บทที่ 52
กลุ่มพลปริศนา
พลทหารวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางแตกตื่น แม่ทัพหนุ่มที่นั่งอยู่แสดงใบหน้าสงสัย หวงเจียวลู่มองตรงไปอย่างประหลาดใจ
“ ท่านแม่ทัพขอรับแย่แล้ว!!! ” เสียงของทหารหนุ่มที่วิ่งเข้ามาโวยวายขึ้น
หวงเจียวลู่แม้จะเห็นท่าทางของทหารหนุ่มที่ดูแตกตื่น ทว่าแม่ทับหนุ่มผู้นี้ก็ยังคงนั่งอย่างสงบนิ่ง รอฟังคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ เรื่องอะไรเกิดขึ้นลองกล่าวมาสิ? ”
“ คือว่าตอนนี้ทหารที่พวกเราส่งออกไปสอดแนมดินแดนรอบๆ ส่งข่าวกลับมาว่ามองเห็นกองทัพหนึ่งกำลังเคลื่อนพลมุ่งตรงมาที่เมืองนี้โดยไร้สาเหตุขอรับ ”
“ พวกเราไม่ทราบว่าพวกมันเป็นผู้ใดแต่ว่ากำลังเคลื่อนพลมาที่สถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว ”
“ ดูจากเวลาในการรายงานอีกประมาณสามวันจะเดินทางมาถึง ” ทหารหนุ่มรายงาน
แม่ทับหนุ่มที่นั่งอยู่ค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆ “ ปริศนาอย่างงั้นหรอ? ”
“ ใช่แล้วขอรับท่านแม่ทัพกองทัพปริศนาเคลื่อนพลมาที่สถานที่แห่งนี้”
“ ในยามนี้สายข่าวของพวกเรากองสอดแนมที่ส่งออกไป ไม่สามารถระบุได้แม้กระทั่งตัวตนของพวกมัน ”
“ ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเลยรีบเดินทางมารายงานท่านแม่ทัพก่อน ” ทหารหนุ่มแสดงท่าทางร้อนรน
“ ไม่สามารถบอกได้ว่าพวกมันเป็นกองกำลังส่วนใดสินะ แต่ว่าการที่ทำการเคลื่อนพลมาที่สถานที่แห่งนี้ย่อมมีเป้าหมายอยู่ ”
“ ข่าวที่ว่าข้าตั้งมั่นอยู่ที่เมืองแห่งนี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะรู้ดี พวกมันมีจำนวนกี่คน ” หวงเจียวลู่คาดาการณ์ได้หลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
เพราะว่ากองกำลังที่เคลื่อนพลมา มันน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเขาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองแห่งนี้ ถ้าพวกมันไม่มีจุดประสงค์อะไรคงจะไม่กล้าเข้าใกล้กองทัพเกราะดำ
“ คล้ายว่าน่าจะมีสักราวๆประมาณแปดร้อยถึงเก้าร้อยคนขอรับ ”
แปดร้อยถึงเก้าร้อยคนถือว่าเป็นกองทัพที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เรียกว่าเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ก็ว่าได้ ในยามนี้พวกมันกำลังเคลื่อนพลมาที่สถานที่แห่งนี้ย่อมมีจุดประสงค์
“ จะทำอย่างไรดีขอรับท่านแม่ทัพจะรอตั้งรับพวกมันเลยดีหรือไม่? ”
“ ใจเย็นก่อนในตอนนี้อีกสามวันพวกมันจะเดินทางมาถึง ก็ไม่ต้องแสดงท่าทางร้อนรนขนาดนั้นก็ได้ ”
“ การที่พวกมันมีจำนวนกองกำลังเพียงแค่นั้นและรีบมุ่งตรงมาที่สถานที่แห่งนี้ พวกมันไม่ได้มีเจตนาที่จะมุ่งมาโจมตีที่สถานที่แห่งนี้ ”
กองกำลังเพียงแค่ประมาณแปดร้อยถึงเก้าร้อย ถ้าจะมาตีเมืองที่มันมีกองทัพเกราะดำตั้งมั่นอยู่แบบนี้มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
จึงคาดการณ์ได้หลายอย่างว่าบางทีพวกมันอาจจะไม่ได้มาโจมตีแต่อาจมีจุดประสงค์บางอย่างแล้ว
“ ทหารให้ตื่นตัวเอาไว้ เตรียมอาวุธและก็อุปกรณ์การรบให้พร้อมแต่ว่าไม่ต้องค่าย ”
“ ไม่ต้องตั้งค่ายเพียงรักษาการในทิศทางที่คนผู้นั้นจะมุ่งตรงมาให้มากเป็นพิเศษก็พอ ” หวงเจียวลู่ดูไม่ทุกข์ร้อนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
อาจจะเป็นเพราะว่าเขานั้นผ่านประสบการณ์มามาก การที่มีกลุ่มคนปริศนามุ่งตรงเข้ามาในยามนี้เขาจึงดูไม่แตก
“ เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ทัพ!!! ” ทหารหนุ่มรับคำสั่งก่อนที่จะรีบออกไป
…
ซูฉีมาตรวจตรางานที่มอบหมายให้เด็กหนุ่มทำ ฮุ่ยหวงทำงานอย่างขยันขันแข็ง ใช้ระยะเวลาเพียงแค่ประมาณหนึ่งวันก็สามารถขุดแปลงเล็กๆได้สำเร็จ
“ เจ้าทำงานรวดเร็วกว่าที่คาดคิดเอาไว้เสียอีก ”
“ แปลงเล็กๆทำจนเสร็จแล้ว ” ซูฉีใช้สายตาตรวจตรางานที่อยู่บริเวณด้านหน้า
“ คุณหนูขอรับไม่ใช่ว่าตัวของข้านั้นทำงานได้รวดเร็ว แต่ว่าที่ดินผืนนี้เหมาะกับการเพาะปลูกต่างหาก ดินไม่มีความแข็งเลยแม้แต่น้อย ”
“ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถขุดได้ง่ายการขุดในแต่ละครั้งก็ไม่เหนื่อย แตกต่างจากดินที่ข้าเคยช่วยท่านพ่อขุดในสมัยที่ขาหย่างเด็กเลย ” ฮุ่ยหวงแสดงรอยยิ้ม
ก่อนหน้านี้ที่ดินที่มันเคยช่วยบิดานั้นขุดตอนยังเด็ก ที่ดินพวกนั้นมันทั้งแข็งและก็แห้งแล้ง การออกแรงขุดในแต่ละครั้งสิ้นเปลืองแรงจำนวนมาก
แต่ในยามนี้ที่ดินผืนนี้พื้นดินการขุดหรือว่าการทำอะไรสักอย่างมันกลับเป็นเรื่องที่ง่ายดาย
ซูฉีพยักหน้าขึ้นลง “ ถ้าแบบนั้นก็ดีแล้วในเมื่อเป็นแบบนั้นพวกเราก็มาลองเริ่มกันเลย… ”
“ ถ้าสามารถเพาะปลูกได้นี่อาจจะเป็นแปลงผัก แปลงแรกๆของเมืองแห่งนี้ก็ได้ ” นางมั่นใจถ้าทำการเกษตรได้สำเร็จ บางทีนางอาจจะเป็นเพียงแค่ไม่กี่แห่งภายในเมืองแห่งนี้
ที่ทำการเกษตรเพราะว่าถ้ามองถึงความเป็นจริง ที่ดินที่สามารถเพาะปลูกได้ภายในเมืองก็มีน้อยจนนับนิ้วได้
ถ้าสามารถเพาะปลูกได้มันเองก็จะสามารถกลายเป็นหนึ่งในแปลงสมุนไพรที่ใหญ่โตในเมืองชนบทแห่งนี้
ซูฉีนำเอาถุงเมล็ดสมุนไพรที่ไหว้วานการซื้อมาจากนายหญิงจื่อออกมา ซูฉีมันออกมาก่อนที่จะส่งให้กับฮุ่ยหวง
เมล็ดสมุนไพรพวกนี้ราคาสูงเอาการ เพราะว่าต้องซื้อมาจากต่างเมือง แถมภายในเมืองชายแดนแบบนี้การเพาะพวกเมล็ดสมุนไพรเป็นเรื่องที่ยากเย็น
หมันจึงทำให้เมล็ดสมุนไพรมันมีราคาที่สูงเป็นพิเศษ อาจจะสูงกว่าเมืองหลวงหลายเท่าเพราะเป็นของที่ล้ำค่า เมืองชายแดนสิ่งที่ล้ำค่าไม่ใช่เงินทองแต่มันคือเสบียงอาหาร
ถ้ามีแปลงผักอยู่ภายในมือคงมีค่าไม่แตกต่างจากแปลงทองคำ
“ เจ้าบอกว่าเจ้าเคยเพาะปลูกพืชไม่ใช่หรือ? ” ซูฉีให้เด็กหนุ่มลองลงมือ นางเองก็ไม่เคยเพาะปลูกขึ้นมาก่อนถ้าเด็กหนุ่มผู้นี้บอกว่าตนเองเคยช่วยบิดาก็คงจะรู้อะไรบ้าง
ไม่สิเด็กหนุ่มผู้นี้คงจะทำได้ดีกว่านางอย่างแน่นอน ฮุ่ยหวงรับมันด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่จะรีบพยักหน้าและก็ลงมือเพาะปลูกอย่างรวดเร็ว
แปลงผักแปลงแรกการเพราะปลูกจะเริ่มเพาะปลูกที่พวกผักง่ายๆอย่างพวกกะหล่ำปลีหรือแม้กระทั่งพวกผักสวนครัว
อย่างน้อยของพวกนี้เมื่อทำการเพาะปลูกมันก็สามารถใช้งานได้เลย และพวกผักเหล่านี้ถ้าพวกมันมีปุ๋ยแล้วก็มีน้ำที่เพียงพอ พวกมันจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วภายในที่ดินที่มีวิญญาณพฤกษาโบราณหล่อเลี้ยง
ซูฉีไม่ค่อยเข้าใจนะเกี่ยวกับวิญญาณพฤกษา แต่การที่มันทำให้ที่ดินผืนนี้อุดมสมบูรณ์ย่อมบ่งบอกว่าพวกพืชผักที่ถูกปลูกภายในที่ดินผืนนี้มันคงจะเติบโตขึ้นมากลายเป็นผักคุณภาพชั้นยอด
หลังจากเริ่มหย่อนลงเมล็ดก็เพียงแค่เฝ้ารอเท่านั้น เด็กหนุ่มได้รับหน้าที่ในการขยายแปลงผักไปเรื่อยๆ นี่คืองานของเขาซูฉีตั้งใจจะหาคนมาช่วยแต่ว่ายังไม่สามารถหาได้ในเร็ววัน
…
สามวันผ่านไปในวันนี้ มีกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่มีจำนวนแปดร้อยถึงเก้าร้อยคนกำลังมุ่งตรงมาทางทิศตะวันออก กลุ่มคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าเคลื่อนพลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
นี่คือกลุ่มคนปริศนาที่ได้รับการรายงานก่อนหน้านี้ว่ามันกำลังมุ่งตรงเข้ามาภายใน แม่ทัพหนุ่มหวงเจียวลู่ยืนอยู่บนกำแพงเมือง
หวงเจียวลู่ในวันนี้สวมใส่ชุดเกราะเต็มยศข้างเอวเหน็บกระบี่ท่าทางองอาจ ยืนอยู่บนกำแพงเมืองส่งสายตาที่ดุดันมองตรงไปที่กลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามา
กลุ่มคนกำลังเคลื่อนพลเข้ามา พวกมันดูไม่ใช่คนธรรมดาเพียงแค่มองเห็นมันเคลื่อนพลเข้ามาซูฉีก็รู้ได้อย่างชัดเจน
ไม่มีคนธรรมดาที่ได้ที่สวมใส่ชุดเกราะหนังแถมยังมีอาวุธเหน็บข้างที่เอวแบบนั้น และรวมกลุ่มพุ่งเข้ามาที่เมืองอย่างแน่นอน
หวงเจียวลู่วันนี้ไม่มีขุนพลสือยืนข้าง เมื่อประมาณหนึ่งอาทิตย์สือหยางได้รับการไหว้วานจากท่านเเม่ทัพให้เดินทางออกไปเพื่อที่จะไปทำธุระสำคัญ
วันนี้เลยมีเพียงแค่แม่ทับหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าทหาร ทหารหนุ่มยืนอยู่ข้างกายเอ่ยถามขึ้นมา “ ท่านแม่ทัพขอรับ จะเอาอย่างไรดีขอรับพวกมันกำลังเคลื่อนพลเข้ามาแล้ว ”
“ พวกเขากำลังหยุด… ”
หวงเจียวลู่มองไปด้านหน้ากลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาหยุดลง ห่างจากบริเวณด้านหน้าประตูเมืองประมาณหนึ่งลี้
ผู้นำของกลุ่มทหารม้าพวกนั้นเคลื่อนกายออกมาด้านหน้าตะโกนหาแม่ทัพหวงที่กำลังยืนอยู่บนกำแพงเมือง “ แม่ทัพหวง!!! วันนี้ข้ามาเพื่อเจรจา ”
จบบท