เมื่อเห็นแววขำขันบนหน้านางซ่งหยวนหยวนขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าที่เคย ขณะมาดหมายเอ่ยต่อก็ถูกสตรีที่เพิ่งเข้ามาลากตัวไป
“หยวนหยวน!เจ้าก่อเรื่องอะไรอยู่!” แค่สตรีผู้เพิ่งมาเยือนเอ่ยปากซ่งหยวนหยวนพลันหดคอประหนึ่งนกกระทาน้อยตัวหนึ่งมิกล้าแม้แต่มองหน้าผู้มาเยือนแม้แต่น้อย
“พี่พี่หญิงใหญ่ ข้าแค่โมโหที่มีคนมารังแกลูกอนุเท่านั้น” นางกระซิบเสียงเบาจากนั้นจึงดึงปลายแขนเสื้อพี่สาวของนางไว้ “พี่หญิงข้ารู้ว่าท่านดีกับข้าที่สุดแล้ว คงทำใจบ่นข้าไม่ลงใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
สตรีผู้นั้นยื่นมือใส่แรงจิ้มหน้าผากซ่งหยวนหยวน“เจ้าอย่าได้เล่นลิ้นกับข้าให้มากนัก! ไปรอตรงนั้นซะ!”
ซ่งหยวนหยวนทำตามอย่างฟังถ้อยฟังคำส่งเสียงอืมรับในลำคอจากนั้นจึงไปรอฝั่งด้านข้างพร้อมสาวใช้ของพี่สาวตน
เฉินจิ้งเจียยังไม่ทันดีใจที่มีคนช่วยออกหน้าให้ก็เห็นคนคนนั้นถูกปรามแล้ว ความเสียดายพลันผุดขึ้นเต็มทรวงทันใด
“นี่คือคุณหนูใหญ่แห่งสกุลซ่งและเป็นพี่สาวคนโตของซ่งหยวนหยวน มีนามว่าซ่งฟางฟาง”ซูหว่านซีแนะนำตัวอีกฝ่ายให้เฉินจิ้งเจียฟังข้างหู
ซ่งฟางฟาง? ซ่งหยวนหยวน?
“เสนาบดีกรมโยธาผู้นี้มีเป็นคนอย่างไรกันแน่? ตั้งชื่อตามใจชอบอย่างนั้นหรือ? ฟางฟางหยวนหยวน?”เฉินจิ้งเจียพุ่งเข้ากระซิบข้างหูซูหว่านซีเช่นกัน
ซูหว่านซีเกือบระเบิดหัวเราะกับคำถามของเฉินจิ้งเจียออกมาต้องทนเนิ่นนานกว่าจะสะกดกลั้นความขำขันได้
“บิดาเรามาจากกองทัพทหารแน่นอนว่าความสามารถมิได้โดดเด่นเท่ากับเจ้าขุนนายมูลใหญ่คนอื่นชื่อของพวกเราสองพี่น้องจึงมาจากความไร้กฎเกณฑ์ไร้ขอบเขตกลายเป็นที่ขบขันของคุณหนูเฉินเสียแล้ว”
ซ่งฟางฟางกลับแทรกตอบอย่างเป็นธรรมชาติแม้ว่าเฉินจิ้งเจียจะแค่คุยกับพี่หญิงใหญ่ของนางเบาๆ ก็ตาม
นางมองซ่งฟางฟางด้วยความตื่นตะลึงครู่หนึ่ง“ท่าน ท่านได้ยินที่ข้ากับพี่หญิงใหญ่พูดกันหรือ?”
“ข้าบอกแล้วว่าพ่อข้าเกิดในกองทัพทหารพวกเราสองพี่น้องย่อมได้เรียนรู้อะไรมาบ้างเช่นกัน”ซ่งฟางฟางหาได้เหมือนกับคุณหนูอื่นๆ เหล่านั้น ใบหน้ามักแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเสมอหากแต่ท่าทางเยือกเย็นกลับดูแล้วไม่น่าเข้าหาสักเท่าไร
เฉินจิ้งเจียสงวนท่าทีกลับเช่นกัน“ขออภัยคุณหนูซ่ง ข้ามิได้ตั้งใจล้อเลียนชื่อของพวกท่าน แค่จู่ๆก็นึกเช่นนี้ขึ้นได้เท่านั้น ไม่คาดคิดว่าจะทำให้คุณหนูซ่งเข้าใจผิดเป็นความผิดของข้าเอง ขอคุณหนูซ่งโปรดอภัย”
วาจาแสนจริงใจตรงไปตรงมาของนางกลับทำเอาซ่งฟางฟางและซ่งหยวนหยวนประหลาดใจพอควร
แม้นบอกว่าตระกูลของพวกนางมิได้ด้อยไปกว่าใครแต่ตำแหน่งเสนาบดีกรมโยธานั้น ในเมืองหลวงยังไม่ถือว่าสูงส่งแต่ก็มากพอเป็นที่กล่าวขานในหมู่คุณหนูทั้งหลายอยู่ดี
หากแต่ภูมิหลังของเสนาบดีกรมโยธานั้นกลับต่างจากขุนนางท่านอื่นคนอื่นล้วนมาจากเส้นทางการสอบไล่เป็นขุนนางทว่าเสนาบดีกรมโยธากลับเกิดและเติบโตมาในค่ายกองพันทหารท้ายสุดเมื่อเข้ากรมโยธาได้ ก็ค่อยๆ ปีนป่ายทีละก้าวกว่าจะมาถึงจุดนี้ในยามนี้ได้
ดังนั้นสถานะของสองพี่น้องคู่นี้จึงก้ำกึ่งยิ่งเหล่าคุณหนูจากสกุลใหญ่ทั้งหลายมักไม่อยากอยู่ร่วมกับพวกนางทว่าบรรดาคุณหนูจากสกุลเล็กกลับรู้สึกได้เองว่าพวกนางสูงส่งจนมิอาจเอื้อมถึง
ยามนี้คุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อชางโหวกลับขอโทษขอโพยซ่งฟางฟางอย่างไม่ถือตัวนับว่าอยู่เหนือความคาดหมายของสองพี่น้องเป็นอย่างยิ่ง
ซ่งหยวนหยวนอดที่จะมองเฉินจิ้งเจียอย่างประเมินการณ์ครู่หนึ่งเสียมิได้คนตรงหน้าดูต่างไปจากที่ตนจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
ครั้นนึกได้เช่นนี้นางจึงมองเฉินจิ้งโหรวอีกครั้ง หากไม่โดนเฉินจิ้งเจียรังแกเช่นนั้นเฉินจิ้งโหรวจะทำตัวกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ไปเพื่ออันใด?
ครั้นนางคิดได้ซ่งฟางฟางจึงเบี่ยงสายตามองเฉินจิ้งโหรว “คุณหนูรองเฉินเมื่อครู่น้องสาวข้าเอ่ยปากแทนท่านไปไม่น้อย ทั้งยังล่วงเกินคุณหนูใหญ่เข้าขนาดนี้ท่านจะไม่แสดงท่าทีอันใดเลยหรือ?”
สีหน้ายังคงเยือกเย็นดังเดิมยามนางมองเฉินจิ้งโหรว ก็ยิ่งเผยท่าทีเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิมทำเอาเฉินจิ้งโหรวอดที่จะตัวสั่นระริกอย่างควบคุมมิได้ขึ้น
“ข้า...”เฉินจิ้งโหรวพิจารณาอยู่เนิ่นนาน ก่อนเอ่ยปากกับซ่งหยวนหยวน“คุณหนูซ่งเข้าใจผิดแล้ว ข้าหาได้โดนท่านพี่รังแกเสียหน่อย”
“หา?” ซ่งหยวนหยวนตะลึงงันในบัดดล นางมิได้ถูกเฉินจิ้งเจียรังแก? “เช่นนั้นเหตุใดยามเจ้าเห็นนางถึงได้ดูลำบากใจขนาดนั้นเล่า?” ซ่งหยวนหยวนฉงนใจยิ่งจึงถามกลับไป
เป็นซูหว่านซีเสียเองที่กลั้นขำไม่อยู่ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น สายตามองไปทางซ่งฟางฟาง “น้องสาวเจ้าตลกแบบนี้เป็นปกติเลยหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามซ่งฟางฟางพลันชะงันไปชั่วครู่ หัวคิ้วงามค่อยๆ ขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงเอ่ยปากบ้าง “อืม...นางแค่ไม่เฉลียวฉลาดมากนัก”
นางครุ่นคิดอยู่นานก็หาคำอธิบายที่น่าฟังไปกว่าคำว่า ‘ไม่ค่อยเฉลียวฉลาด’ ไม่ได้เสียที
เฉินจิ้งเจียค้นพบว่าซ่งหยวนหยวนผู้นี้ไม่สนใครหน้าไหนทั้งสิ้น คิดสิ่งใดก็พูดสิ่งนั้นมิน่าชาติก่อนถึงได้โดนเฉินจิ้งโหรวหลอกใช้ให้โจมตีคนอื่นมาโดยตลอด
เฉินจิ้งโหรวเองโดนคำถามซ่งหยวนหยวนซัดเข้าจนมึนงงไปชั่วขณะนางเห็นเฉินจิ้งโหรวดูลำบากใจอย่างนั้นหรือ? จุดนี้เกรงว่าตัวนางเองก็ยังไม่เคยตระหนักถึงเช่นกัน
เฉินจิ้งเจียหยักยิ้มมุมปากนี่สินะความน่ากลัวของความเคยชิน? เดิมทีเจ้ามักแสร้งแกล้งทำท้ายสุดสิ่งที่แสร้งแสดงมาได้เนิ่นนานก็เผยออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ข้าข้าหาได้อึดอัดใจเสียหน่อย” เฉินจิ้งโหรวเอ่ยเสียงเบาเบะปากบึ้งดูคล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
ซ่งหยวนหยวนขมวดคิ้วตามเช่นกัน“อ้อ เช่นนั้นเป็นเพราะข้าคิดไปเองสินะ ขอโทษก็แล้วกัน” นางเอ่ยอย่างขอไปทีพูดจบก็ไม่มองเฉินจิ้งโหรวอีกต่อไป แต่กลับเบนสายตาไปยังพี่สาวของตน “พี่หญิงข้าผิดไปแล้ว”
ความเร็วในการยอมรับความผิดนี้ทำเอาเฉินจิ้งโหรวต้องกล่าวชมว่าทำได้ดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยทีเดียว
ซ่งฟางฟางพยักหน้าสายตาปราดมองไปทางเฉินจิ้งโหรว “รู้จักยอมรับผิดก็ดีจากนี้อย่าได้ออกหน้าแทนเรื่องที่ไม่รู้อีก หากโดนใครอื่นหลอกใช้ขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
ประโยคนี้ทำเอาเฉินจิ้งโหรวหน้าซีดเผือดทันตาถูกใครอื่นใช้เป็นเครื่องมือ ใครอื่นที่ว่าคือนางอย่างนั้นหรือ?
“คุณหนูซ่งท่านเข้าใจผิดแล้ว...” เฉินจิ้งโหรวคิดอธิบายหากแต่ซ่งฟางฟางกลับพาซ่งหยวนหยวนตรงเข้าไปคำนับเฉินจิ้งเจียและซูหว่านซีจากนั้นจึงพากันเดินไปด้านข้างต่อ
ส่วนเฉินจิ้งโหรวที่คิดจะพูดอะไรนั้นพวกนางหาได้ยินไม่ หรือพูดอีกอย่างคือพวกนางไม่อยากฟังนั่นเอง
เมื่อเห็นสองพี่น้องจากไปแววตาเฉินจิ้งเจียพลันเต็มไปด้วยความสนใจ “พี่หญิงใหญ่ ทั้งสองคนนี้ก่อนหน้านี้ท่านก็ไม่เคยสนใจเช่นกันหรือ?”
ซูหว่านซีพยักหน้า“อืม คาดไม่ถึงว่าจะน่าสนใจเพียงนี้ นับว่าพอทำความรู้จักไว้ได้ทีเดียว”
ขณะทั้งสองครุ่นคิดว่าจะผูกสัมพันธ์กับสองพี่น้องสกุลซ่งเช่นไรทางสองพี่น้องสกุลซ่งเองก็ขมวดคิ้วมุ่นเช่นกัน
“พี่หญิงข้าถือว่าล่วงเกินจวนป๋อชางโหวเข้าแล้วหรือไม่?” ซ่งหยวนหยวนถามซ่งฟางฟางที่นั่งถัดจากตัวไปเสียงแผ่วเบา
ซ่งฟางฟางเองไม่แน่ใจเช่นกันนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการที่เฉินจิ้งเจียกล่าวขอโทษตนเมื่อครู่นั้นเป็นความจริงใจหรือจงใจกันแน่
“พี่หญิง?” ซ่งหยวนหยวนเรียกนางอีกครั้ง
ซ่งฟางฟางหันขวับอย่างนึกรำคาญ“เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า เจ้าคิดว่าข้าฉลาดกว่าเจ้าสักเท่าไรกัน?”
เทียบกับซ่งหยวนหยวนแล้วซ่งฟางฟางนับว่าสุขุมกว่าหลายส่วน ไม่มีทางบุ่มบ่ามออกหน้าแทนใครก็เท่านั้น
แต่หากพูดถึงความเฉลียวฉลาดสองพี่น้องคู่นี้ก็มิได้เฉลียวฉลาดมากเท่าไรจริงๆ
คิดไปก็ไม่เข้าใจซ่งฟางฟางทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ช่างเถิดกลับไปค่อยคุยกับท่านแม่ก็แล้วกัน”
คุยกับท่านแม่? ซ่งหยวนหยวนยู่ปากอย่างไม่พอใจ ท่านแม่ของพวกนางน่ะหรือหากเป็นเรื่องที่ต้องใช้สมองคิด เกรงว่าคงสู้พวกนางสองพี่น้องไม่ได้แน่
หากเป็นนางก็ส่งคนไปรายงานเรื่องให้ท่านพ่อทราบให้ท่านพ่อช่วยออกความเห็นเรื่องนี้แก่พวกนางคงจะถูกต้องกว่า
“ช่างเถิดท่านแม่ก็มิได้ฉลาด ประเดี๋ยวข้าไปคุยกับท่านพ่อเอง” ซ่งฟางฟางตอบอย่างหมดหนทาง