ตอนที่ 14 กำแพงยักษ์ที่มองไม่เห็น
องค์ชายสามเดินวนไปวนมาอยู่นอกท้องพระโรง ตั้งแต่เจอนางที่ร้านหนังสือในวันนั้น นี่ก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว แต่ยังหานางไม่เจอเลย มันเป็นไปได้อย่างไร แล้วเสด็จอาเล่า หานางเจอหรือไม่“เสด็จอา...”จินเยี่ยหยางหันไปมองตามเสียงเรียก แค่เห็นใบหน้างดงามดุจบุปผาของหลานชายก็รู้สึกหงุดหงิด เพราะอีกฝ่ายยังตามหาสตรีนางนั้นอยู่อย่างไม่ย่อท้อเช่นกัน ทำไมจินซีเถียนยังต้องตามหานางด้วย แล้วก็ส่งเสียงทักผู้ที่อายุห่างกันเจ็ดปีออกไป“เจ้า...”“เสด็จอา...” องค์ชายสามเข้าไปทำความเคารพอย่างรวดเร็ว เป็นญาติพี่น้องกันก็จริง แต่การวางตัวเหินห่างนัก การให้ความสนิทสนมกับใครไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ ในวังหลวงและนอกวังหลวง“มีอะไร” จินเยี่ยหยางเข้าประเด็นเสียงดุดัน“คือหม่อมฉัน...หม่อมฉันอยากจะถามอะไรเสด็จอาสักหน่อย”“เจ้าจะถามอะไรข้า” เขาวางตัวเหินห่างเพื่อป้องกันความปลอดภัยของตัวเองและอีกฝ่าย อำนาจราชศักดิ์ไม่ใช่สิ่งที่หอมหวานแม้แต่น้อย บัลลังก์มังกรเต็มไปด้วยพิษร้ายอันน่ากลัว แต่เหล่าองค์ชายก็ยังคงอยากที่จะแย่งชิงกันอย่างไม่ลดละ“หม่อมฉันรู้ว่าเสด็จอากำลังตามหาสตรีนางหนึ่งอยู่เช่นกัน สองเดือนแล้วที่หม่อมฉันตามหานางเช่นกัน แต่หม่อมฉันไม่พบเบาะแสของนางแม้แต่น้อย”“แล้วอย่างไร” จินเยี่ยหยางเอ่ยตำหนิ เพราะความมุ่งมั่นของอีกฝ่ายรบกวนจิตใจให้หงุดหงิด“หม่อมฉันถูกใจในตัวนางยิ่งนัก!” ผู้มารอพบเผยรอยยิ้มกว้าง แม้จะชนเข้ากับกำแพงใหญ่ยักษ์เต็มแรง แต่ก็ยังกล่าวออกมาอีกน้ำเสียงนุ่มนวล “หม่อมฉันคิดที่จะรับนางเป็นสนม”“เจ้ายังไม่รู้เลยว่านางเป็นคุณหนูสกุลใด พบนางแค่ครั้งเดียวก็จะรับเป็นสนมแล้วอย่างนั้นหรือ แม้แต่หน้าตาของนาง เจ้าก็ยังไม่เคยเห็น” จินเยี่ยหยางตำหนิตรงๆ อย่างไม่ไว้หน้า“เอ่อ...” ผู้ที่ถูกตำหนิโต้ตอบไม่ออก“ไม่มีอะไรแล้วใช่หรือไม่...เจ้าไปได้!”เขาเบือนใบหน้าหนี แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าขับไล่ แต่จินซีเถียนไม่ยอมถอดใจ ยังพูดขึ้นมาอีก“คือว่า...”“มีอะไรอีก!”ดวงตาคมกริบประดุจกรงเล็บเหยี่ยวที่จะจิกทึ้งเหยื่อปราดมองมา สันหลังของผู้ที่ถูกมองหนาววาบ หลั่งเหงื่อเย็นที่หนังศีรษะ ทว่ามีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ในร่าง อนาคตอาจจะได้เป็นองค์ฮ่องเต้ มีหรือที่จะกลัว แค่เกรงเท่านั้น เพราะคนตรงหน้าคือมหาบุรุษที่ปกป้องแคว้นจ้าว มือกำกระบี่ ดาบ ทวน และธนูเข่นฆ่าศัตรูมาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรในสนามรบ แต่ยังไม่มีจิตสังหารออกมา“ยังไงเสด็จอาก็ตอบด้วยเถิด...ว่าเจอนางหรือไม่”“ข้าเจอแล้วทำไม”“เจอแล้วอย่างนั้นหรือ” จินซีเถียนมีสีหน้าดีใจขึ้นมา“ข้ายังพูดไม่จบ!”“อ้าว...”“เจ้า...”“ท่านอ๋องกับองค์ชายสามสนทนาอะไรกันอย่างนั้นหรือ ข้าขอร่วมวงด้วยได้หรือไม่” เสนาบดีฝ่ายซ้ายเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้ารื่นเริง สองมือไพล่อยู่ทางด้านหลัง แววตาคมกริบเจ้าเล่ห์นักจินเยี่ยหยางเผยสีหน้าอึมครึม ส่วนองค์ชายสามถอยหลังเพื่อรับการคารวะจากอีกฝ่ายที่แม้จะเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ค้ำจุนบัลลังก์ขององค์ฮ่องเต้ แต่ก็ยังต้องทำการเคารพเขา“คารวะองค์ชายสาม สุขสำราญดีหรือไม่”“ข้าสุขสำราญสบายดี”“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเห็นว่าองค์ชายดูไม่ค่อยจะสบายดีสักเท่าไร” โอวหยางไป๋พูดแล้วก็หัวเราะเบิกบานแต่เสียงแผ่วเบา“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร” จินซีเถียนโดนหยอกเย้าแบบนี้ก็รู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาเล็กน้อย“เพราะสตรีนางหนึ่งเป็นแน่แท้ ที่ทำให้องค์ชายสามมาพบกับท่านอ๋อง” โอวหยางไป๋พูดแล้วชำเลืองสายตาไปทางจินเยี่ยหยางยิ้มๆ“ท่านรู้ได้อย่างไร” จินซีเถียนมีสีหน้าระมัดระวัง เพราะโอวหยางไป๋เป็นบุรุษเจ้าเล่ห์เพทุบาย กลิ้งกลอก และเจ้าแผนการ“เพราะว่ากระหม่อมคิดที่จะลงชิงชัยด้วยแล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสามไม่รู้หรือไร”“หมายความว่าอย่างไร”“กระหม่อมคิดว่ากระหม่อมหาตัวนางเจอแล้ว” โอวหยางไป๋พูดแล้วเบนสายตาไปทางจินเยี่ยหยางยิ้มๆ อีกครั้ง เพราะรู้ว่าจินอ๋องก็หาตัวนางเจอแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใช่หรือไม่“ท่านพูดจริงหรือ” โอรสขององค์ฮ่องเต้ฟังแล้วขมวดหัวคิ้ว พร้อมกันนั้นก็นึกแปลกใจ ทำไมเสนาบดีฝ่ายซ้ายถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือว่าจะถูกใจนางเช่นกัน“จริงพ่ะย่ะค่ะ เหลือแค่ยืนยันว่าเป็นนางใช่หรือไม่” โอวหยางไป๋ตั้งใจเข้ามากวนน้ำให้ขุ่นแท้ๆ“นางเป็นใคร ชื่อแซ่อะไร” จินซีเถียนถามกลับในทันทีอย่างดีอกดีใจ“พวกเจ้าอยากเสวนากันก็เสวนาไป ข้าขอตัวก่อน” แม่ทัพไร้พ่ายหมุนตัวแล้วเดินจากไป ภายใต้ท่าทางที่ดูนิ่งสงบและเยือกเย็นเต็มไปด้วยความร้อนรน เพราะอยากเป็นคนแรกที่พิสูจน์ว่าคือนางใช่หรือไม่“เดี๋ยวสิ! องครักษ์หนิงอยู่ไหนหรือท่านอ๋อง”จินเยี่ยหยางไม่หันกลับมาตอบ โอวหยางไป๋ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังตะโกนตามหลังน้ำเสียงรื่นเริงอีกครั้ง ใบหน้ายังมีรอยยิ้มให้เห็น“ข้าฝากบอกข่าวองครักษ์หนิงหน่อย ข้าคิดถึงเขามาก ข้าไม่ได้เห็นหน้าเกือบหนึ่งเดือนแล้ว”จินซีเถียนฟังแล้วถึงกับสะอึก เสนาบดีฝ่ายซ้ายพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ฝากความคิดถึงไปยังองครักษ์หนิงที่เป็นองครักษ์ป้ายทองขั้นหนึ่งข้างกายเสด็จอา หรือว่าเสนาบดีฝ่ายซ้ายจะเป็นต้วนซิ่วตามคำเล่าลือจริงๆโอวหยางไป๋เบนสายตากลับมาเห็นแววตาแบบนั้น ทว่าบนใบหน้าก็ยังคงปรากฏรอยยิ้มละไม เสนาบดีฝ่ายซ้ายฟังอีกฝ่ายถามออกมา“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย...มีข่าวว่าท่านเป็นต้วนซิ่ว”“แล้วองค์ชายสามคิดว่าอย่างไร” โอวหยางไป๋ถามกลับน้ำเสียงรื่นเริงยิ่งนัก ใบหน้าคมคายยังปรากฏรอยยิ้มไม่ถือสา ทั้งที่คำถามนั้น...องค์ชายสามไม่ควรที่จะถามออกมา“ท่าน...” จินซีเถียนไม่กล้าเอ่ยคำตอบ“หมดสนุกเสียแล้ว ข้ากลับดีกว่า”“เดี๋ยวสิ!” จินซีเถียนรีบรั้งเอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไป “ท่านบอกว่า...ท่านพอจะรู้ว่านางเป็นใคร ข้าอยากเจอนางอีกสักครั้ง”“อยากเจออย่างเดียวอย่างนั้นหรือ...กระหม่อมได้ยินแว่วๆ ว่าอยากจะรับเป็นสนม”“ก็ใช่อยู่” จินซีเถียนไม่กล้ายิ้มออกมา เพราะเริ่มสัมผัสได้ถึงกำแพงใหญ่ที่มองไม่เห็นตั้งอยู่ตรงหน้า บุรุษผู้นี้น่ากลัวไม่แพ้เสด็จอา เห็นใบหน้ายิ้มๆ อย่างนี้เถอะ แต่โหดเหี้ยมยิ่งนัก“กระหม่อมบอกให้ก็ได้” โอวหยางไป๋รู้สึกสนุกยิ่งนักกับเรื่องนี้ นานๆ จะมีเรื่องให้แหย่จินเยี่ยหยางสักที“โปรดให้คำตอบข้าด้วยเถิด” จินซีเถียนล้างหูรอฟัง“นางเป็นคุณหนูใหญ่สกุลจาง บิดาดำรงตำแหน่งอาลักษณ์ขั้นหก แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใช่นางหรือไม่เพราะนางไม่ได้อยู่เมืองหลวงในเวลานี้”“นางไม่ได้อยู่เมืองหลวง นางชื่อแซ่อะไรอย่างนั้นหรือ แล้วนางอยู่ที่ใดในตอนนี้” เขาอยากเห็นใบหน้าจริงๆ ของนางใจจะขาดแล้ว“นางมีชื่อแซ่ว่า...จางหานเฟิ่ง ได้ยินว่าไปทำบุญสวดมนต์ให้แก่มารดาที่ล่วงลับ”“ที่ไหน”“วัดไท่เฉิน”“แล้วปีนี้นางอายุเท่าไร”“จิ๊...จิ๊...องค์ชายสาม จะให้กระหม่อมตอบโดยไร้ผลประโยชน์ตอบแทนอย่างนั้นหรือ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายเผยรอยยิ้มขบขันขึ้นมา ท่วงท่าปลอดโปร่งดูราวกับโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดทำให้เคร่งเครียดได้“อ่า...ท่านต้องการอะไร” จินซีเถียนถามกลับอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกลัวถูกเล่นงานกลับ แม้จะยังไม่ใช่ศัตรูกันในเวลานี้ แต่ในอนาคตไม่แน่ บางสิ่งบางอย่างมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา“กระหม่อมต้องการให้องค์ชายหาคำตอบเอง ฮา...ฮา...”“นี่ท่าน!”“กระหม่อมขอตัว”จินซีเถียนมองแผ่นหลังของโอวหยางไป๋ที่เดินออกไป แววตาวาววับขึ้นด้วยความดีใจ อุตส่าห์ได้ข้อมูลมาถึงขนาดนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใช่หรือไม่ จึงคิดที่จะยืนยันด้วยตัวเอง“เหยียนกง!”บุรุษผู้หนึ่งถือกระบี่เดินเข้ามา ในอกเสื้อซุกป้ายทองที่มีเพียงแค่องครักษ์ขั้นหนึ่งเท่านั้นที่ถือได้อยู่แผ่นหนึ่ง เมื่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าองค์ชายสาม จินซีเถียนก็เอ่ยขึ้นอีก“ได้ยินแล้วใช่หรือไม่...ไปกัน!”“พ่ะย่ะค่ะ!”