การเผชิญหน้ากับนาคาสีครามกลางลำธารในป่าไร้ตะวันเต็มไปด้วยความตึงเครียด สัตว์อสูรเบื้องหน้าแผ่พลังเวทย์ธาตุน้ำอันเข้มข้นออกมาอย่างชัดเจน บ่งบอกว่ามันไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ง่ายๆ
"มาริน! เตรียมป้องกัน! ณิชา! หาจังหวะ!" รุจีะโสั่งการอย่างรวดเร็ว นางยกคทาไม้ในมือขึ้นสูง วงแหวนสีแดงฉานพลันปรากฏขึ้นด้านหลัง พร้อมกับร่างจำแลงของแมงป่องอัคคีขนาดั์ที่แผ่ไอร้อนออกมา
นาคาสีครามไม่รอช้า มันพุ่งตัวออกจากน้ำด้วยความเร็วสูง อ้าปากกว้างพ่นกระแสวารีอันเชี่ยวกรากเข้าใส่ทั้งสาม!
"โล่สมุทร!" มารินก้าวออกมาข้างหน้าอย่างมั่นคง วงแหวนสีฟ้าครามปรากฏขึ้น พร้อมร่างจำแลงเต่าหินวารีขนาดั์ที่ดูแข็งแกร่ง โล่พลังงานสีฟ้าใสขนาดั์ก่อตัวขึ้น ปะทะกับกระแสน้ำอย่างจัง เสียงพลังงานกระทบกันดังกึกก้อง
"ตอนนี้แหละ! ลูกไฟผลาญ!" รุจีฉวยโอกาสที่นาคากำลังเสียจังหวะ ร่ายเวทย์อย่างรวดเร็ว ลูกไฟสีแดงเพลิงขนาดใหญ่พุ่งออกจากปลายคทาเข้าใส่ร่างของนาคเต็มๆ
"โฮกกกก!" นาคาร้องคำรามด้วยความเ็ป เปลวไฟสีแดงลุกไหม้บนเกล็ดสีครามของมัน แม้พลังธาตุน้ำจะช่วยลดทอนความรุนแรง แต่มันก็สร้างความเสียหายและความเ็ปอย่างต่อเนื่อง นาคสะบัดร่างอย่างบ้าคลั่ง พยายามดับไฟและหันมาโจมตีรุจี
"โล่สมุทร!" มารินยังคงตั้งรับอย่างมั่นคง โล่พลังงานต้านทานการโจมตีของนาคเอาไว้ได้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่านางต้องใช้สมาธิและพลังเวทย์อย่างมากในการคงสภาพโล่ไว้
การต่อสู้ดำเนินไปเช่นนี้สักพัก รุจีคอยหาจังหวะโจมตีด้วยลูกไฟผลาญ สร้างความเสียหายสะสม ในขณะที่มารินทำหน้าที่ป้องกันอย่างแข็งขัน ณิชายืนมองการต่อสู้ด้วยใจระทึก นางลองใช้ดาบที่อาจารย์มอบให้เข้าฟันเกล็ดของนาคดูบ้าง แต่ดาบธรรมดาก็ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนใดๆ ได้เลย นางตระหนักดีว่าหากไม่มีทักษะดาบจำแลง นางก็แทบจะเป็ส่วนเกินในการต่อสู้ครั้งนี้
'เรา...ทำอะไรไม่ได้เลย' ความรู้สึกไร้ประโยชน์กัดกินใจณิชา นางทำได้เพียงยืนดูเพื่อนทั้งสองต่อสู้อย่างยากลำบาก
"ณิชา! เตรียมลูกแก้วว่างเปล่า!" เสียงรุจีดังขึ้น นางเพิ่งซัดลูกไฟชุดใหญ่เข้าใส่จุดเดิมซ้ำๆ จนเกล็ดบริเวณนั้นของนาคเริ่มไหม้เกรียมและปริแตก นาคส่งเสียงร้องโหยหวน ร่างกายเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
"มาริน! ตอนนี้!"
มารินรวบรวมพลัง เฮือกสุดท้าย สร้างโล่สมุทรขนาดมหึมาพุ่งเข้ากระแทกร่างนาคจนกระเด็นกลับลงไปในลำธาร แม้จะไม่ถึงกับหมดสติ แต่นาคก็าเ็สาหัสจนสิ้นฤทธิ์ นอนแน่นิ่งอยู่ในน้ำตื้น
ณิชาได้สติ รีบหยิบลูกแก้วว่างเปล่าที่รุจียื่นให้ก่อนหน้านี้ (บอกว่าเป็ของสำรองที่พกติดตัวไว้) วิ่งเข้าไปใกล้ร่างของนาคที่กำลังจะสิ้นใจ นางรวบรวมสมาธิ เพ่งจิตไปยังลูกแก้ว เอ่ยคำว่า "ดูดซับ!"
แสงสีฟ้าอ่อนพุ่งออกมาจากลูกแก้วเข้าสู่ร่างของนาค ลูกแก้วในมือณิชาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ นิ่งลง กลายเป็ลูก
แก้วสีฟ้าครามที่บรรจุิญญาของนาคเอาไว้ภายใน
"สำเร็จแล้ว!" รุจีวิ่งเข้ามากอดณิชาอย่างดีใจ
"สุดยอดไปเลย! เ้าได้ลูกแก้วิญญานาคมาแล้วนะ!"
"ยินดีด้วย" มารินเดินเข้ามาสมทบ แม้จะดูเหนื่อยแต่ก็มีรอยยิ้มบางๆ
"เป็ลูกแก้วธาตุน้ำที่ดีมาก เหมาะกับเ้าแน่นอน"
"ขะ...ขอบใจพวกเ้ามาก ถ้าไม่ได้พวกเ้า ข้าคง..." ณิชากล่าวอย่างซาบซึ้งใจ แต่นางก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้ที่ตนเองแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการต่อสู้นี้ เป็เพียงผู้ที่รอรับผลประโยชน์เท่านั้น
ตกเย็น ณ ป่าไร้ตะวัน
หลังจากจัดการกับนาคและเก็บแก่นอสูรแล้ว ทั้งสามก็หาทำเลที่เหมาะสมเพื่อตั้งค่ายพักแรมในคืนนี้
"เฮ้อ เหนื่อยชะมัดเลยวันนี้" รุจีทิ้งตัวลงนั่งบนขอนไม้ พลางหยิบขนมปังออกมากิน
"แต่ก็ได้ลูกแก้วดีๆ มาให้ณิชานี่นา คุ้มๆ!"
"พวกเ้าพักผ่อนเถอะ" ณิชาเอ่ยขึ้น
"เมื่อตอนบ่ายข้าแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย เดี๋ยวข้าอาสาไปหาปลาแถวๆ ลำธาร หรือหาสัตว์เล็กๆ มาทำเป็อาหารเย็นให้เอง" นาง้าที่จะทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง
รุจีกับมารินมองหน้ากันเล็กน้อย
"ก็ได้ แต่ระวังตัวด้วยนะ" มารินกล่าวเตือน
"อย่าเข้าไปในป่าลึก หรือออกไปไกลจากค่ายมากนัก กลางคืนในป่าไร้ตะวันมีอสูรดุร้ายกว่าตอนกลางวันเยอะ"
"ใช่ๆ รีบไปรีบกลับนะ!" รุจีเสริม
"พวกข้าจะรอกางเต็นท์ เตรียมก่อไฟไว้ให้"
"ข้าจะระวังตัว" ณิชารับคำ
นางคว้าดาบที่มทินามอบให้ แล้วเดินแยกออกจากค่ายพัก มุ่งหน้าไปยังลำธารสายเดิมที่พวกนางเพิ่งจากมา แสงจันทร์ส่องลอดหมู่ไม้ลงมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็พอให้มองเห็นทาง โดยไม่รู้เลยว่า มีเงาร่างสี่สายแอบติดตามนางไปอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี
บรรยากาศยามค่ำคืนในป่าไร้ตะวันเงียบสงัดกว่าตอนกลางวัน มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงน้ำไหลเบาๆ ณิชารู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อได้อยู่ตามลำพัง นางเดินเลียบริมลำธารอย่างระมัดระวัง สอดส่ายสายตามองหาปลาที่อาจจะว่ายวนอยู่ในน้ำใส หรือสัตว์เล็กๆ ที่อาจจะออกมาหากินริมตลิ่ง
'ตอบแทนที่รุจีกับมารินช่วยข้าไว้เมื่อตอนบ่าย วันนี้ต้องทำอาหารอร่อยๆ ให้พวกนางกินให้ได้' ณิชาคิดอย่างมุ่งมั่น นางยังรู้สึกขอบคุณเพื่อนใหม่ทั้งสองคนที่คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำ แม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน
นางลองเพ่งสมาธิไปที่สายน้ำ นึกถึงคำสอนของมารินเกี่ยวกับ 'วิชาดาบสายธารา' ความรู้สึกเชื่อมโยงกับธาตุน้ำดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นเล็กน้อยในสถานที่แห่งนี้ แม้จะยังควบคุมพลังได้ไม่ดีนัก แต่นางก็รู้สึกมีความหวัง
หลังจากใช้เวลาสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ณิชาก็เห็นเงาปลาตัวเขื่องว่ายเข้ามาใกล้ตลิ่งในจุดที่น้ำไม่ลึกนัก ด้วยความรวดเร็วและสัญชาตญาณที่เฉียบคมขึ้น นางใช้ดาบในมือตวัดลงไปในน้ำอย่างแม่นยำ
"จ๋อม!"
แม้จะไม่ใช่ท่าดาบที่งดงาม แต่ความเร็วก็เพียงพอที่จะทำให้ปลาตัวนั้นชะงักงัน ณิชารีบช้อนมันขึ้นมาจากน้ำด้วยความดีใจ
"ได้แล้ว! ตัวใหญ่เสียด้วย คืนนี้รุจีกับมารินต้องชอบแน่ๆ" นางยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจที่สามารถหาอาหารมื้อแรกให้เพื่อนๆ ได้สำเร็จ นางกำลังจะหาปลาเพิ่มอีกสักตัวสองตัว หรืออาจจะลองมองหาผลไม้ป่าแถวนั้น...
โดยไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำของนางตกอยู่ในสายตาของเงามืดสี่สายที่แอบซุ่มติดตามมาั้แ่แรกแล้ว พวกมันรอคอยจังหวะที่เหยื่ออยู่ตามลำพังและเผลอตัวที่สุด
เงาร่างสี่สายก็ปรากฏขึ้นรอบตัวนาง ปิดกั้นเส้นทางหลบหนี พวกนางสวมชุดคลุมปิดบังใบหน้า แต่ัักดดันที่แผ่ออกมาบ่งบอกว่าไม่ใช่คนธรรมดา
"หึ... ในที่สุดก็อยู่คนเดียวเสียทีนะ ศิษย์น้องใหม่" เสียงหนึ่งดังขึ้น แฝงแววเย้ยหยัน
"พวกเ้าเป็ใคร? ้าอะไร?" ณิชาตั้งดาบเตรียมพร้อม ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็พยายามข่มความกลัวไว้
"พวกข้าแค่อยากจะมา 'ทักทาย' ศิษย์น้องคนโปรดของท่านอาจารย์มทินาหน่อยน่ะ" อีกเสียงกล่าวเยาะ
"ได้ข่าวว่าเพิ่งเป็จอมเวทย์หมาดๆ เก่งกาจนักไม่ใช่รึ? มาลองแสดงให้พวกข้าดูหน่อยสิ!"
สิ้นเสียง ทั้งสี่ก็พุ่งเข้าใส่ณิชาพร้อมกัน! พวกนางเป็เพียงจอมเวทย์ธรรมดาระดับนักบุญฝึกหัด หากเป็สถานการณ์ปกติที่มีดาบจำแลง ณิชาคงรับมือได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ตอนนี้นางมีเพียงดาบธรรมดา และวิชาดาบสายธาราที่เพิ่งฝึกฝนกระบวนท่าแรกไปเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีลูกแก้วทักษะใดๆ มาเสริม
"ท่วงท่าธารา!" ณิชาโคจรพลังเวทย์ ตวัดดาบออกไปอย่างรวดเร็วตามกระบวนท่าที่เพิ่งฝึกฝนมา ท่วงท่าที่พลิ้วไหวช่วยให้นางสามารถปัดป้องและหลบหลีกการโจมตีของคนทั้งสี่ได้ในตอนแรก
"ฮึ่ย! ท่าสวยแต่ไร้น้ำยา!" หนึ่งในนั้นะโ
"รับนี่ไป! เพลิงประกาย!" ลูกไฟเล็กๆ พุ่งเข้าใส่
"โล่ปฐี!" อีกคนสร้างกำแพงดินขึ้นมาขวาง
"กรงเล็บวายุ!" ลมคมกริบพุ่งมาจากอีกทาง
พวกนางเริ่มใช้กระบวนท่าระดับต้น (ขั้น 1-2) ของตนเองเข้าโจมตี แม้จะไม่ใช่ทักษะที่ร้ายกาจ แต่การประสานงานกันสี่คนก็สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับณิชา นางที่ยังควบคุมพลังและใช้กระบวนท่าได้ไม่คล่องแคล่ว เริ่มเสียหลักมากขึ้นเรื่อยๆ
"เสร็จข้า!" หญิงคนหนึ่งฉวยโอกาสที่ณิชาเสียจังหวะจากการหลบหลีก พุ่งเข้าประชิดแล้วใช้เท้าถีบเข้าที่กลางหลัง!
"อั่ก!" ณิชากระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ จุกจนหายใจไม่ออก ก่อนที่จะถูกอีกสามคนตามเข้ามาจับตัว ล็อคแขนขากดไว้กับต้นไม้
"ปล่อยข้านะ!" ณิชาดิ้นรน แต่เรี่ยวแรงต่างกันเกินไป
"หึ! เก่งนักไม่ใช่รึไง?" หญิงคนที่ถีบนางแสยะยิ้ม
"บังอาจมาทำตัวโดดเด่น ข้ามหน้าข้ามตารุ่นพี่อย่างพวกข้า!" ความอิจฉาฉายชัดในแววตา
"เพี๊ยะ!!!"
ฝ่ามือหนักๆ ฟาดลงบนใบหน้างามของณิชาอย่างแรงจนหน้าหัน ความเจ็บแสบแล่นปราดไปทั่วแก้ม ทิ้งรอยแดงรูปฝ่ามือไว้ชัดเจน
"พวกข้าจะสั่งสอนให้เ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง!"
ในเสี้ยววินาทีที่ถูกตบนั้นเอง... ความอดทนของณิชาก็ขาดผึง ความเ็ป ความอัปยศ ความโกรธ และความรู้สึกบางอย่างที่ลึกล้ำกว่านั้นปะทุขึ้นมา จี้สร้อยคอที่หน้าอกพลันเรืองแสงสีดำแดงวูบหนึ่ง!
ดวงตาสีฟ้าใสของณิชา...แปรเปลี่ยนเป็สี แดงก่ำ ดุจโลหิต! ไอสังหารอันเย็นเยียบและท่วมท้นแผ่กระจายออกมาจากร่างบาง กดดันจนหญิงทั้งสี่ที่จับนางอยู่ถึงกับผงะถอยโดยไม่รู้ตัว
"เรา... บอก... ให้... ปล่อย..." เสียงที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงใสๆ ของณิชาคนเดิม มันเป็เสียงที่ซ้อนทับกันระหว่างเสียงของนางและเสียงทุ้มลึกอันน่าสะพรึงกลัว ฟังแล้วเย็นยะเยียบไปถึงไขสันหลัง
"เพลงดาบเงาสังหาร..." ร่างของณิชา (หรือ 'นิชา') เคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่มองตามไม่ทัน ดาบในมือตวัดออกไปราวกับเงาสีดำ
"...เงาทมิฬบั่นเศียร!"
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
ศีรษะของนักบุญฝึกหัดทั้งสี่หลุดกระเด็นออกจากบ่าพร้อมกัน โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมพื้นดินและร่างของ 'นิชา' ในพริบตา ร่างไร้ิญญาทั้งสี่ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างเงียบเชียบ
'นิชา' ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพ ดวงตาสีแดงก่ำกวาดมองผลงานของตนอย่างเ็า ก่อนที่สีแดงนั้นจะค่อยๆ จางหายกลับเป็สีฟ้าใสตามเดิม ไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวก็สลายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ทิ้งไว้เพียงร่างของณิชาที่ยืนตัวสั่น หอบหายใจอย่างหนัก จ้องมองภาพอันน่าสยดสยองเบื้องหน้าด้วยแววตาตื่นตระหนกและสับสน