(จบ)ย้อนกลับมามีชีวิตรักอันหวานปานน้ำผึ้งกับสามีสุด(ฮอต)เนิร์ดในยุค80

    บทที่ 52 ขั้นแรกของการล้างแค้น

    บทที่ 52 ขั้นแรกของการล้างแค้น



    เซี่ยอวิ้นหนิงรู้สึกหวั่นไหวกับท่าทางน่ารักทว่าดูจริงจังของลู่จิ่วอัน เขาจ้องมองใบหน้าสดใสเป็นประกายของเธอและพูดอย่างอ่อนโยนว่า “คนทั่วไปสามารถระบุตัวตนของสายลับโดยดูจากเรื่องพวกนี้


    ข้อหนึ่ง รู้จักกันโดยบังเอิญ แต่ดูเป็นมิตรและกระตือรือร้นผิดปกติ


    ข้อสอง ทำงานในหน่วยงานระดับชาติและมีส่วนร่วมในโครงการสำคัญ


    ข้อสาม ทำงานในตำแหน่งสำคัญ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้


    ข้อสี่ มีนิสัยชอบใช้เงิน ใช้ความสวยความหล่อล่อให้ติดกับ


    ข้อห้า ฝ่าฝืนกฎระเบียบของหน่วยงานหรือฝ่าฝืนนโยบายระดับชาติ


    ข้อหก ชอบเข้ามาพูดคุยด้วยเพื่อล้วงข้อมูลสำคัญ”


    ลู่จิ่วอันชูนิ้วไปตรงหน้าเซี่ยอวิ้นหนิงเพื่อบ่งบอกว่าเป็นฉินโฉ่วอี


    “เขาตรงกับข้อแรกเป๊ะเลย! ฉันเพิ่งเจอเขาวันนี้เป็นครั้งแรก แต่เขาดูกระตือรือร้นมาก อีกอย่างฉันก็บอกไปแล้วว่าไม่ถูกกับภรรยาผู้อำนวยการ แล้วผลเป็นยังไง หล่อนมาขอโทษฉันถึงที่นี่แถมยังขอให้ฉันเป็นนางแบบให้เขาอีก เซี่ยอวิ้นหนิง คุณว่ามันไม่น่าสงสัยเหรอ?”


    เซี่ยอวิ้นหนิงยิ้มเห็นด้วย

    “น่าสงสัยจริง ๆ ด้วย”


    เมื่อลู่จิ่วอันเห็นว่าเซี่ยอวิ้นหนิงคิดเหมือนกันก็ยิ่งกระตือรือร้น มือที่นวลละเอียดจับคางก่อนจะพูดอย่างเสียดายว่า “แต่ข้อสองกับข้อสามไม่ใช่ เขาไม่ได้เข้าร่วมโครงการระดับชาติ แล้วก็ไม่ได้ทำงานในตำแหน่งสำคัญด้วย เขาจะเข้าถึงข้อมูลสำคัญอะไรได้…”


    ดวงตาที่มืดสนิทของเซี่ยอวิ้นหนิงกะพริบเบา ๆ พลางคิดในใจ ‘ฉันนี่แหละที่เข้าร่วมโครงการระดับชาติ’


    แต่เป็นเพราะข้อตกลงรักษาความลับ ทำให้เขาไม่อาจบอกเรื่องนี้กับลู่จิ่วอันได้


    “จิ่วอัน ถ้าเธอสงสัยว่าเขาเป็นคนไม่ดี ฉันจะช่วยจับตาดูเขาเอง”


    ลู่จิ่วอันไม่รู้ว่าเซี่ยอวิ้นหนิงพูดแบบนี้เพราะปลอบใจหรือว่าคล้อยตามในสิ่งที่เธอพูดกันแน่ เธอพูดขึ้นด้วยความเสียดาย “ฉันคงคิดมากไปเอง แต่ว่านะอวิ้นหนิง ฉันคิดว่าถ้าศูนย์อนุรักษ์จัดกิจกรรมแสดงความรักชาติก็ไม่เลวนะ อย่างเช่นสอนวิธีระบุตัวสายลับ ถ้ามีใครใช้เงินกับคนในศูนย์อนุรักษ์ พวกเราจะได้รู้ตัวสายลับแล้วทำลายแผนการของเขาได้ทัน”


    “จิ่วอัน ความคิดเข้าท่ามาก”


    เซี่ยอวิ้นหนิงตั้งใจว่าจะไปหารองผู้อำนวยการเพื่อเสนอเรื่องกิจกรรมในวันพรุ่งนี้


    บังเอิญว่าพรุ่งนี้จะมีคนรับจ้างฉายภาพยนตร์มาฉายหนังที่อำเภอพอดี คนจากศูนย์อนุรักษ์จะไปรวมตัวกันที่นั่น ซึ่งเป็นโอกาสที่เหมาะมาก


    “อย่าเห็นว่าฉันเรียนไม่จบเชียวนะ เป็นเพราะลู่เจี้ยนกั๋วไม่ยอมให้ฉันไปเรียนหนังสือต่างหาก ถ้าฉันเรียนหนังสือล่ะก็ ฉันต้องได้เป็นนักเรียนดีเด่นแน่นอน”


    เซี่ยอวิ้นหนิงคิดว่าตอนนี้ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็กลับมาแล้ว


    ถ้าลู่จิ่วอันต้องการ เธอก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฐานะผู้เข้าสอบทางสังคม[1]*ได้


    “จิ่วอัน ถ้าเธออยากเรียนหนังสือ ฉันก็พร้อมสนับสนุนเธอนะ”


    ลู่จิ่วอันมองหน้าเซี่ยอวิ้นหนิงด้วยความประหลาดใจพร้อมกับพึมพำว่า “จริงเหรอ?”


    “จริงสิ” เซี่ยอวิ้นหนิงพูดอย่างหนักแน่น “เรื่องค่าเล่าเรียน เธอไม่ต้องกังวล ขอแค่เธออยากเรียน ไม่ว่าปริญญาโท ปริญญาเอก หรือเรียนต่อต่างประเทศฉันจะสนับสนุนเธอทุกอย่าง”


    ลู่จิ่วอันลูบหน้าท้องอย่างแผ่วเบา ดวงตาที่ค่อย ๆ กลายเป็นสีแดงมีประกายแห่งความเสียใจ


    เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเซี่ยอวิ้นหนิง กระทั่งตระหนักได้ว่าในชาติก่อนเธอต้องพลาดอะไรไปบ้าง


    เซี่ยอวิ้นหนิงในชาติก่อนเคยเขียนในจดหมายว่า “อยากให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัย” เพียงแต่ตัวเธอในเวลานั้นเผลอเข้าใจไปว่าที่เขาเขียนแบบนั้นเพราะดูแคลนเธอ แต่หารู้ไม่ว่าในชาติก่อนนั้นเซี่ยอวิ้นหนิงหวังให้เธอได้เรียนหนังสือหาความรู้ เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นสามีภรรยาที่ให้เกียรติกันและกันและช่วยเหลือเกื้อกูลในยามที่อีกฝ่ายยากลำบาก


    “เซี่ยอวิ้นหนิง ถ้าฉันเรียนหนังสือ แล้วใครจะเลี้ยงลูกล่ะ?”

    เมื่อเซี่ยอวิ้นหนิงได้ยินลู่จิ่วอันพูดแบบนั้นก็วางมือลงบนหน้าท้องของเธอด้วยความรักใคร่


    “เสี่ยวฮวาเซิงไม่ได้เป็นลูกของเธอคนเดียวสักหน่อย เขาก็เป็นลูกฉันเหมือนกัน ฉันเลี้ยงเขาได้”


    ลู่จิ่วอันทนไม่ไหวพุ่งตัวเข้าไปกอดเซี่ยอวิ้นหนิงจากด้านข้าง ท่อนแขนเรียวยาวโอบรัดคอของเซี่ยอวิ้นหนิงไว้แน่นพร้อมกับพูดเสียงอู้อี้ “เซี่ยอวิ้นหนิง คุณเป็นคนพูดเองนะ ห้ามเสียใจทีหลังล่ะ”


    เซี่ยอวิ้นหนิงลูบแผ่นหลังของลู่จิ่วอันผู้อารมณ์อ่อนไหวพลางคิดในใจ ว่าเขาโชคดีที่อาจารย์เตือนล่วงหน้าว่าผู้หญิงท้องจะมีอารมณ์แปรปรวน


    ไม่อย่างนั้นเขาก็คงรับมือด้านที่อ่อนไหวของลู่จิ่วอันไม่ไหวจริง ๆ


    “ฉันไม่มีทางเสียใจ”


    ลู่จิ่วอันส่งเสียงฮึในลำคอ ตอนนี้เซี่ยอวิ้นหนิงเขาเห็นเธอเป็นเด็กสามขวบหรือยังไง!


    เธอรู้จักเซี่ยอวิ้นหนิงดี ตราบใดที่ประเทศชาติเรียกหา เขาก็พร้อม “ทิ้งลูกทิ้งเมีย” เพื่ออุทิศตนให้กับงานวิจัย


    ช่างเถอะ


    เธอเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะถือสาเซี่ยอวิ้นหนิงให้ได้อะไร


    “คุณต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร”


    ลู่จิ่วอันเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเซี่ยอวิ้นหนิงที่ส่องประกายความเป็นนักวิชาการออกมาบนใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้


    ด้วยความเคลิบเคลิ้ม ลู่จิ่วอันก็เห็นเซี่ยอวิ้นหนิงในชาติก่อน เขาในเวลานั้นช่างหล่อเหลาทว่าเก็บตัว สายตาที่หนักแน่นราวกับคมดาบที่หลุดออกจากฝักพร้อมสังหารคนแปลกหน้าที่เข้ามาใกล้


    “ให้เขียนว่าอะไร?”


    เซี่ยอวิ้นหนิงหันไปมอง ทันใดนั้นริมฝีปากบางชวนมองก็สัมผัสกับปากสีแดงระเรื่อของลู่จิ่วอัน เกิดเป็นกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายของเธอ


    ลู่จิ่วอันรีบปล่อยแขนจากรอบคอเซี่ยอวิ้นหนิง จากนั้นก็พูดกลบเกลื่อนด้วยความเขินอาย “เขียนว่าคุณจะสนับสนุนลู่จิ่วอันทุกเรื่องโดยไม่มีเงื่อนไข!”

    เซี่ยอวิ้นหนิงผู้ยึดถือแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์รีบปฏิเสธทันที “ฉันไม่สนับสนุนสิ่งผิดกฎหมายนะ”


    ทำพูดของเซี่ยอวิ้นหนิงได้ทำลายบรรยากาศอันแสนอบอุ่นลู่จิ่วอันคว้าหมอนแล้วฟาดลงไปที่หลังของเซี่ยอวิ้นหนิงอย่างแรง จากนั้นเธอก็ออกคำสั่งด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ “ไปล้างจาน!”


    เซี่ยอวิ้นหนิงรีบตอบทันควัน “ได้ ฉันจะไปล้างจานเดี๋ยวนี้”


    เขานั่งยองๆ ข้างบ่อน้ำและล้างจานชามกับตะเกียบด้วยน้ำเย็น ส่วนลู่จิ่วอันก็นั่งเขียนสัญญาไว้เป็นหลักฐานอยู่ที่โต๊ะหนังสือ


    หลังจากเขียนเสร็จแล้วก็อ่านทวนหนึ่งรอบ ก่อนจะฉีกทิ้งและขยำเป็นก้อนโยนเข้าไปในลิ้นชัก


    ในชาตินี้เธอไม่ต้องการสัญญาอะไรทั้งนั้น

    ในเมื่อเซี่ยอวิ้นหนิงเต็มใจสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ในฐานะภรรยา เธอก็จะไม่ห้ามเขา


    นอกจากจะไม่ห้ามแล้ว เธอก็พร้อมสนับสนุนและเกื้อกูลเขา


    เพียงแต่ครั้งนี้ เธอจะไม่ยอมให้สายลับหน้าไหนมาทำร้ายลูกชายของเธออีก


    ขณะที่เซี่ยอวิ้นหนิงกำลังล้างจาน ลู่จิ่วอันก็ถักเสื้อไหมพรมต่อไป ด้วยความเร็วของเธอ คาดว่าเสื้อไหมพรมคงเสร็จไม่เกินวันพรุ่งนี้


    เธอตั้งใจไว้ว่าเมื่อถักเสื้อไหมพรมให้ตัวเองเสร็จแล้ว ก็จะถักให้เซี่ยอวิ้นหนิงและอาจารย์คนละตัว


    อากาศหนาวเย็นลงทุกที เธอยังต้องถักผ้าพันคอ ถุงมือ แล้วก็หมวกไหมพรมเพิ่มอีก


    “สหายเซี่ยอวิ้นหนิง สหายลู่จิ่วอัน”


    ผู้กำกับสถานีตำรวจ ประจำศูนย์อนุรักษ์เดินเข้ามาในลานบ้าน เซี่ยอวิ้นหนิงถามด้วยสีหน้าสงสัย “ผู้กำกับ มีธุระอะไรเหรอครับ?”


    ผู้กำกับพูดอย่างจนใจ “ลู่จิ่วหยางประท้วงอดอาหาร เขาโวยวายอยากพบพวกเธอน่ะสิ”


    เซี่ยอวิ้นหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยเสียงต่ำ “เขาอยากเจอพวกเราทำไม?”


    “เขาบอกว่ารู้ข่าวพ่อแม่แท้ ๆ ของลู่จิ่วอัน”


    ลู่จิ่วอันได้ยินดังนั้นก็สวมเสื้อผ้าและพูดกับผู้กำกับว่า “ผู้กำกับ ฉันจะไปพบเขาค่ะ”


    เซี่ยอวิ้นหนิงปิดประตูบ้าน จากนั้นก็ยืนเคียงข้างและคอยระวังให้ลู่จิ่วอัน ทั้งสองออกเดินทางไปยังสถานที่คุมขังลู่จิ่วหยางด้วยกัน


    ประตูเปิดออก


    เมื่อลู่จิ่วหยางเห็นเซี่ยอวิ้นหนิงและลู่จิ่วอัน เขาก็ด่าลู่จิ่วอันอย่างหยาบคายทันที “ลู่จิ่วอัน กะแล้วเชียวว่าคนเนรคุณอย่างเธอจะต้องโผล่มา…”


    ลู่จิ่วอันนั่งลงตรงข้ามลู่จิ่วหยาง


    เหตุผลที่เธอมาพบลู่จิ่วหยางมีเพียงต้องการให้เสี่ยวฟางเข้าคุกไปพร้อมกับเขา


    ชาติที่แล้ว ตระกูลลู่พึ่งเงินบำนาญของเซี่ยอวิ้นหนิง แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาจึงไม่คิดจะให้ลู่จิ่วอันที่กำลังตั้งครรภ์ไปแต่งงานกับคนอื่น


    เสี่ยวฟางคนรักของลู่จิ่วหยางเป็นคนเสนอความคิดให้เธอทำแท้งแล้วไปแต่งงานกับคนอื่นเพื่อเอาเงินมาจัดงานแต่งงานให้ตัวเองกับลู่จิ่วหยาง ถึงขั้นคิดวางแผนให้ลูกที่เกิดจากเสี่ยวฟางสวมรอยเป็นลูกของเซี่ยอวิ้นหนิงเพื่อไปของานทำที่ศูนย์อนุรักษ์


    ชาติที่แล้วตระกูลลู่และเสี่ยวฟางทำร้ายเธออย่างเจ็บแสบ หากว่าไม่แก้แค้น เธอคงรู้สึกผิดที่ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง




    [1]  คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยที่ไม่ได้มีฐานะเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ เช่น พนักงานบริษัท หรือคนเกษียณอายุ เป็นต้น

    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ย้อนกลับมามีชีวิตรักอันหวานปานน้ำผึ้งกับสามีสุด(ฮอต)เนิร์ดในยุค80 ที่คุณอ่าน