โทสะของเด็กชาย
หลังจากข่มกลั้นเสียงสะอื้นเสร็จเอเลน่าก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง แต่เมื่อลงน้ำหนักที่ขาข้างหนึ่งเอเลน่าก็ต้องเม้มปากแน่นไม่ให้เสียงครวญครางลอดออกมาเนื่องจากข้อเท้าข้างนั้นเจ็บแปลบ ท่าทางการลื่นล้มที่แอ่งน้ำเมื่อครู่นอกจากจะทำเอาชุดของเธอเปรอะเปื้อนไปหมดแล้วมันยังทำข้อเท้าข้างหนึ่งของเธอแพลงขึ้นมาซะอีกด้วย
ไม่เชี่ยวชาญเวทย์รักษาซะด้วยสิ
เอเลน่ากัดฟันกรอดก่อนจะออกเดินทางอย่าเชื่องช้าเนื่องจากจุดหมายปลายทางของเธอไม่ได้อยู่ไกลมากแล้ว ลูกแก้วจิตอสูรถูกกุมแน่นไว้ในมือที่ชื้นไปด้วยเหงื่อหลังจากการออกแรงวิ่งต่อเนื่องกันหลายนาที เด็กสาวอาศัยจังหวะนี้ฟื้นฟูพลังเวทย์ที่สูญเสียไปกับการเสริมพลังเมื่อครู่ให้มากที่สุด เพราะลึกๆ แล้วเธอเองก็ยังหวั่นใจอยู่ว่าบุคคลที่เธอไปพบจะต้อนรับเธออย่างไรบ้าง
“เฮ้ๆ มาทำอะไรแถวนี้คนเดียวกัน น้องสาว”
เสียงใหญ่ๆ แฝงความกระเซ้าแหย่ที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำเอาเด็กสาวสะดุ้งเบาๆ เธอหันหลังขวับและพบว่าตรอกที่เพิ่งผ่านมานั้นจู่ๆ ก็มีชายร่างใหญ่ยืนขวางอยู่ ร่างกายอ้วนฉุนั้นหนากว่าเธอเกือบสี่เท่าและแทบจะปิดถนนเล็กๆ เส้นนี้ไปจนหมดสิ้น
“....ไม่ใช่ธุระอะไรของนาย”
เอเลน่าตอบปัดๆ ก่อนจะรีบหันกลับและเตรียมมุ่งหน้าต่อ แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อด้านหลังของเธอนั้นมีคนสามคนยืนขวางเอาไว้อย่างไร้ซุ่มเสียง เมื่อโดนล้อมในตรอกแคบเอเลน่าก็ใจหายวาบไปจนถึงตาตุ่ม แต่เด็กสาวก็ปลุกปลอบขวัญกำลังใจเชิดหน้าขึ้นและเอ่ยถามด้วยเสียงที่พยายามคุมไม่ใช้สั่นสุดชีวิต
“ฉันมาหาเจฟ”
“โฮ่...”
ชายคนตรงกลางเลิกคิ้วและเดินออกมาด้านหน้าสุด เอเลน่ากวาดตามองร่างกายสูงใหญ่และผิวที่เต็มไปด้วยเกล็ดนั่นอย่างชั่งใจ ถึงจะรู้จักชื่อเจฟ ชายผู้ปกครองเงามืดเื้ัเมืองนี้มาบ้างก็จริงแต่เธอไม่รู้จักหน้าตาหรือรูปพรรณสัณฐานของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ชายตรงหน้าเธอนี่คือเจฟงั้นหรือ
“มีธุระอะไรกับฉันเรอะ สาวน้อย”
เจฟแยกเขี้ยวก่อนจะกวาดสายตามองเอเลน่าั้แ่หัวจรดเท้าอย่างช้าๆ บางอย่างในสายตาของอีกฝ่ายทำเอาขนทั่วกายของเอเลน่าลุกซู่ เด็กสาวรีบข่มความขยะแขยงไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้าเนื่องจากเธอรู้ดีว่าคนในบริเวณหลังเมืองนั้นไม่ใช่คนที่เล่นด้วยได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
“ฉันมีของมาขาย”
เอเลน่าพูดก่อนจะยื่นลูกแก้วจิตอสูรให้อีกฝ่าย แววตาของเจฟหรี่ลงเล็กน้อยในก่อนที่จะสูดจมูกฟุดฟิดเบาๆ และก้าวเท้าออกมาข้างหน้าเล็กน้อย เอเลน่าที่เห็นท่าทางดังกล่าวก็เผลอก้าวถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว แต่เธอก็รู้แก่ใจดีว่าทางหนีเื้ัเธอนั้นถูกปิดไปจนหมดแล้ว
“...ฉัน้าสามเหรียญทองสำหรับลูกแก้วนี่”
“สามเหรียญทอง?” เจฟเลิกคิ้ว “ออกจะเรียกร้องสูงไปหน่อยนะ สำหรับลูกแก้วเปล่าๆ ลูกนึงเนี่ย”
“แต่ขนาดลูกแก้วแบบนี้ก็ไม่ได้หาง่ายๆ นายก็น่าจะรู้” เอเลน่ายังคงดึงดัน “สามเหรียญ ถ้านายไม่ซื้อฉันจะไปหาคนอื่นแล้วนะ”
“เห...” เจฟเอียงคอพลางย่ามสามขุมเข้าใส่เด็กสาวอย่างเชื่องช้าทว่ากดดัน “สามเหรียญฉันก็ยังมองว่าราคาสูงไปอยู่ดีแหละนะ แต่ถ้าเธอยืนยันราคานั้นจริงก็ได้อยู่ ฉันจะซื้อในราคาสามเหรียญ”
“จริงเหรอ?” เอเลน่าตาโตทันที
“ล้อเล่นน่ะ”
เจฟยิ้มอย่างเ้าเล่ห์จนเอเลน่าใจหายวาบ เธอรีบปล่อยพลังเวทย์เข้าควบคุมมานารอบกายอย่างไม่รอช้า ทว่าด้วยความอ่อนประสบการณ์ก็ยังถือว่าเธอเชื่องช้าจนเกินไป เจฟร่ายเวทย์ลมพื้นฐานสะบัดเข้าใส่่ล่างของเอเลน่าอย่างรวดเร็ว ชายกระโปรงฟูฟ่องกระพือเปิดขึ้นมาจนเอเลน่าต้องรีบเอามือตะครุบพวกมันไว้ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันกักขฬะของชายทั้งสี่ และก่อนที่จะทันตั้งตัวได้แขนสองข้างของเด็กสาวก็ถูกชายร่างอ้วนด้านหลังจับเอาไว้จนเธอได้แต่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเท่านั้น ชายคนนั้นยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนกลิ่นตัวเน่านั่นเกือบทำเอาเอเลน่าอาเจียนออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“ให้ตายสิพี่ ยัยเด็กนี่ตัวหอมสุดๆ” เขาสูดดมเรือนผมสีทองถี่ๆ ก่อนจะเลียปาก “คึกคักขึ้นมาแล้วสิ”
“ป...ปล่อยฉันนะ!”
เอเลน่าตัวสั่นขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการจับกุมอย่างสุดความสามารถ แต่สำหรับเด็กอย่างเธอแล้ว มือทั้งสองข้างของชายร่างใหญ่นั่นก็แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก แม้จะต่อให้เธอใช้เวทย์เสริมพลังก็ยังไม่มีหวังทีจะดิ้นจนหลุดจากการจับกุมด้วยซ้ำ
“ใจเย็นก่อน แทรวิส” ชายชื่อเจฟห้ามปราม “นังหนูนี่น่าจะเป็สินค้าที่ดีอยู่ เอามันไปปล่อยให้พวกคนรับของตลาดมืดน่าจะทำเงินได้สูงน่าดู คิดดูสิ”
“งั้นขอชิมก่อนสักหน่อยไม่ได้รึไง?” ชายร่างอ้วนถามอย่างไม่ลดละในขณะที่เขาไล่จมูกชื้นๆ เหมือนหมูนั่นไปตามหลังคอจนถึงเนินไหล่ของเอเลน่าจนเด็กสาวบิดตัวหนีอย่างขยะแขยง และวินาทีต่อมาเธอก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
“ด...ได้โปรด...” เธอขอร้องเสียงสั่นเครือ “ฉันให้ลูกแก้วนั่นฟรีๆ เลยก็ได้ ช่วยปล่อยฉันไปทีเถอะ”
“ให้ฟรี?” เจฟทวนคำขณะที่เดินเข้าประชิดร่างเด็กสาว ผิวขาวๆ ที่เห็นในระยะประชิดนั่นก็แทบทำเอาเขาคุมตัวเองไม่อยู่ขึ้นมาทีเดียว “ถ้าฉันขายเธอได้ล่ะก็ฉันเอาเงินไปซื้อลูกแก้วแบบนี้ได้เป็สิบๆ ลูกด้วยซ้ำ แถมหน้าอย่างเธอ เผลอๆ จะได้มากกว่านั้นซะด้วย”
ฝ่ามือหยาบกร้านเหม็นกลิ่นเหล้าแนบลงบนพวงแก้มใสก่อนจะลูบไล้ช้าๆ เรื่อยมาตามลำคอและผ่านถึงเนินเนื้อที่กำลังเติบโตขึ้นตามวัย ััที่นุ่มมือนั้นทำเอาเจฟต้องเลียริมฝีปากที่แห้งผากอย่างอดกลั้น ในขณะที่เอเลน่านั้นน้ำตาไหลพราก เด็กสาวหยุดดิ้นรนไปแล้ว สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เหมือนจะทำให้เธอเหมือนกับจะตายไปได้ทีเดียว
“ทำไมกัน...” เด็กสาวกระซิบกับตัวเองอย่างแ่เบาผ่านริมฝีปากที่สั่นระรัว “ฉันแค่อยากกลับบ้านเท่านั้นเอง...ท่านพ่อ ท่านแม่...”
“โธ่ หนูน้อย อย่าร้องไปเลย” คำปลอบของเจฟที่กลวงเสียยิ่งกว่าสมองของโทลล์กล่าวขึ้น “เก็บน้ำตาไว้ร้องหลังจากนี้เถอะ”
ดูเหมือนความปรารถนาของเจฟจะพุ่งขึ้นมามากเกินกว่าเขาจะทนไหวแล้ว เขาดึงลูกแก้วจิตอสูรออกมาจากมืออันอ่อนแรงของเด็กสาวและส่งให้ลูกน้องคนหนึ่งด้านหลังก่อนจะเริ่มปลดกระดุมกางเกง “บรูซ ไปเฝ้าด้านหลังไว้ก่อนจะมีคนมาหารเพิ่ม แค่พวกเราสี่คนก็น่าจะทำราคาสินค้าตกพอแล้ว”
ระหว่างนั้นเอเลน่าได้หยุดร้องไปเสียแล้ว เมื่อรู้ดีว่าหมดทางหนีจิตใจของเด็กสาวก็เลือกที่จะปิดกั้นการรับรู้เพื่อหลีกหนีจากสิ่งที่เกิดขึ้น ท่ามกลางม่านน้ำตาที่มัวนั้นเธอได้แต่เฝ้าคิดถึงอดีตที่หลอกหลอนตัวเองซ้ำไปซ้ำมา บ้านที่เธอรักแต่กลับถูกขับไล่ไสส่ง และหนทางที่เธอทำก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ไปมากกว่าเดิมจนไม่อาจจะกู่ได้กลับเสียแล้ว
เจฟเลียปากอีกรอบก่อนที่จะเดินเข้าประชิดร่างเด็กสาว กลิ่นกายของเด็กหญิงที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ทำเอาเขาแทบจะบ้าคลั่ง แต่ก่อนที่เขาจะได้กระชากเธอลงพื้นอย่างที่ใจคิดข้างหลังเขาเกิดเสียงอุทานเบาๆ และตามมาด้วยเสียงบางอย่างกระแทกพื้น เจฟหันขวับไปอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นลูกน้องของเขานั้นนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นถนนแทบเท้าเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ใช่ เด็กผู้ชายที่สูงพอๆ กับเอวเขาเท่านั้น
เจฟแทบจะคิดว่านี่เป็การเล่นตลกอะไรสักอย่างอยู่แล้วจนกระทั่งเขาสบตากับดวงตาสีดำของเด็กชายคนนั้น บางอย่างในแววตาของเด็กชายทำเอาร่างเขาชะงักไปเกือบวินาที ความดุดันและเกรี้ยวกราดในดวงตานั้นทำให้เขาต้องรีบพิจารณาคนตรงหน้าใหม่อีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็แค่เด็กผู้ชายเท่านั้น
แต่จนแล้วจนรอด ไอ้คนที่อยู่ข้างหน้าเขามันก็เด็กผู้ชายคนหนึ่งนี่เอง
ให้โทลล์แคะขี้มูกเป็เถอะ! เด็กอะไรแววตาน่ากลัวแบบนี้ แถมยังทำให้ลูกน้องเขาล้มแน่นิ่งไปได้โดยไม่มีเวลาส่งเสียงแบบนี้ได้ยังไงกัน?
“สวะ”
มาร์โก้สบถออกมาเพียงสั้นๆ อย่างสุดกลั้น การรับมือกับผู้ใหญ่พร้อมกันสี่คนไม่ใช่เื่ที่เขาคิดว่าจะทำได้ เขาทนกัดฟันรออยู่ในลูกแก้วตลอดเวลาที่เอเลน่าโดนทำร้ายอย่างต่ำทราม เด็กหนุ่มะโเรียกหาความช่วยเหลือจากพระเ้าจากในลูกแก้วจนคอแทบแตก แม้อีกฝ่ายจะไม่โต้ตอบกลับมาแต่ในที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายถึงขีดสุดโอกาสก็เปิดออก ชายคนหนึ่งออกไปเฝ้าต้นทาง สองคนสาละวนอยู่กับเอเลน่า เขาจึงรีบออกมาจากลูกแก้วและชิงใช้เวทมนตร์ที่คิดค้นขึ้นเองจัดการกับชายคนหนึ่งไปได้ในที่สุด
แล้วมาร์โก้ก็เคลื่อนไหว ระหว่างที่อยู่ในลูกแก้วเด็กชายก็ใช้พลังเวทย์แทบทั้งหมดดึงดูดมานาเข้าร่างกายเป็เวทย์เสริมพลังจนแทบจะหมดสิ้น ซึ่งปริมาณมานาที่อัดแน่นอยู่ในกล้ามเนื้อตอนนี้มากเกินกว่าเขาจะรับไหว แต่ตอนนี้เด็กชายไม่สนอะไรแล้ว
เพียงก้าวเดียวเด็กชายก็พุ่งเข้าประชิดกับเจฟที่ยังตกตะลึงไม่หายจนอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก ด้วยความลนลานเจฟจึงรีบตวัดเท้าเตะสวนใส่มาแบบหยาบๆ ซึ่งนั่นก็นับว่าเข้าทางกับสิ่งที่มาร์โก้้า เขาเอนตัวหลบการเตะทื่อๆ นั้นและง้างหมัดก่อนจะต่อยเข้าใส่เป้าหมายที่กำลังห้อยเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้า
สูญพันธุ์ไปซะเถอะ!
กำปั้นัักับอัณฑะอย่างถนัดถนี่จนเจฟตาเหลือก ร่างกายทรุดลงกับพื้นและสำลักน้ำลายขึ้นมาแทบจะในทันที เสียงโวยวายของชายร่างอ้วนก็ดึงดูดให้ชายที่ชื่อบรูซกลับมาจากการเฝ้าเส้นทาง เขาอ้าปากค้างเมื่อเห็นเพื่อนสองคนนอนคู้อยู่กับพื้นได้ไม่ถึงวินาทีมาร์โก้ก็เข้าประชิดตัว ขาขวากวาดเข้าใส่่ท้องอย่างสุดแรงจนลำตัวของเขางอเป็กุ้ง และคางที่ลดต่ำลงมาก็ถูกหมัดฮุคของมาร์โก้ตวัดเข้าใส่อย่างเหมาะเจาะจนหน้าสะบัดและหมดสติไปในทันที
มาร์โก้ลงมือเสร็จก็ค่อยๆ หันกลับมาช้าๆ ชายร่างอ้วนที่จับกุมเอเลน่าปล่อยเธอเป็อิสระั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ การลงมือของเด็กชายสิบขวบตรงหน้าดูจะทำให้เขาตกละลึงเสียน่าดู ส่วนมาร์โก้นั้นก็ได้แต่ตีหน้านิ่งไม่ให้ออกอาการเนื่องจากแขนและขาที่ใช้จัดการบรูซไปนั้นเริ่มปวดแปล๊บ กล้ามเนื้ออีกฝ่ายก็ไม่ใช่บางๆ และเขาเองก็ยังซัดไปสุดแรง ถ้าเดาไม่ผิดกระดูกเขาเองก็อาจจะร้าวไปแล้ว ลำพังตอนนี้แค่เดินก็ยังไม่น่าจะไหวด้วยซ้ำ
แต่โชคยังดีที่เขามีไพ่ในมืออยู่สองใบ หนึ่งคือการลงมือที่ดุดันจนชายร่างอ้วนนั้นตกตะลึงและหมดกำลังใจจะสู้ต่อ และเขายังเหลือมานาพอให้ใช้ทริคเดียวกับที่ใช้จัดการชายคนแรกแบบฉิวเฉียด
มาร์โก้รีบลงมือในทันที มานาบริเวณใบหน้าของชายอ้วนถูกควบคุมอย่างรวดเร็วก่อนที่มาร์โก้จะสั่งมันขยายตัวพร้อมๆ กับดันออกซิเจนออกไป
นานน่าดูกว่ามาร์โก้จะจัดการกับแก๊สในอากาศแบบแยกประเภทได้ แต่ตอนนี้มันก็ทำให้เขามีวิธีจัดการกับศัตรูได้อย่างง่ายๆ แล้ว ชายร่างอ้วนชะงักเมื่อเริ่มจับสังเกตมานาที่ทำตัวแปลกๆ รอบๆ ใบหน้าตัวเองได้ แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรนั้น การสูดลมหายใจเข้าครั้งเดียวก็ทำให้เขาตาเหลือก สติหลุดหายไปพร้อมกับร่างอ้วนฉุที่ลงฟาดพื้นอย่างไม่น่าดูชม
ใช่แล้ว เวทมนตร์ของมาร์โก้คือการดันออกซิเจนออกไปจากบริเวณเป้าหมาย แม้จะไม่ได้ดีมากจนสามารถขจัดออกซิเจนไปได้หมดแต่ก็มากพอให้ออกซิเจนบริเวณนั้นลดลงต่ำ ซึ่งสำหรับสิ่งที่ชีวิตทั่วๆ ไปแล้วเมื่อสูดลมหายใจเอาอากาศที่มีออกซิเจนน้อยมากๆ เข้าไปร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาป้องกันตัวเองโดยการสลบไปแทบจะในทันที แม้จะใช้กับศัตรูที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่นี่ก็เป็หนทางที่ดีที่สุดในการจัดการกับคนตรงหน้าที่มาร์โก้มีแล้ว
และข้อเสียอีกอย่างของมันคือการที่มันกินพลังเวทย์มหาศาลนี่แหละ
เหมือนมีใครจุดไม้ขีดไฟอยู่ในสมองพร้อมๆ กันหลายสิบอัน ในหัวของมาร์โก้ร้อนวาบ ภาพตรงหน้ากลายเป็สีสว่างถี่ๆ แก้วหูทั้งสองข้างลั่นอึงอล มานาที่ผนึกอยู่ทั่วร่างหลุดจากการควบคุมพร้อมๆ กับสติของมาร์โก้ที่ดับวูบไปในวินาทีนั้นเช่นเดียวกัน
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้แต่มาร์โก้ก็ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เด็กชายกะพริบตาเบาๆ เพื่อปรับม่านตารับมือแสงที่ส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเด้งตัวพรวดขึ้นจากผ้านวมผืนบางที่ปูอยู่ในห้องใต้หลังคา ความเจ็บแปล๊บทั่วร่างทำเอาเด็กหนุ่มต้องเกร็งตัวสุดชีวิตพลางกลั้นเสียงครางของตัวเองเอาไว้ บางอย่างที่แสนอึดอัดในช่องท้องดันขึ้นมาจนถึงคอ มาร์โก้อดทนต่อมันได้เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่จะต้องหันไปด้านข้างและกระอักเืเสียออกมาคำโต
“แค่ก!แค่ก!แค่ก!แค่ก!”
ยิ่งไอก็ยิ่งทำให้ร่างกายเ็ป กล้ามเนื้อทั่วร่างบิดเกร็งจนน้ำตาซึมออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เด็กชายรีบหายใจถี่ๆ เพื่อชะลออาการเกร็งและพยายามหยุดยั้งการไอของตัวเอง หลังจากนั้นชั่วน้ำเดือดเด็กชายก็ปรับตัวได้สำเร็จ เขาคงสภาพนั่งไว้ก่อนจะพิจารณาร่างกายอย่างคร่าวๆ กล้ามเนื้อทั่วร่างเ็ปอย่างสาหัสแถมเหมือนจะมีอาการเกร็งของตะคริวแทรกมาเป็ระยะ แต่เื่กล้ามเนื้อก็ยังเป็เื่น้อยเมื่อเทียบกับบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในร่างของเขาตอนนี้
เหมือนปอดจะาเ็ พลังงานที่นอกเหนือมาจากกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ก็มาจากการดึงออกซิเจนในปอดมาแปรเป็พลังงาน ดูท่าทางการฝืนใช้เวทย์เกินกำลังของเขาจะกระทบกระเทือนไปถึงอวัยวะภายใน ทั้งปอด หัวใจ อาจจะรวมถึงตับด้วยซ้ำ
แต่เมื่อพยายามลองรวบรวมมานาเพื่อใช้เวทย์รักษามาร์โก้ก็เจอกับส่วนที่แย่ที่สุด เขาในตอนนี้รับรู้ถึงมานาในอากาศได้น้อยมาก อัตราการเชื่อมโยงต่ำกว่าปกติ แถมยังไม่สามารถควบคุมพวกมันได้อย่างเต็มที่ มานาบางส่วนขยับตามใจสั่ง แต่บางส่วนกลับลอยสะเปะสะปะอย่างน่าท้อใจ
‘โอเวอร์ฮีตสินะ’
มาร์โก้ถอนหายใจเบาๆ ในที่สุดเื่ที่เลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ เขาใช้พลังเวทย์เกินขีดกำจัด ถึงจะแลกมาด้วยพลังที่ร้ายกาจ แต่เมื่อเวทมนตร์จบลงสมองเขาก็ได้รับาเ็หนักกลับมา หนักพอให้เขาสลบไปในทันที และยังส่งผลต่อเนื่องจนพลังเวทย์เขาลดลงฮวบฮาบ อย่างน้อยเด็กหนุ่มก็ยังแอบหวังว่านี่จะเป็เพียงอาการชั่วคราวที่รักษาให้หายได้ ไม่ใช่อาการที่ถาวร เพราะนั่นมันจะส่งผลต่อการฝึกเวทมนตร์ของเขาไปชั่วชีวิตทีเดียว
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรต่อแก้วหูก็เริ่มได้ยินเสียงดังวิ้งที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนหูอื้อ ก่อนจะตามมาด้วยอากาศที่เหมือนจะหายไปจากตรงหน้า มาร์โก้ใได้ไม่นานแสงสว่างก็วาบขึ้นตรงหน้าและก่อตัวเป็ร่ายของชายคนหนึ่งที่เขาเพิ่งะโด่าสุดเสียงไปเมื่อคืน
พระเ้า!
พระเ้ายิ้มอย่างอ่อนโยนเช่นเคยก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้น “เ้าฝืนเกินไป คิระ มาโกโตะ”
“ผมคงไม่มีหน้าไปช่วยโลกถ้าไม่คิดจะฝืนตัวเองช่วยเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ผมคิดแบบนั้นครับ” มาร์โก้ตอบเรียบๆ เนื่องจากการพูดแต่ละครั้งทำเอาบางอย่างในช่องท้องบิดจนปวดแปล๊บ “ว่าแต่ ท่านโผล่มาแบบนี้ระวังคนอื่นโผล่มาเห็นนะครับ”
“มีคนๆ หนึ่งกำลังขึ้นมาหาเ้าจริง แต่คงอีกนานกว่าจะมาถึง เพราะข้าชะลอห้วงการไหลของเวลาในห้องนี้อยู่ เราคงมีเวลาคุยกันได้หลายนาทีทีเดียว”
คำพูดของพระเ้าทำเอามาร์โก้ตาโต ชะลอการไหลของเวลา? ฟิสิกส์ที่อยู่นอกเหนือความรู้ของเขาอีกแล้ว
“ชะลอเวลาได้ด้วยเหรอครับ?”
“เมื่อมันเร็วได้ ย่อมต้องช้าลงได้ ความรู้ของพวกเ้าอยู่ในจุดที่รับรู้ถึงกระแสธรรมชาติอย่างจุดที่ไหลเร็วขึ้นแล้ว ถ้าโลกยังอยู่ ไม่เกิน20ปีมนุษย์คงรับรู้เื่การไหลช้าลงของเวลาได้แล้ว” พระเ้าตอบ “แต่กฎของสรรพสิ่งยังคงเป็กฎ แม้แต่ข้าก็ยังทำได้แค่ชะลอมันลง ไม่สามารถหยุดการไหลของมัน หรือบังคับให้กระแสธารของเวลาไหลทวนได้”
พระเ้ากวาดตาดูมาร์โก้ตลบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ข้าเห็นเหตุการณ์เมื่อคืนแล้ว คิระ มาโกโตะ ความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อปกป้องโดยไม่สนใจสิ่งที่จะตามมานั้นมีมุมที่น่ายกย่อง แต่ข้าคงต้องแจ้งข่าวร้ายว่าอาการาเ็ของเ้าหนักหนากว่าที่คิด และมันจะส่งผลต่อเ้าอย่างถาวรเสียด้วย”
มาร์โก้คอตกทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่โผล่มาช่วยผมสักหน่อยล่ะครับ”
“ข้าไม่สามารถหยุดเวลาได้ และไม่้าแสดงตนหน้าใครอื่น” พระเ้าตอบ “หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่เ้าสลบไปเด็กผู้หญิงคนนั้นก็อยู่ข้างกายเ้าตลอด เธอแบกเ้าขึ้นบ่ากลับมายังห้องนี้แถมยังคอยดูแลเ้าตลอดคืน นางเพิ่งลงไปข้างล่างเมื่อครู่นี้เอง”
เมื่อครู่?
มาร์โก้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อยินคำนี้ แดดจากหน้าต่างบอกเขาได้ว่าพระอาทิตย์เลยจุดกึ่งกลางศีรษะมาแล้ว เวลาในตอนนี้น่าจะเป็่บ่าย เอเลน่าดูแลเขามาตลอดั้แ่เมื่อคืนนี้เลยงั้นหรือ?
“อาการาเ็ถาวร ไม่มีทางรักษาเลยเหรอครับ”
“ถ้าตามการแพทย์ของโลกนี้ละก็อาการนี้นับเป็กรณีาเ็ถาวร แต่สำหรับข้าแล้วถือว่าเป็อาการที่รักษาให้หายได้อยู่ดี” พระเ้ายิ้มละไม “และนั่นเป็เหตุผลให้ข้ามาหาเ้าตอนนี้”
พระเ้าเดินเข้าประชิดและวางมือลงบนกระหม่อมของมาร์โก้ คลื่นความอบอุ่นบางอย่างแผ่ออกมาจากมือข้างนั้นและห่มคลุมร่างของเด็กชายราวกับเป็ผ้าแพรชั้นดี ความอบอุ่นกระจายไปสร้างความรู้สึกสบายจนมาร์โก้หลับตาลงเพื่อดื่มด่ำไปกับมัน ท่ามกลางความอบอุ่นนั้นความเ็ปทั่วร่างก็ค่อยๆ เลือนหายไป กล้ามเนื้อทุกส่วนฟื้นฟูกลับมาในพริบตา อวัยวะภายในเลิกติดขัด และอาการเวียนหัวที่มีอยู่ตลอดก็หายไปราวกับปลิดทิ้งในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
“ฟังให้ดี คิระ มาโกโตะ” เสียงพระเ้าพูดขึ้น “นี่จะเป็ครั้งเดียวที่ข้ามาช่วยเหลือเ้าเช่นนี้ อย่าคาดหวังว่าจะมีการมารักษาเ้าในครั้งหน้าที่เ้าาเ็ จงอย่าลืมว่าตัวเ้ามีภารกิจใดที่ต้องทำ”
สุรเสียงอันอบอุ่นของพระเ้าค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมๆ กับเสียงรอบข้างที่เริ่มกลับเข้ามา มาร์โก้สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะระบายมันออกมา อาการติดขัดด้านในหายไปจนหมดสิ้นอย่างน่าอัศจรรย์ แต่เมื่อลองใช้พลังเวทย์ควบคุมมานารอบตัวมาร์โก้ก็ต้องขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความสามารถยังไม่คืนมา แต่เป็เพราะทั้งขอบเขตและปริมาณที่เขารับรู้ได้เพิ่มขึ้นกว่าหนก่อนอย่างชัดเจน
‘เฮ้ๆๆ อย่าบอกนะว่าส่วนควบคุมพลังเวทย์ในสมองจะเหมือนกล้ามเนื้อที่เพิ่งพลังได้หลังจากการฝืนใช้เกินกำลังน่ะ?’
มาร์โก้เม้มปากเบาๆ อย่างตื่นเต้น การคาดเดานี้ค่อนข้างสอดคล้องกับสิ่งที่เขาอ่านเจอมา พลังเวทย์ของคนๆ หนึ่งจะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการฝึก ยิ่งเป็นักรบที่ผ่านการต่อสู้มาบ่อยๆ ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจเป็เพราะว่าส่วนควบคุมมานาในสมองพัฒนาขึ้นเหมือนกล้ามเนื้อก็เป็ได้
และเมื่อครู่พระเ้าก็เหมือนกับจะเปรยๆ ไว้แล้วว่าอาการาเ็ของสมองนั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่ที่โลกนี้เรียกว่าการาเ็ถาวรเป็เพราะความรู้ในการรักษายังไปไม่ถึงจุดนั้นเท่านั้นเอง
“ขอบคุณมากครับ พระเ้า”
มาร์โก้กล่าวพลางก้มหัวแสดงความขอบคุณแม้จะไม่รู้ว่าพระเ้ากำลังดูอยู่หรือไม่ ระหว่างที่ก้มหน้านั้นมาร์โก้ก็ไล่เรียงความคิดในหัวไปคร่าวๆ ดูท่าทางว่าหากเขาอยู่ในลูกแก้วจิตอสูรแล้วพระเ้าจะไม่มีทางรับรู้ถึงเขาได้จริงๆ เสียด้วย
แล้วความคิดของมาร์โก้ก็ถูกขัดจังหวะเมื่อบานประตูถูกเปิดออก เอเลน่ายืนอยู่ตรงนั้น ร่างเล็กๆ ของเด็กสาวขลุกขลักเล็กน้อยเมื่อต้องถือถังน้ำและเปิดประตูไปพร้อมกัน แต่วินาทีต่อมาเมื่อได้สบตากับมาร์โก้เธอก็ต้องอ้าปากค้าง เธอรีบวางถังไม้ลงกับพื้นและปราดเข้ามาคุกเข่าอยู่ข้างๆ เตียงของมาร์โก้อย่างร้อนรน
“นายฟื้นแล้ว? อย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นมาสิ นายเจ็บหนักอยู่นะ”
มาร์โก้มองดูสีหน้าที่ร้อนรนนั้นอย่างแปลกใจเล็กน้อย เธอดูเหมือนเป็คนละคนกับที่เขารู้จักเมื่อวานทีเดียว ผิวรอบดวงตาสีทองที่เคยสดใสสว่างเมื่อวานในวันนี้กลับบวมและแดงช้ำเหมือนเธอเพิ่งผ่านการร้องไห้มาครั้งใหญ่ เส้นเืฝอยรอบั์ตาแดงขึ้นจนเห็นได้ชัด ดูท่าทางว่านอกจากจะร้องไห้มาเยอะแล้วเมื่อคืนเธอก็คงจะไม่ได้นอนเลยแม้แต่งีบเดียว มาร์โก้เหลือบตาไปมองดูถังไม้ที่เธอถือว่าและพบว่ามีผ้าขนหนูผืนหนึ่งพาดอยู่ด้วย ดูท่าทางมันจะเป็อย่างที่พระเ้าได้บอกไว้ เมื่อคืนเธอดูแลเขาอย่างหนักจนคาดไม่ถึงทีเดียว
“ฉันไม่เป็ไรแล้ว อย่าห่วงเลย”
“จะไม่เป็อะไรได้ยังไง!”
เสียงตวาดที่ดังสวนมาทำเอามาร์โก้เลิกคิ้วสูง เขาเงยหน้าขึ้นไปหาเด็กสาวก่อนจะชะงักเมื่อดวงตาคู่สวยนั้นเอ่อไปด้วยน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มในวินาทีต่อมา เอเลน่าใช้สองมือน้อยๆ นั่นปาดน้ำตาออกไปจากใบหน้า แต่เธอก็ต้องพบว่ายิ่งเธอปาดมันออกไปเท่าไหร่น้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากขึ้นเท่านั้น
“นายาเ็ขนาดนั้นแท้ๆ” เอเลน่าสูดน้ำมูกเบาๆ “นายไม่รู้รึไงว่าระหว่างที่นายสลบไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผิวนายแตกไปทั่วทั้งตัว เืซึมออกมาแทบทุกจุด แถมนายยังกระอักเืไม่หยุด ไข้ขึ้นสูงจนหมอที่คุณทิมส์พามาช่วยรักษานายยังแทบจะหมดหวังอยู่แล้ว แถมทั้งหมดนั่น...ทั้งหมดนั่นน่ะ....”
เสียงของเอเลน่ากลายเป็สั่นเครือด้วยแรงสะอื้น “ทั้งหมด..เพราะเพราะฉัน”
แล้วเด็กหญิงก็ยอมแพ้ เธอทรุดฮวบลงและทิ้งใบหน้าลงมายังฝ่ามือของตัวเองและเริ่มสะอื้น มาร์โก้ลอบถอนใจเบาๆ ก่อนจะเลือกนั่งนิ่งเฉย เด็กชายไม่ได้ปลอบโยนด้วยคำพูดหรือการกระทำอะไรเลยแม้แต่น้อย ความจริงแล้วเขาจะลูบหัวเธอ พูดปลอบใจแสดงให้เห็นว่าตัวเองสบายดี หรือแม้แต่จะดึงเธอเข้ามากอดก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำอะไรทั้งนั้น
เพียงปล่อยให้เวลาเยียวยาเด็กสาวตรงหน้าช้าๆ
เนิ่นนานหลายนาทีเอเลน่าก็เริ่มสงบลง เธอเงยหน้าขึ้นมามองมาร์โก้ด้วยดวงตาที่บวมแดงและจมูกสีเดียวกัน เธอสุดจมูกๆ เบาๆ สองสามครั้งก่อนจะปาดน้ำตาออกไป และรอบนี้เธอทำสำเร็จ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้ว
เด็กสาวยังคงก้มหน้า เพียงครู่เดียวที่เธอเงยหน้าขึ้นไปเมื่อครู่เธอก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังมองเธออยู่อย่างเงียบๆ แม้จะไม่ได้แสดงความห่วงใยอะไรออกมาผ่านทางการกระทำแต่นั่นกลับทำให้เธอสงบลงได้รวดเร็วกว่าที่คิด แต่กลายเป็ว่าตอนนี้เธอเริ่มจะมองหน้าเขาไม่ติดหลังจากที่เพิ่งปล่อยโฮต่อหน้าเขาไปเสียยกใหญ่ หลังจากห้าขวบมาเธอก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยร้องไห้ให้ใครเห็นแม้กระทั่งคนในครอบครัวของตัวเอง แต่วันนี้เธอกลับมาร้องไห้ต่อหน้าเด็กชายที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงแค่วันเดียว
“ฉันขอโทษนะที่ขโมยลูกแก้วของนายไป”
เด็กสาวพยายามคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นอย่างสุดความสามารถ ความเงียบก่อตัวขึ้นมาอึดใจหลังเธอพูดจบก่อนที่ฝ่ามือข้างหนึ่งจะวางลงมากลางศีรษะของเธอและขยับลูบอย่างแ่เบา การขยับอย่างอ่อนโยนนั้นสร้างความอบอุ่นอันไม่คุ้นเคยแพร่ไปตลอดร่างของเด็กสาวพร้อมๆ กับทำให้น้ำตาทำท่าจะไหลออกมาอีกครั้งจนเธอต้องรีบห้ามมันเอาไว้
“เธอปลอดภัยก็ดีแล้ว”
เมื่อมือของมาร์โก้ถอนไปเอเลน่าก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “นายหายดีแล้วจริงเหรอ”
“ใช่ ยังเหลืออาการตกค้างอีกนิดหน่อยแหละ แต่ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น” มาร์โก้ตอแหลเล็กน้อย เพราะถ้าอาการเขาหายเป็ปลิดทิ้งได้จริงๆ มันคงจะน่าสงสัยไม่ใช่น้อย
“ขอบคุณนะที่ช่วยฉันเอาไว้”
“อ่า ฉันออกมาช้าไปหน่อย เื่นั้นต้องขอโทษด้วย” มาร์โก้ยิ้มบางๆ “แต่ฉันรับมือพวกนั้นพร้อมกันไม่ไหวเลยรอโอกาสอยู่นานน่าดู”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก นายช่วยชีวิตฉันไว้นะ” เอเลน่าพยายามยิ้มแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ให้ความร่วมมือ “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยที่นายยกโทษให้ฉันและยอมช่วยฉันทั้งๆ ที่ฉันขโมยของสำคัญมาจากนายแบบนั้น”
“เื่สิ ใครยกโทษให้เธอกัน” มาร์โก้ตอบก่อนจะรีบพูดต่อเมื่อเห็นเอเลน่าทำสีหน้าเ็ป “แต่มันเอามารวมกันไม่ได้ เธอทำผิดต่อฉันมันก็เื่หนึ่ง แต่เื่ที่พวกนั้นทำผิดต่อเธอเป็อีกเื่หนึ่ง ไม่เกี่ยวหรอกว่าเธอจะทำดีกับฉันหรือทำอะไรแย่ๆ กับฉันมาก่อน ถ้ามีเด็กผู้หญิงถูกทำร้ายตรงหน้ามันก็ต้องเข้าไปช่วยอยู่แล้ว”
คำพูดนั้นทำเอาเอเลน่าต้องพิจารณาเด็กผู้ชายตรงหน้าเสียใหม่อีกหน ดูยังไงเขาก็อายุเท่าเธอแน่ๆ แต่ความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมาเมื่อคืนกลับไม่ใช่สามัญ แถมตอนนี้ ความคิดและมุมมองของเขาเป็อะไรที่แปลกใหม่สำหรับเธอเป็อย่างมาก มาร์โก้ไม่ได้พูดเพื่อรักษาหน้าตัวเอง เขาสามารถจะยกทุกอย่างเป็ความดีความชอบของตัวเองก็ได้ แต่เขาไม่ทำ เขาตำหนิเธออย่างตรงไปตรงมาและแยกประเด็นชัดเจน เป็การพูดแบบที่เธอไม่คุ้นเคยเอามากๆ ทีเดียว เนื่องจากตลอดมานี้เธอคุ้นเคยแต่พวกที่พยายามหาผลประโยชน์ให้แก่หน้าตาของตัวเองทั้งนั้น
“....ฉันขอโทษอีกครั้งนะที่ขโมยลูกแก้วของนายไป แล้วก็ขอโทษเื่ท่าทีกับการวางตัวของฉันที่ทำกับนายเมื่อวานด้วย”
เอเลน่าเอ่ยขอโทษอีกครั้ง แต่รอบนี้เธอจัดท่านั่งเสียใหม่และสบตากับมาร์โก้ตรงๆ และเอ่ยปากออกมาอย่างหนักแน่นจนมาร์โก้เลิกคิ้วกับท่าทีที่ตรงไปตรงมานั้น แต่เขาเองก็ชอบความตรงไปตรงมาอยู่แล้ว
“ฉันยกโทษให้เธอ...” เด็กชายเว้นจังหวะเล็กน้อย “แต่รบกวนบอกมาได้หรือเปล่าว่าทำไม?”
“..............” เอเลน่านิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะเริ่มเอ่ยปากพูด “ฉันชื่อเอเลน่า....เอเลน่า มาจอร์วิช”
ชื่อเต็มของเธอทำให้มาร์โก้ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย จริงๆ แล้วั้แ่มาโลกนี้และได้รับความทรงจำพื้นฐานมาเขาก็เห็นความแปลกประหลาดเื่ชื่อได้ทันที เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ที่โลกนี้จะมีเพียงชื่อโดยไม่มีนามสกุล นามสกุลนั้นจะเป็เพียงของพวกชนชั้นสูงเท่านั้น สำหรับท่าทีของเอเลน่าั้แ่เจอกันแวบแรกมาร์โก้จึงพอจะเดาออกแล้วว่าเธอเป็พวกลูกคุณหนูจากตระกูลไหนซักตระกูลอยู่แล้ว
“ฉันเป็ลูกสาวของเคานต์โครว์ และเคาน์ติสลิลลี่ผู้ปกครองเมืองทางเหนือที่ชื่อโดซ่าร์ เมื่อสี่ปีก่อนน้องชายฉัน วิลเลี่ยมเกิดมา ทำให้ฉันเริ่มถูกกดดันจากทางบ้าน”
มาร์โก้ฟังและพยักหน้าตาม โลกใบนี้อิงอะไรหลายอย่างมาจากยุโรปกลางและดำเนินต่อตามรูปแบบนิสัยและความเป็ไปของโลกนี้ทำให้เขาพอจะเข้าใจคร่าวๆ ในกรณีของผู้มีฐานันดรทั้งหลายแล้ว ถ้ามีเพียงบุตรสาวก็สามารถให้บุตรสาวสืบตำแหน่งของตัวเองต่อไปได้ แต่หากมีบุตรชายขึ้นมาในภายหลังบุตรสาวก็จะตกที่นั่งลำบากเนื่องจากโลกนี้ดูจะไม่ชอบระบบการปกครองที่มีผู้หญิงเป็ใหญ่เอาเสียเลย ตระกูลทั้งหลายที่ตกอยู่ในสถานะนี้จะมีทางเลือกไม่กี่ทางคือส่งลูกสาวที่โตกว่าลูกชายไปแต่งงานแก่ตระกูลอื่นเพื่อเปิดทางลูกชายบ้าง แต่หลายตระกูลก็ไม่อยากรอนานและเลือกใช้วิธีอย่างการขับไล่ออกจากตระกูลด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา หรืออย่างหนักก็ให้คนใช้พาไปเที่ยวและประสบอุบัติเหตุปริศนาไปซะเฉยๆ ก็มี
เกมการเมือง ไม่ว่าจะโลกไหนก็มีแต่เื่โหดร้ายล่ะนะ
“พวกเขาจะส่งฉันไปเป็ภรรยาคนที่13ของดยุคเรวินแต่ฉันไม่อยากไปใช้ชีวิตที่เหลือแบบนั้น พวกเขาเลยให้ข้อเสนอสองทางคือสอบเทียบเข้าโรงเรียนระดับ3ให้ได้ใน1ปี หรือไม่ก็หาเงินมาให้ได้1แสนเหรียญทองภายในสองปี ทางแรกฉันไม่คิดหวังเพราะแค่เข้าโรงเรียนระดับ4ได้ก็ดีแล้ว ฉันเลยคิดจะหาเงินให้ได้มากที่สุดแทน แล้วพอนายมาถึงฉันก็รู้ว่านายมีลูกแก้วผนึกอสูรอยู่ หลังกินข้าวนายก็หายไปและวางลูกแก้วทิ้งไว้ ฉันไม่รู้ว่านายเข้าไปอยู่ในนั้น ฉันก็เลย....”
“อา เข้าใจแล้ว”
มาร์โก้พยักหน้ารับเงียบๆ อย่างเข้าใจ เมื่อฟังเื่เล่าทั้งหมดนี้แล้วเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะเห็นใจเด็กสาวตรงหน้าขึ้นมาบ้าง ถึงมันจะเป็เื่ปกติในโลกนี้ก็ตาม แต่สำหรับโลกที่เขาจากมานั้นเื่พวกนี้หายไปนานเสียจนเหลือแค่ในหน้ากระดาษเท่านั้นเอง
“แล้วทำไมไม่ลองพยายามเข้าโรงเรียนระดับ3ให้ได้ในดูล่ะ”
“ไม่ไหวหรอก” เอเลน่าส่ายหัว “ฉันไม่ใช่คนที่มีพร์อะไร แต่สอบเข้าเนรุได้ก็ดีพอแล้ว เื่ท่องจำอาจจะพอไหว แต่เื่การต่อสู้น่ะฉันทำได้แค่เวทมนตร์ระดับ2เท่านั้นเอง 1ปีอาจจะฟังดูนาน แต่แค่จะขึ้นเป็ลำดับต้นๆ ของโรงเรียนนี้ยังยากเลย แถมฉันยัง...”
“เหอะ...ยอมแพ้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองเนี่ยนะ”
มาร์โก้พ่นลมพรืดออกจากจมูก ความจริงแล้วการยอมรับเหตุการณ์ตรงหน้าตามเหตุผลก็เป็อะไรที่เขาทำเป็ประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่กับหลักการเวทมนตร์ง่อยๆ ของโลกนี้แน่ ถ้าเผ่าอาราธีร์อย่างเธอได้ฝึกดีๆ ล่ะก็มีหวังพัฒนาไปได้ไวกว่าเขาด้วยซ้ำ
“ยอมแพ้เหรอ? นาย...”
เอเลน่าพูดออกมาได้แค่นั้นก่อนจะรีบข่มใจกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป ถึงทางบ้านจะกดดันมากแค่ไหนแต่ก่อนหน้านี้เธอก็ยังคงเป็บุตรีแห่งเคานต์ของเมืองๆ หนึ่ง ชีวิตประจำวันที่ส่วนใหญ่เจอกับเมดนั้นทำให้เธอไม่ชินกับการรับมือการโต้ตอบแบบที่มาร์โก้ทำเลยแม้แต่น้อย
“ตอนทดสอบพลังเวทย์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ฉันเริ่มต้นด้วยพลังเวทย์ไม่ถึง60ด้วยซ้ำ”
คำกล่าวของมาร์โก้ทำเอาเอเลน่าอ้าปากค้างจนคางแทบจะกระทบพื้น ท่าทางยามพูดที่ไม่ใช่การคุยโม้เพื่อโอ้อวดนั่นยิ่งยืนยันกับเธอว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดน่าจะไม่ใช่เื่โกหก และเท่าที่ดูเขาเองก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องโกหกเธอด้วย
แต่ทำไมนายคนนี้ถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนั้น? เธอเองมีพลังเวทย์เริ่มต้นที่350ยังไม่สามารถเทียบเคียงอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย ต้องใช้ทรัพยากรมากแค่ไหนกันถึงส่งเสริมเขามาจนถึงจุดๆ นี้ได้
“ทั้งหมดมาจากการฝึกฝนเท่านั้น” มาร์โก้กล่าวต่อเรียบๆ “เธอเองก็อย่าเพิ่งละความพยายามทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองสิ แค่โดนเป่าหูว่าไร้พร์ก็ถอดใจได้ซะที่ไหนกัน? ถ้าเธอฝึกดีๆ ล่ะก็โรงเรียนระดับ3น่าจะต้องมาก้มหัวขอร้องให้เธอไปเรียนด้วยซ้ำ”
อ๊ะ เผลอติดนิสัยลุงวัยกลางคนจากโลกก่อนสั่งสอนไปซะแล้วแฮะ
เอเลน่าเองก็คอตกลงไปเล็กน้อยจนมาร์โก้ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่มาร์โก้ก็ยังถือว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นถูกต้องอยู่ดี อีกอย่างเอเลน่าเองก็ยังเป็ถึงเผ่าพันธุ์อาราธีร์ เผ่าที่ถือว่าแข็งแกร่งอย่างมากในโลกนี้อยู่ดี ถ้าได้รับการดูแลอย่างดีล่ะเธอน่าจะเก่งกว่านี้เหมือนกลายเป็คนละคนได้เชียวล่ะ
และเหนืออื่นใด ถ้าเธอเก่งขึ้นมาจริงๆ ก็จะเป็กำลังเสริมให้กับภารกิจเขาได้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้คนที่เขาหมายตาไว้ก็คือโนเอลกับโอคัสจากหมู่บ้านเดียวกันแต่เขาก็ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับพัฒนาการของทั้งสองคนเท่าไหร่นักเนื่องจากเขาไม่ได้อยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยชี้แนะ แต่ถ้าเกิดว่าเป็ใครสักคนที่นี่ละก็เขาก็สามารถที่จะช่วยฝึกและชี้นำได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
“เอ่อ...มาร์โก้” เอเลน่าพูดขึ้นอย่างกล้าๆ กลัว “นาย...”
“มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
เอเลน่าก้มหน้าลงอยู่หลายอึดใจก่อนจะเงยกลับขึ้นมาด้วยสายตามุ่งมั่น “ได้โปรดช่วยฝึกฉันที มาร์โก้” เธอกล่าว “ช่วยให้ฉันเข้าโรงเรียนระดับ3ได้ภายใน1ปีที”
“ฉันไม่อยากให้เธอคิดเอาเองนะ เอเลน่า” มาร์โก้กอดอก “ฉันยังไม่รู้ระดับความสามารถเธอ แล้วก็ไม่รู้ว่าเธอจะพัฒนาไหวรึเปล่าด้วย แถมวิชาเรียนในโรงเรียนจะกระทบกับเราขนาดไหนก็ยังไม่รู้ อีกอย่างการฝึกของฉันน่ะไม่ใช่หมูๆ หรอกนะ”
เมื่อฟังคำกล่าวของเด็กหนุ่ม น้ำตาของเอเลน่าก็ดูเหมือนจะปริ่มออกมาอีกครั้ง “ได้โปรด มาร์โก้ อย่างน้อยก็ช่วยฝึกให้ฉันเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องเป็โจรไปตลอดแน่ๆ ถ้าเธอช่วยฝึกให้ฉันล่ะก็ ไม่ว่าเธอจะให้ทำอะไรฉันก็ยอม!”
“เฮ้ๆๆ” มาร์โก้เลิกคิ้วสูง “ไม่ว่าจะทำอะไรงั้นเหรอ? ที่เธอพูดออกมานี่รู้รึเปล่าว่ามันหมายความว่ายังไง”
เหมือนเอเลน่าเองก็เพิ่งจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่เธอพูดออกไปในวินาทีนี้เอง ใบหูสองข้างของเธอค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นมาพร้อมๆ กับการก้มหน้าหลบสายตา เด็กสาวช้อนตาขึ้นมามองมาร์โก้เป็ระยะก่อนจะพูดอ้อมแอ้มจนแทบไม่ได้ยิน
“ถ..ถ้าเป็นาย..อย่างน้อยก็ดีกว่าดยุคเรวิน...”
หัวใจของมาร์โก้ราวกับจะเต้นผิดจังหวะ เด็กชายรีบข่มอารมณ์ตัวเองลงสุดความสามารถ ยัยเด็กคนนี้! รู้รึเปล่าว่าตัวเองพูดอะไรออกมาน่ะ!
“อ่างั้นก็....ตกลง”