ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงเป็ของของบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงภายใต้ชุดสูทแบบไทยโบราณที่ตัดเย็บอย่างประณีต ้าสวมเสื้อเชิ้ตและเนคไทสีดำสวมทับด้วยสูทแบบสากลสีดำสนิทที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายมีสายสร้อยของนาฬิกาโบราณที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ห้อยโยงออกมา ด้านล่างนุ่งโจงกระเบนผ้าไหมสีแดงเืหมูยาวถึงครึ่งหน้าแข้ง สองขาแข็งแกร่งสวมถุงเท้าและรองเท้าหนังสีดำมันวาว ในอุ้งมือข้างหนึ่งยังมีไม้ตะพดสีดำสนิท ลงรักปิดทองลวดลายไทยโบราณทั่วทั้งด้ามส่วนหัวของไม้ประดับด้วยอัญมณีสีแดงหายากเม็ดใหญ่ที่มีกลิ่นอายบางอย่างแผ่ออกมาบางเบา หากมองใกล้ๆจะเห็นเหมือนมีเปลวไฟกองหนึ่งลุกโชนอยู่ภายใน เฉกเช่นเดียวกับทั่วทั้งร่างของบุรุษผู้นี้ที่มีรัศมีเจิดจ้าสีแดงเข้มแผ่กระจายออกมา เป็กลิ่นอายที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหวั่นเกรงและอึดอัดในเวลาเดียวกัน สองขาแกร่งพาเ้าของก้าวเดินอย่างมั่นคงไปตามโถงทางเดินในวิหารโบราณแสนวิจิตรงดงามที่ทำจากหินเลอค่าสีขาวทั้งหลัง จุดหมายคือประตูบานใหญ่สุดทางเดิน
ครืน…
เมื่อร่างสูงเดินมาถึงประตูบานนั้นก็เปิดออกทันที ภายในคือห้องโถงขนาดใหญ่สีขาวที่คล้ายว่าจะไม่มีขอบเขตแดนความกว้างใหญ่ ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามไม่แพ้ด้านนอก ด้านซ้ายขวามีชั้นหินสีขาวตั้งตระหง่านสูงจรดเพดาน วางเรียงกันเป็วงกลมหลายชั้นล้อมรอบศูนย์กลางห้องไว้คล้ายเขาวงกตก็มิปาน ทุกๆชั้นล้วนบรรจุไว้ด้วยลูกแก้วขนาดเท่าสองมือคนถือหลากหลายสีสันเปล่งประกายเรืองรองวางอยู่บนเบาะกำมะหยี่สีแดงสดปักขอบดิ้นสีทองลวดลายสวยงามแปลกตา หากเดินเข้าไปใกล้อีกนิดจะปรากฏเื่ราวชีวิตคู่ของบุคคลต่างๆมากมายหลายล้านเื่ราว บ้างทุกข์บ้างสุขตามแต่โชคชะตาและบุญกรรมที่เคยสรรค์สร้างร่วมกันมา ท่ามกลางชั้นเ่าั้ ตรงกลางเป็ทางเดินที่ปูด้วยพรมสีแดงขลิบทองหนานุ่มทิ้งตัวทอดยาวั้แ่ประตูทางเข้าไปยังโต๊ะหินสีขาวตัวใหญ่ที่สลักลวดลายวิจิตรตัวหนึ่ง ด้านหลังโต๊ะตัวนั้นมีเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มเ้าของรัศมีสีชมพูอ่อนภายใต้อาภรณ์สีขาวแลดูน่ารักน่าชังกำลังก้มหน้าก้มตานั่งจ้องลูกแก้วสองลูกที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวด้วยใบหน้ายับยุ่งคิ้วขมวดเป็ปมริมฝีปากเล็กขบเม้มดวงตาสุกสว่างก้มมองลูกแก้วสองลูกนั้นอย่างขัดใจ เพราะตรงเบื้องหน้าลูกหนึ่งสีสันสดใสมองเห็นเื่ราวที่สวยงามได้อย่างชัดเจน ส่วนอีกลูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีดำขมุกขมัวน่าหม่นหมอง มองไม่เห็นเื่ราวใดๆทั้งสิ้น
“ท่านกามเทพ ข้ามาแล้ว”
เสียงทุ้มทรงอำนาจกล่าวกับเด็กน้อยเมื่อเรือนร่างน่าเกรงขามเดินมาถึงตรงหน้าโต๊ะตัวนั้น
“อ้อ ท่านพญามัจจุราช ท่านมาแล้ว เชิญนั่งก่อนสิ”
เ้าของห้องเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับผู้มาเยือน พลางยกมือน้อยๆขึ้นโบกในอากาศหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นด้านหลังของท่านพญามัจจุราช[1] หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อท่านพญายมบาลผู้ที่เป็ใหญ่ที่สุดในดินแดนนรก ก็ปรากฏโซฟาสีขาวตัวใหญ่หนานุ่มแสนงามขึ้น ด้านข้างยังมีโต๊ะตัวเตี้ยที่้ามีถาดของว่างซึ่งบรรจุไปด้วย ผลไม้ ขนมอบและน้ำชาดอกท้อรสโปรดของท่านพญามัจจุราชจัดวางไว้อย่างสวยงามน่ารับประทาน
“อ้อ ขอบใจสำหรับน้ำชา อืม ยังอร่อยเหมือนเดิม”
เมื่อเรือนร่างสูงนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ ถ้วยน้ำชารสโปรดที่อุ่นกำลังพอดีก็ปรากฏในมือทันที ท่านพญามัจจุราชค่อยๆสูดดมกลิ่นชาดอกท้อช้าๆ ดวงตาหลับพริ้มอย่างผ่อนคลายก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างรื่นรมย์ สักครู่จึงค่อยเงยหน้ามองกามเทพน้อยตรงหน้าที่เอาแต่จับจ้องตนไม่วางตา
“กามเทพท่านมีอะไรรึ ถึงได้ส่งทูตน้อยไปดักเชิญข้าให้มาพบเป็การด่วนถึงที่นี่”
ท่านพญามัจจุราชผู้ปกครองขุมนรกเอ่ยถามเด็กน้อยผู้ซึ่งเป็เทพแห่งความรักด้วยความสงสัย
“เอ่อ ท่านพญามัจจุราชการประชุมกับเหล่าเทพเป็อย่างไรบ้าง”
เสียงน้อยๆอ้อมแอ้มถามถึงเื่ที่ทำให้ท่านพญามัจจุราชต้องจากดินแดนนรกของตนขึ้นมาถึงดินแดน์แห่งนี้
“หืม ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ประชุมงานประจำเดือนก็มีแก้ไขข้อกำหนดเงื่อนไขในการขึ้น์หรือการไปเกิดใหม่ของเหล่าดวงิญญานิดหน่อย เทพต่างๆก็มีเื่วุ่นวายให้เจรจาไม่จบสิ้น ว่าแต่ท่านคงไม่ได้อยากรู้เื่พวกนี้หรอกกระมั้ง มีอะไรก็รีบพูดมาเถิด ข้าอยู่บน์นานๆรัศมีเจิดจ้าของที่นี่ทำให้ข้าอ่อนล้านัก ข้าอยากกลับดินแดนนรกของข้าเต็มที หากข้าซึมซับรัศมีของที่นี่ติดกายข้าไปมากๆเข้า เหล่าดวงิญญาในนรกที่เจอข้าจะทุกข์ทรมานมากขึ้นตามไปด้วย”
ท่านพญามัจจุราชพูดไปพลางจิบชาไปพลางท่าทางไม่ได้อ่อนล้าอย่างที่ว่าสักนิด สักครู่กามเทพแห่งความรักผู้ดูแลชะตารักของเหล่ามนุษย์ทั่วโลกาจึงเอ่ยปากขึ้นอย่างหนักใจ
“ท่านพญามัจจุราช ก็...เกี่ยวกับเื่ที่ข้าขอให้ท่านมาพบนั่นแหละ หญิงผู้นั้นนางเป็อย่างไรบ้าง”
“นางไหน…อ้อ…นางนั่นเอง”
ท่านพญามัจจุราชคิ้วขมวดนึกสักครู่ สายตาพลันเหลือบไปเห็นลูกแก้วสองลูกบนโต๊ะตรงหน้ากามเทพ เห็นรูปร่างหน้าตาของบุคคลในลูกแก้วที่สีสันสดใสก็นึกขึ้นได้
“นี่ก็เกือบห้าสิบปีแล้วนี่น่ะที่นางได้รับโทษทัณฑ์ทรมานจากแดนนรก เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว นางสำนึกและน้อมรับความผิดที่เคยก่ออย่างจริงใจแล้วล่ะ บัดนี้นางตัดห่วงอารมณ์ทั้งสี่[2]สิ้นแล้ว อีกไม่นานก็ได้เวลาไปเกิดใหม่เสียที”
“เฮ้อ...”
ท่านกามเทพถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม
“ท่านเป็อะไรไปเล่า ดูไม่ค่อยร่าเริงเลย”
“ท่านดูที่ ลูกแก้วชะตารัก นี่สิ สีชมพูเป็ของพี่สาวนาง ส่วนสีดำเป็ของนางและชายผู้นั้น ช่างน่าสงสารเสียจริงท่านไม่คิดเช่นนั้นรึ”
เทพองค์น้อยกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม
“มันเป็วิบากกรรมที่พวกเขาต้องเผชิญ แต่อีกไม่นานพวกเขาก็จะได้กลับมาครองคู่กันอีก ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก”
ท่านพญามัจจุราชกล่าวตามจริง
“แล้วเมื่อใดกันเล่า ในฐานะที่ข้าเป็เทพแห่งความรัก ข้าเฝ้ามองพวกเขามาเนิ่นนานหลายภพชาติ เป็ฝาแฝดกันแท้ๆแต่ชะตาช่างแตกต่าง คู่ของพี่สาวนางกว่าจะได้มาครองคู่กันทั้งคู่ต่างต้องเพียรพยายามสร้างความดีเท่าใดกว่าจะพลิกฟ้าดินกลับมาคู่กันได้ แต่คู่ของนางข้าคิดว่าอีกนานนักกว่าจะได้พบเจอกัน ยิ่งในภพชาตินี้ของชายผู้นั้นเขาก่อกรรมกับผู้อื่นมากมายเหลือเกิน แทนที่จะสะสมบุญกลับยิ่งสร้างบาป กลายเป็ว่าทุกภพชาติที่พวกเขาพลัดพรากจากกัน ยิ่งมีผู้ได้รับวิบากกรรมเพราะชายผู้นั้นมากขึ้นทุกที หากเป็เช่นนี้ต่อไป เมื่อใดกันที่พวกเขาจะหมดเคราะห์กรรมแล้วได้เจอะเจอกันสักทีเล่า”
สิ้นคำกล่าวของท่านกามเทพตัวน้อย ท่านพญามัจจุราชก็ครุ่นคิดสักครู่ แล้วจึงค่อยตระหนักถึงเื่บางอย่างได้
“อืม…เหมือนจะมีเื่เช่นนั้นจริงๆ แล้วท่านคิดว่าเป็เพราะเหตุใด”
“ข้าคิดว่าที่เขาเป็เช่นนั้นเพราะไม่มีผู้ชักจูงให้เขาทำความดี ดูอย่างแม่ราตรีสิ เป็เพราะวิบากกรรมที่ทำให้นางต้องพลัดพรากจากพี่สาวทุกภพชาติ ทำให้ไม่มีผู้ชักนำให้นางเดินไปในทางที่ถูกที่ควร กว่าจะสำนึกได้ก็ตอนเป็ิญญาเสียแล้ว”
“แล้วท่านอยากจะให้ข้าทำอย่างไร”
ท่านพญามัจจุราชเอ่ยถามความ้าของกามเทพตัวน้อยตรงหน้า
“ข้าคิดว่า…หากเป็ไปได้ข้าอยากจะขอให้ท่านส่งนางกลับไปอยู่ในภพชาติเดิมของนาง เพื่อให้นางเป็ผู้ชักจูงให้เขาก้าวเดินสู่หนทางแห่งความดีงาม”
“ท่านคิดว่ากระทำเช่นนั้นจะดีแน่หรือ”
พญามัจจุราชเอ่ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ดีแน่นอน นอกจากจะช่วยให้พวกเขาได้ครองคู่กันแล้ว ยังช่วยชีวิตผู้คนในดินแดนแห่งนั้นได้อีกมากนัก”
“เอาเช่นนั้นก็ได้ โชคดีที่การประชุมวันนี้มีการปรับแก้ข้อกำหนดในการเกิดใหม่ของดวงิญญา เข้าทางท่านพอดีข้าจะเป็ผู้นำทางนางกลับไปส่งให้เอง”
พญามัจจุราชเอ่ยพร้อมกับยกน้ำชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าสบายๆ มุมปากมีรอยยิ้มสมใจบางเบา
“ขอบคุณท่านมาก ท่านพญามัจจุราช”
ท่านกามเทพตัวน้อยยกยิ้มเต็มใบหน้าอย่างมีความสุข ในรอบหลายวัน
“ชาหมดพอดี เช่นนั้นข้าไปก่อนแล้วกัน”
สิ้นคำเอ่ย ร่างสูงสง่าของท่านพญามัจจุราชก็หายวับไปทันที เหลือไว้เพียงถ้วยชาที่ว่างเปล่า ท่านเทพแห่งความรักทำได้เพียงอ้าปากค้างมองตามเท่านั้น สักพักจึงยักไหล่แล้วบ่นพึมพำกับลูกแก้วสีหม่นหมองตรงหน้าแทน
“เฮ้อ...เป็เช่นนี้ทุกที ข้ายังไม่ทันได้เอ่ยลาก็ไปเสียแล้ว สงสัยจะไม่ชอบรัศมีของที่นี่จริงๆ ช่างเถิดเื่ที่ข้าควรทำก็ทำแล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับตัวของเ้าเองแล้วนะ แม่ราตรี”
…
[1] พญามัจจุราช หรือ พญายม หรือ พญายมบาล คือ เ้าแห่งความตาย
[2] รัก โลภ โกรธ หลง