคลิ้มไป นางก็มองซูฉางเซิงอย่างไม่พอใจและพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
“เพียงแต่ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษฉางเซิงผู้ยิ่งใหญ่ จะสามารถนำมันมาได้หรือไม่”
คำพูดของกู้ชิงเกอเต็มไปด้วยการประชดประชัน
ได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงกลับไม่โกรธ เพียงมองกู้ชิงเกอด้วยสายตาประหลาดใจ ดวงตาเป็ประกาย
หืม!
ท่าทางกระเง้ากระงอดเช่นนี้ช่างดีนักอยากเห็นอีกสักรอบ
โดยไม่ทราบสาเหตุอยู่ดีๆ กู้ชิงเกอก็รู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งร่าง