ปี 1985ที่ตำบลเถาฮวาเล็ก ๆ ในมณฑลฉู่อากาศเดือนกรกฎาคมร้อนจัดเหมือนเตาหลอมยาของเทพไท่ซ่างเหล่าจวิน[1]
ณบ้านหัวหน้าโรงงานสวี่ในเขตบ้านพักโรงงานผลิตอาหาร ภรรยาของหัวหน้าโรงงานสวี่กู่ซิ่วกับลูกสาวคนเล็ก สวี่เยว่กำลังสนทนากันอยู่
กู่ซิ่วถามด้วยความสะใจว่า“ลูกแน่ใจนะว่าเด็กเวรนั่นสอบตก?”
สวี่เยว่พยักหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ“หนูเพิ่งไปถามเพื่อนร่วมชั้นของสวี่ฮุ่ยมาพวกเขาบอกว่าตอนที่พี่สอบวิชาภาษาจีนกับคณิตศาสตร์ พี่เขาท้องเสียวิ่งเข้าห้องน้ำตั้งหลายรอบ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องรีบส่งข้อสอบก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง ไอ้แบบนี้จะทำข้อสอบได้ดีได้ยังไงกันคะ?”
เธอหัวเราะคิกคัก“แม่ให้พี่เอาข้าวแห้งไปกินตอนไปสอบ เป็ความคิดที่เฉียบแหลมจริง ๆ !”
สวี่ฮุ่ยที่ยืนแอบฟังอยู่หลังบ้านแม้ว่าเธอจะกลับมาเกิดใหม่หลังโดนรถชนแต่พอได้ยินบทสนทนาของแม่กับน้องสาวก็อดที่จะโมโหจนตัวสั่นไม่ได้
การสอบเข้ามหาลัยครั้งที่สองในชาติที่แล้วเธอทำข้อสอบได้คะแนนไม่ดีเพราะท้องเสีย เลยสอบไม่ติดอีกครั้ง
ตอนนั้นเธอสงสัยว่าข้าวแห้งที่กู่ซิ่วให้เธอเอาไปกินวันสอบมีปัญหาและมันก็เป็อย่างนั้นจริงๆ
ชาตินี้เธอไม่ได้กินข้าวแห้งที่กู่ซิ่วเตรียมไว้ให้ เพราะงั้นเธอเลยไม่ท้องเสียและทำข้อสอบได้ดีมาก
สวี่ฮุ่ยเดินเข้าไปในบ้านพักพนักงานของโรงงานผลิตอาหาร
ขณะที่สวี่เยว่ในชุดเดรสสีเขียวอ่อนตัวเกือบใหม่เดินออกมาจากบ้าน
เธอปลอบพี่สาวเสียงดังอย่างเห็นใจ“พี่คะ สอบไม่ติดก็ไม่เป็ไรหรอกนะ ปีหน้าเราค่อยสอบใหม่อีกก็ได้”
สวี่ฮุ่ยหรี่ั์ตาลง“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันสอบไม่ติด?”
สวี่เยว่สีหน้าแข็งค้างแล้วรีบลนลานขอโทษ“ฉันพูดผิดไป พี่อย่าโกรธเลยนะคะ”
ขณะเอ่ยเธอก็ปรายตามองไปยังห้องครัวบ้านตัวเอง
กู่ซิ่วที่เพิ่งเดินเข้าไปเตรียมอาหารเย็นในห้องครัวเอี้ยวตัวออกมาครึ่งหนึ่งจ้องมองลูกสาวคนโตอย่างไม่พอใจ “น้องพูดผิดตรงไหนกัน? ปีที่แล้วแกสอบได้แค่ร้อยกว่าคะแนนปีนี้จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นหลายร้อยได้ยังไง? ฝันกลางวันแสกๆ น้องหวังดีเลยปลอบใจแกเฉย ๆ แกยังไม่รู้จักแยกแยะอีก!”
ประจวบเหมาะกับที่สวี่ต้าซานปั่นจักรยานกลับมาจากที่ทำงานและได้ยินเสียงภรรยาดุด่าลูกสาวมาแต่ไกลพอดี
เขาลงจากรถจักรยานพลางพูดเกลี้ยกล่อมว่า “ทั้งสองเพิ่งจะสอบเข้ามหาลัยเสร็จทำไมเธอไม่ปล่อยให้พวกเขาได้พักผ่อนบ้างล่ะ? อาหารเย็นทำเสร็จแล้วหรือยัง?ฉันหิวจะแย่แล้ว”
กู่ซิ่วจ้องมองสามีอย่างไม่พอใจ“ฉันแค่ว่าฮุ่ยฮุ่ยนิด ๆ หน่อย ๆ คุณก็เปลี่ยนเื่แล้วเด็กไม่ได้เื่ก็มีค่าให้คุณเอ็นดูด้วย!”
คุณพ่อสวี่ยิ้มแหยบอก“ผมเอ็นดูลูก ๆ ทุกคนแหละ” จากนั้นค่อยกล่าวเสริมว่า“แล้วก็เอ็นดูเธอเหมือนกัน”
“ตาแก่บ้า!”กู่ซิ่วแสร้งกระเง้ากระงอด ท่าทางเปลี่ยนเป็สดใสขึ้นทันตา
บนโต๊ะอาหารคุณพ่อสวี่คีบลูกชิ้นสี่สุข[2] ใส่จานสวี่ฮุ่ย
สวี่ฮุ่ยเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้พ่อของเธอ
ในครอบครัวนี้มีเพียงคุณพ่อของเธอเท่านั้นที่เห็นเธอเป็ลูกสาวเป็คนในครอบครัว
สวี่ฮุ่ยเดิมเป็คนหน้าตาสะสวยพอยิ้มที เลยยิ่งเปล่งประกายราวกับแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าจนเกินจะพรรณนาออกมาได้
กู่ซิ่วรังเกียจใบหน้างดงามของสวี่ฮุ่ยที่สุด
เมื่อเห็นใบหน้าเล็กพริ้มเพราของสวี่ฮุ่ยทีไรก็จะทำให้เธอนึกถึงผู้หญิงคนนั้นกับบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตกหนักเสมอ
กู่ซิ่วลอบถลึงตาใส่สวี่ฮุ่ยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “อีกครึ่งเดือนโรงงานพ่อของแกจะรับสมัครพนักงานแกเตรียมตัวอยู่บ้านให้ดี แล้วไปสอบเข้าทำงานที่นั่นซะ”
สวี่ฮุ่ยปฏิเสธโดยไม่คิดแม้แต่นิด“หนูไม่ไป หนูจะเรียนมหาลัยค่ะ”
“เรียนมหาลัยเหรอ?”กู่ซิ่วหัวเราะเยาะ “น้องยังสอบติดแค่มหาลัยวิชาชีพเท่านั้นแล้วแกจะสอบติดมหาลัยได้ยังไง? อย่าเพ้อฝันเลย!”
“อีกครึ่งเดือนแกจะต้องไปสอบเข้าทำงานไม่อย่างนั้นน้องแกจะเอาเงินที่ไหนมาเรียนมหาลัยวิชาชีพกัน?”
“เยว่เยว่เป็โรคหัวใจอยู่แล้วหากแกไม่ทำงานหาเงิน แกจะให้น้องไม่มีเงินไปรักษาจนตายหรือไง?!”
เห็นลูกสาวคนโตนิ่งเงียบพ่อก็นึกว่าเธอกลัวสอบเข้าทำงานไม่ติด จึงพูดปลอบใจว่า “ไม่ต้องกลัวหรอกแค่ให้ลูกไปสอบตามธรรมเนียมเท่านั้น พ่อเป็ถึงผู้จัดการโรงงานยังไงลูกก็สอบติดแน่”
สวี่ฮุ่ยสบตาพ่อของเธอแล้วถามว่า “พ่อก็ตัดสินว่าหนูจะสอบไม่ติดมหาลัยเหมือนกันเหรอคะ?”
พ่อของเธอเงียบไปสองสามวินาทีก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฮุ่ยฮุ่ยพวกเราต้องหัดยอมรับความเป็จริงบ้างนะ”
สวี่ฮุ่ยไม่พูดอะไรได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
ชาติที่แล้วหลังจากเธอสอบเสร็จครั้งที่สองกู่ซิ่วก็คะยั้นคะยอให้เธอไปสอบเข้าทำงานโรงงานที่พ่อของเธอทำงานอยู่
เธอยอมไปอย่างว่าง่ายและสอบติดด้วยความสามารถของตนเอง
แต่ทำงานไปได้แค่ครึ่งปีก็มีข่าวลือต่างๆ นานาว่าเธอสอบติดด้วยเส้นสายของพ่อ
เธอถูกไล่ออกจากโรงงานส่วนพ่อเธอก็โดนร่างแหกับเหตุการณ์นี้จนถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน
กู่ซิ่วด่าเธอทุกวี่ทุกวันว่าเธอเป็ตัวซวยจนแม้แต่เธอยังเชื่อและรู้สึกผิดเต็มหัวใจ
เพราะแบบนี้เมื่อกู่ซิ่วบอกให้เธอแต่งงานกับพ่อม่ายเฒ่าวิตถารที่ร่ำรวยเพื่อแลกเงินสินสอดมารักษาสวี่เยว่เธอเลยไม่คัดค้านอะไร
หลังจากแต่งงานเธอก็ถูกทำร้ายร่างกายสารพัดใช้ชีวิตอย่างอยู่ไม่สู้ตายจวบจนกระทั่งอุบัติเหตุทางรถยนต์คราวนั้นจบชีวิตวัยสาวของเธอลง
สวี่ฮุ่ยครุ่นคิดถึงชีวิต29 ปีที่ผ่านมาที่เป็แท่นเหยียบให้คนอื่นและกล้ำกลืนอาหารในปากเงียบๆ
ลอบสาบานในใจว่าชาตินี้เธอจะไม่ยอมถูกใครบงการอีกต่อไป
[1] เทพไท่ซ่างเหล่าจวินหมายถึง หนึ่งในสามเทพเ้าสูงสุดแห่งลัทธิเต๋าที่เรียกว่าซานชิง (三清) และยังเป็ที่รู้จักในชื่อเต้าเต๋อเทียนจุน(道德天尊) และไท่ชิงได้รับการยกย่องว่าเป็แบบอย่างของลัทธิเต๋า เป็ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋ารวมทั้งยังเชื่อว่าเป็ผู้เขียนคัมภีร์เต๋าหรือตำราเต้าเต๋อจิง (道德经) ตำราที่บอกเล่าวิถีแห่งเต๋าที่ก่อกำเนิดโดยเล่าจื๊อ(老子) นักปราชญ์จีนโบราณผู้มีชีวิตจริงในประวัติศาสตร์ซึ่งเชื่อกันว่าเป็ไท่ซ่างเหล่าจวินกลับชาติมาเกิดใหม่
[2] ลูกชิ้นสี่สุขหมายถึง ลูกชิ้นทอดราดซอสน้ำแดงซึ่งมีต้นกำเนิดจากรูปแบบการปรุงอาหารพื้นเมืองของชานตง