[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 7 เจ้าของที่ดิน (1.1) (รีไรต์)

    พวกเราเดินตามหลังอีจีฮเยเข้าสู่ชุงมูโร ยูซังอามองประตูชานชาลาที่แตกเสียหายแล้วเอ่ยขึ้น

            “...บรรยากาศดูวุ่นวายชอบกลนะคะ”

            พอเดินไปตามรางรถไฟสายสาม ปีนขึ้นสู่ด้านบนพวกเราก็เห็นคนหลายกลุ่มกำลังนั่งจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันอยู่

            [เข้าสู่เขตชุงมูโร]

            [ปัจจุบันซีนาริโอหลักที่ 3กำลังดำเนินอยู่]

            [ช่อง #GIR-8761 กำลังเปิดให้บริการ]

            [ช่อง #BIR-3642 กำลังเปิดให้บริการ]

            ตั้งแต่ชุงมูโรเป็นต้นไปขนาดของซีนาริโอจะขยายใหญ่ขึ้น ดังนั้นจำนวนช่องของโทแกบีก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วยตั้งแต่นี้ไปบีฮยองเองก็จะต้องทำงานอย่างแข็งขันด้วยเหมือนกัน

            ชายวัยกลางคนหลายคนสังเกตเห็นพวกเราและยกมือขึ้นโบกพลางเดินเข้ามาทางนี้

            “โอ้ ซามูไรตัวน้อยพาคนใหม่มาเหรอ”

            “อือ”

            ซามูไรงั้นเหรอพูดแบบนั้นได้ก็เพราะไม่รู้จักผู้สนับสนุนเบื้องหลังของอีจีฮเยสินะ

            “ดื่มเหล้ากันอีกแล้ว?”

            “ฮ่า ๆ ๆ!โลกมันก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว ไม่ให้ดื่มเหล้าแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ”

            ชายวัยกลางคนพวกนั้นอ้วนพุงพลุ้ยเหมือนพวกนายหน้าค้าที่ดินพวกเขาผ่อนคลายกันมาก ไม่เหมือนคนที่ประสบกับภัยพิบัติเลยสักนิดอีกอย่างแต่ละคนยังมีอาวุธติดไม้ติดมือกันคนละชิ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ

            แตกต่างจากสถานีกึมโฮอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคือของจริงสินะ

            “ว่าแต่พวกนายทะลุมาจากอุโมงค์ทงแดงั้นเหรอน่าทึ่งชะมัด...มีเหรียญกันเยอะมั้ย”

            ตอนนั้นเองสายตาของหนึ่งในกลุ่มชายวัยกลางคนก็หันไปมองทางยูซังอา

            “สาวน้อยตรงนั้นน่ะชื่ออะไรมีห้องราคาถูกอยู่นะ ให้เช่าเอามั้ย”

            “...ห้องเหรอคะ”

            “ฮ่า ๆเธอยังไม่รู้ระบบของที่นี่สินะ ที่นี่น่ะ...”

            อีจีฮเยเอ่ยแทรกชายวัยกลางคนขึ้นมา

            “ลุง อย่ามาหลอกเด็กใหม่แบบนี้ ขึ้นไปข้างบนได้แล้วไป”

            “เหอะ ยังไงพวกเขาก็ต้องรู้อยู่ดีพวกเราทำแบบนี้ก็เพื่อให้ทุกคนรอด...”

            “ไม่อยากเจ็บตัวก็ไสหัวไป”

            คำพูดของอีจีฮเยที่ชักดาบคมกริบขึ้นมาทำให้สีหน้าของเหล่าชายวัยกลางคนซีดเผือด

            “เด็กตัวแค่นี้เรียนรู้แต่เรื่องแย่ๆ...”

            “เฮ้ คุณคัง หยุดได้แล้ว ไปเถอะ”

            กลุ่มชายวัยกลางคนหมุนตัวเดินจากไปด้วยท่าทางเสียดายหลังจากพวกเขาหายไปตามทางเดินที่ใช้เปลี่ยนไปยังรถไฟสายสี่อีจีฮเยจึงค่อยเก็บดาบลง

            “ฉันพามาแล้วตั้งแต่นี้ไปก็จัดการกันเอาเองแล้วกัน ฉันไม่อยากเล่นบทเป็นพ่อแม่ใคร”

            เด็กนี่พูดจาหยาบคายไร้มารยาทจริง ๆผมหันไปมองรอบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง

            ชุงมูโร เวทีหลักของซีนาริโอหลักที่ 3 แห่งนี้มีกฎระเบียบแตกต่างจากที่พวกเราเผชิญมาจนถึงตอนนี้อย่างสุดขั้ว

            “สะ...ไสหัวไปไกล ๆ!ถ้าเข้ามาใกล้ละก็ ฉันจะฆ่าทิ้งให้หมด...”

            บริเวณกลางชานชาลารถไฟสายสามชายหนุ่มคนหนึ่งยืนถือมีดข่มขู่คนรอบ ๆใต้ฝ่าเท้าของเขามีแผ่นกระเบื้องขนาดประมาณหนึ่งพยอง[1] แสงสีเขียวอ่อนส่องสว่างอยู่เหนือกระเบื้องแผ่นนั้นยูซังอาเอ่ยถามขึ้น

            “...ทำไมทำแบบนั้นล่ะคะ”

            “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”

            ความจริงแล้วผมพอจะคาดเดาได้ราง ๆ แต่ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดออกไปให้พวกสมาชิกกลุ่มกลัวกันตอนนี้

            ทั่วชานชาลารถไฟสายสามมีคนหลายคนนั่งอยู่สภาพของคนเหล่านี้ดูซอมซ่อเหมือนกับชายคนที่ถือมีดนั่นช่างแตกต่างจากกลุ่มชายวัยกลางคนเมื่อครู่นี้ พวกเขามีสีหน้าสิ้นหวังผมเหลือบมองพวกเขาก่อนจะถามอีจีฮเย

            “ยูจุงฮยอกก็อยู่ที่นี่ใช่มั้ย”

            คำว่า ‘ยูจุงฮยอก’ ทำให้อีจีฮเยที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปรีบหันขวับกลับมาทันทีแววตาเปี่ยมไปด้วยความระแวดระวัง

            “...นายมันอะไรเนี่ย”

            ดูจากวิธีการพูดจาแล้วยูจุงฮยอกคงทำเด็กนี่เสียคนไปแล้วสินะ ก็พอจะเข้าใจได้อยู่กลุ่มดาวระดับเทพสงครามแห่งท้องทะเลเป็นสิ่งที่ต่อให้พลิกทั่วแผ่นดินเกาหลีก็ยังหาได้ยากเพราะฉะนั้นถ้าผมเป็นยูจุงฮยอกละก็ทันทีที่มาถึงชุงมูโรผมก็คงมาหาเด็กคนนี้ก่อนเหมือนกัน

            “ฉันเป็นสหายของยูจุงฮยอกที่รอดตายกลับมาได้”

            “...สหาย? ไม่มีทาง”

            อีจีฮเยมองผมด้วยแววตาสงสัยผมยักไหล่ไม่ยี่หระอะไร

            “บอกเจ้านั่นแบบนั้นเดี๋ยวเขาก็เข้าใจเองว่าแต่ตอนนี้ยูจุงฮยอกอยู่ที่ไหน”

            “...ตอนนี้อาจารย์ไม่อยู่”

            “งั้นเหรอ แบบนี้ก็แย่น่ะสิฉันมีเรื่องที่ต้องบอกเขาให้ได้เสียด้วย”

            อีจีฮเยขมวดคิ้วมุ่นในขณะที่มองหน้าผมอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง

            นั่นสินะผมรู้ดีอยู่แล้วว่าเธอคนนี้คิดยังไงกับยูจุงฮยอกอีกอย่าง...‘อาจารย์’งั้นหรือ...แบบนี้การจะแย่งตัวจอมทัพคนนี้ไปคงยากน่าดู

            อีจีฮเยตะโกนเรียกเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งยอง ๆ เคลิ้มจะหลับอยู่ในมุมหนึ่ง

            “เฮ้ย นาย!”

            “คะ...ครับ!”

            “เฝ้าคนพวกนี้ไว้ให้ดีฉันจะไปหาอาจารย์หน่อย”

            เด็กหนุ่มคนนั้นมองพวกเราด้วยแววตาสับสน

            “...คนพวกนั้นเป็นใครเหรอครับ”

            “ไม่รู้เห็นว่าเป็นเพื่อนอาจารย์!”

            ผู้คนที่นอนอยู่รอบชานชาลาหันหน้ามาเมื่อได้ยินคำพูดของอีจีฮเยพวกเขาครึ่งหนึ่งมีสีหน้าทึ่ง อีกครึ่งมองพวกเราด้วยความหวาดระแวง

            “...เพื่อนคุณยูจุงฮยอก?”

            เด็กหนุ่มวิ่งหอบแฮกเข้ามาหยุดตรงหน้าพวกเราเขาเป็นเด็กผู้ชายที่ดูแล้วน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอีจีฮเย

            “เป็นเพื่อนของคุณยูจุงฮยอกจริง ๆหรือครับ”

            ลองได้มองนัยน์ตากระจ่างใสเบิกกว้างของเด็กหนุ่มนี่แล้วคงไม่มีใครสามารถโกหกเขาได้ลงแต่นั่นก็เฉพาะคนปกติธรรมดาเท่านั้น

            “เพื่อนสนิทเลยละ”

            คิด ๆ ดูแล้วระยะหลังมานี่ผมเองก็ไม่ใช่ ‘คนปกติธรรมดา’ สักเท่าไหร่

            อย่างน้อยก็สำหรับที่นี่

             

    ระหว่างที่ยูซังอาคอยช่วยดูแลจองฮีวอนที่สลบไป ผมก็มานั่งฟังเรื่องเกี่ยวกับชุงมูโรจากเด็กหนุ่ม

            เด็กหนุ่มคนนี้เป็นหนึ่งในสาวกกลุ่มเล็ก ๆที่ติดตามยูจุงฮยอกด้วยกันกับอีจีฮเย

            “...เพราะฉะนั้นพวกเราเลยติดตามคุณยูจุงฮยอกครับนี่ฟังอยู่หรือเปล่า”

            “อืม”

            แน่นอนว่าผมไม่ค่อยได้สนใจฟังเท่าไหร่เพราะเรื่องวีรกรรมดุจฮีโร่ของไอ้โรคจิตยูจุงฮยอกนั่นไม่ได้น่าสนุกเลยสักนิดเอาเป็นว่าสรุปสั้น ๆ คือ...

            “ยูจุงฮยอกปรากฏตัวขึ้นที่นี่เมื่อสามวันก่อนช่วยชีวิตพวกนายรวมถึงอีจีฮเยจากสัตว์ประหลาด สรุปว่าเป็นแบบนั้นใช่มั้ย”

            พอเห็นประสบการณ์ของตัวเองถูกรวบรัดตัดทอนจนสั้นกุดเด็กหนุ่มก็มีสีหน้าว่างเปล่า

            “อ่าพอพูดแบบนั้นก็กลายเป็นเรื่องเรียบง่ายไปเลย...”

            ดูจากสีหน้าแล้วเหมือนว่าพวกนี้จะถูกยูจุงฮยอกครอบงำจนกู่ไม่กลับแต่ก็นะ จู่ ๆ มีคนปรากฏกายขึ้นพร้อมพลังอันแข็งแกร่ง แล้วช่วยชีวิตพวกตัวเองเอาไว้ถ้าไม่จงรักภักดีต่อคนคนนั้นก็คงจะเป็นเรื่องแปลกยิ่งกว่า

            เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้รู้อะไรเอาเสียเลยการที่เขารอดมาได้ไม่ใช่เพราะยูจุงฮยอกเป็นคนจิตใจดีแต่เป็นเพราะโชคดีที่พวกเขาอยู่ด้วยกันกับอีจีฮเยในตอนนั้นต่างหากล่ะ

            “ฉันสงสัยอยู่หลายเรื่องเลยขอถามหน่อยได้มั้ย”

            ระหว่างที่ผมกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดอีฮยอนซองก็เริ่มถามคำถามอย่างสุภาพ

            “ครับ ถามมาได้เลย”

            “ที่นี่หาอาหารกันยังไง”

            “เรื่องนั้นจะบอกว่าหาอาหารมันก็น่าอายนิดหน่อย...ผมและคนส่วนใหญ่ได้แต่พึ่งพาจีฮเยน่ะครับจีฮเยออกไปล่า แล้วค่อยไปขอให้คุณยูจุงฮยอกช่วยทำอาหารให้...”

            ไม่รู้ว่าลงมือทำเช็กลิสต์ตั้งแต่เมื่อไหร่อีฮยอนซองเริ่มจดบันทึกลงในสมุดโน้ตอย่างละเอียดทีละข้อคงกลัวคนไม่รู้มั้งว่าเป็นทหาร

            “แล้วเรื่องน้ำล่ะ”

            “พวกเราแลกเปลี่ยนกับ‘สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน’ ชั้นบนโดยใช้เหรียญหรือไม่ก็อาหารครับ”

            “...สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน?”

            ผมปรับท่าเป็นนั่งตัวตรงท่าทางเรื่องราวหลังจากนี้จะน่าสนใจ เด็กหนุ่มเปิดปากพูดอย่างลังเล

            “มีพวกคุณลุงเจ้าของที่ดินที่ครอบครองพื้นที่ชุงมูโรแต่เดิมน่ะครับคนพวกนั้นครอบครองพื้นที่ชั้นบน เราเลยเรียกพวกเขาว่าสมาพันธ์เจ้าของที่ดิน”

            สมาพันธ์เจ้าของที่ดินชุงมูโรเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงใน ‘สามวิธีรอด’

            “พวกเขาเป็นคนแบบไหน”

            “เรื่องนั้น...ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี...”

            ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องถามเลยถ้าเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์เอาไว้ละก็คนที่ยึดครองชุงมูโรอยู่ในตอนนี้น่าจะเป็นหนึ่งใน ‘สิบอสูร’

            “ก็แค่เจ้าของที่ดินน่ะครับ”

            คำตอบที่หลุดออกมาพร้อมกับเสียงถอนหายใจเป็นคำตอบที่หมายความตามตัวอักษรพวกนั้นเป็นเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินที่เอาแต่เรียกเก็บค่าเช่าตามอำเภอใจ


    [1] 1 พยอง (평) เทียบเท่ากับพื้นที่ประมาณ3.3 ตารางเมตร

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT) ที่คุณอ่าน