“มิทำอะไรอยู่ลูก” เ้าของไร่คุณอนันต์กลับบ้านมาเห็นลูกสาววัยสิบสามกำลังห่อของขวัญจึงเข้าไปนั่งคุยกับเธอ
“ห่อของขวัญวันวาเลนไทน์ค่ะ” คิ้วของผู้เป็พ่อขมวด เอียงหน้าสงสัย
“ห่อให้ใครเหรอคะ”
“ไม่บอกคุณพ่อหรอก” เด็กหญิงปฏิเสธที่จะบอกพร้อมก้มหน้าเขินพอเห็นพระพายเดินถือของช่วยมารดาที่ไปซื้อของในเมืองกลับมาก็รีบหอบกล่องของขวัญนั้นวิ่งขึ้นห้องทันที
“ไปชอปปิ้งได้อะไรมาคุณ” อนันต์ถามภรรยาที่ได้ของมาเต็มมือใกล้ถึงเทศกาลวาเลนไทน์ทางรีสอร์ทและไร่จะตกแต่งและแจกขนมให้คนงานร่วมฉลองกันมัสยาชวนเด็กหนุ่มลูกชายเพื่อนไปช่วยถือของเพราะเขาแข็งแรงซื่อสัตย์เรียบร้อย
“ได้มาเยอะเลยค่ะพายถือของจนเมื่อย” คนได้ชอปหัวเราะอารมณ์ดี ตรงไปนั่งพักดื่มน้ำข้างสามี
“ชอบพาพระพายไปด้วยเพราะเขาไม่พูดอะไรเวลาคุณซื้อของเยอะๆ สินะ”
เด็กหนุ่มอมยิ้มที่เห็นสามีแซวภรรยามัสยาชอบซื้อของจุกจิกเพราะแค่มันน่ารัก แต่บางทีซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้
“น้ามัสซื้อแต่ของลดราคาครับ” เขาช่วยแก้ต่างแทนคุณน้าใจดีที่ถูกสามีหาว่าใช้เงินเก่งเป็ประจำ
“เห็นไหมคะฉันซื้อของได้คุ้มค่าจะตาย เอาละพายกลับไปเถอะจ้ะแม่คงรอทานข้าวแล้วที่เหลือน้าจะให้คนไปขนมาเอง”
“ผมขอตัวนะครับ” เขายิ้มแล้วออกจากบ้านกลับไปหาแม่อย่างไว
“กลับมาแล้วเหรอเป็ไงไปซื้อของเป็เพื่อนน้ามัสเหนื่อยไหมลูก” พระพายส่ายหน้าเข้าไปกอดอ้อนแม่
“ไม่เหนื่อยครับได้ขนมทาโกยากิร้านเปิดใหม่มาฝากแม่ด้วย”
“อุ้ยตายขอบใจจ้ะแม่กำลังอยากกินพอดีเลย เ้าที่ขายในตลาดหยุดไปหลายวันเลยอด” ดอกเข็มตาเป็ประกายรับของกินมาจากลูกชายสุดที่รัก
“แม่ทำต้มยำกับไข่เจียวที่พายชอบไว้ให้แล้วเราไปกินพร้อมกันเถอะ”
“ครับ” สองแม่ลูกเดินข้างกันเข้าไปในครัวคุยกันอย่างสนุกสนาน
แม้จะคุยกับลูกด้วยรอยยิ้มแต่ในใจดอกเข็มมีความกังวลอยู่มากอีกหน่อยพระพายจะเข้ามหาวิทยาลัยถึงตอนนั้นเธอจะส่งเขาไหวไหมหรือจะขอความช่วยเหลือไปยังพ่อของเขาแต่ไม่รู้ศานต์ยังจำพวกเธอแม่ลูกได้ไหม
หลังไปส่งลูกเข้านอนกลับเข้ามาห้องตัวเองศานต์ปิดประตูห้องให้เบาที่สุดเพื่อไม่รบกวนนิลตาตอนเธอทาครีม
คนวัยห้าสิบต้นเข้าไปจับเก้าอี้ที่ภรรยานั่งอยู่มองเธอผ่านกระจกแล้วพูด “ตาผมมีเื่อยากถามคุณหน่อย”
“อะไรคะ”
“นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วคุณยังเคืองเื่เข็มกับลูกอยู่หรือเปล่า”
ได้ยินชื่อนี้นิลตาชักสีหน้าวางกระปุกครีมราคาเหยียบแสนเสียงดังทันที “ทำไมคะ ไหนว่าเลิกยุ่งกันแล้วจะถามฉันทำไม”
ศานต์ถอนหายใจเบาๆ พยายามคุยกับภรรยาอย่างใจเย็น
“กับเข็มผมก็เลิกไปแล้วแต่ยังไงนั่นก็ลูกผมนะป่านนี้เขาคงโตแล้ว ควรจะได้ร่ำเรียนมีอนาคตที่ดี ผมอยากรับเขามาอยู่ด้วย”
นิลตากอดอกลุกจากโต๊ะเครื่องแป้งเดินลงฝีเท้าไปนั่งบนเตียง “แล้วเด็กนั่นจะมาแย่งทุกอย่างไปจากชินใช่ไหมคุณคงรู้สึกผิดกับเขาจนละเลยลูกของฉัน”
“ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไงคุณคิดว่าผมไม่รักลูกหรือไง เสียดายอยู่ด้วยกันทุกวันกลับไม่รู้ใจกันเลย”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะปกติคุณก็รักนังดอกเข็มนั่นมากกว่าฉันอยู่แล้ว” นิลตาไม่มีท่าว่าจะลืมความเจ็บแค้นในอดีตจึงไม่ยอมคุยดีๆ
ศานต์ตัดสินใจเลิกพูดวันหลังค่อยหาโอกาสเกลี้ยกล่อมเธอใหม่ “งั้นค่อยคุยเื่นี้ทีหลังเถอะ วันนี้คุณคงเหนื่อยแล้ว”
“อยากให้ร่ำเรียนดีๆ ก็แค่ส่งเงินไปก็ได้ จะให้รับมาอยู่ด้วยฉันไม่เห็นด้วยแล้วลูกจะคิดยังไงอยู่ ๆครอบครัวที่อบอุ่นของเขาก็เปลี่ยนไป”
“ลูกต้องหัดยอมรับความจริงว่านั่นเป็พี่ชายของเขาเป็ครอบครัวเดียวกันเราสองคนก็แก่แล้วชินอายุแค่สิบเอ็ดถ้าพวกเราเป็อะไรไปเขาจะอยู่ยังไงญาติคนอื่นก็ไม่เหมือนพี่น้องตัวเองหรอกนะ” เขาหาเหตุผลมายกให้ภรรยาคล้อยตาม
นิลตาเบะปากเหยียด “ทำอย่างกับว่าจะเป็ที่พึ่งอะไรให้ลูกฉันได้จะมาเกาะน่ะสิไม่ว่า”
“ผ่านมาหลายปีผมเห็นคุณอ่อนโยนขึ้นคิดว่าจะเปลี่ยนไปแล้วซะอีก” สามีงอนเดินไปขึ้นเตียงฝั่งของตนนอนหันหลังให้
นิลตาไม่สนใจว่าเขาจะปฏิบัติกับเธออย่างไรผลประโยชน์ที่จะถูกแย่งไปของลูกรักต่างหากที่สำคัญเธอไม่พูดอะไรต่อหันหลังให้เขาเช่นกัน
สาวน้อยมินารอกลับบ้านพร้อมพระพายที่ม้านั่งใต้อาคารเรียนวิชาสุดท้ายของเขาเธอชะเง้อคอมองอาคารพลางคิดว่านักเรียนม.ห้าคงเรียนเยอะถึงได้เลิกช้าแบบนี้ทั้งที่วันนี้เป็วันวาเลนไทน์แท้ ๆ
เด็กหญิงกอดของขวัญไว้อย่างตื่นเต้นรออีกประมาณสิบนาทีจึงได้ยินเสียงเอะอะของพวกรุ่นพี่ลงมาจากตึกพอเห็นพี่พายของตัวเองถือดอกกุหลาบในมือลงมาแถมมีสติกเกอร์รูปหัวใจเต็มเสื้อก็โมโหมาก
“น้องมิรอพี่นานแล้วเหรอ”
“ใครให้หัวใจกับกุหลาบ” เด็กหญิงม. หนึ่งถาม หน้าน้อยโมโหดวงตาแสดงออกว่าไม่พอใจ
“เพื่อนๆ ให้มาน่ะค่ะ” พระพายยังไม่รู้เื่อะไรมินาก็โยนกล่องของขวัญที่เตรียมให้เขาหลายวันทิ้งแล้ววิ่งไปทันที
เด็กหนุ่มก้มลงเก็บกล่องที่ถูกทิ้งขึ้นมาเปิดเข้าใจแล้วว่าเธอโกรธอะไรจึงตามไปง้อ
“น้องมิ” เขาวิ่งไปทันเธอก่อนจะออกไปนอกโรงเรียน
มินาปัดแขนเขาออกไม่ให้จับตัวเอง “ไม่ต้องมายุ่ง”
“โกรธที่พี่มีของพวกนี้อยู่เหรอคะเพื่อนเขาแลกกันน่ะค่ะไม่มีอะไรเลย ทุกคนมีเหมือนกันหมด”
“แต่มิไม่มี” เธอไม่ยอมรับสติกเกอร์จากใครเพราะรอจากเขาเพียงคนเดียว
“พี่ไม่รู้นี่คะว่าน้องมิมีของขวัญให้พี่ด้วย” เขายิ้มให้เธอโชว์ขวดแก้วที่ข้างในใส่กุหลาบอบแห้งพร้อมลูกกวาดหลากสีสันไว้ในนั้น “ขอบคุณนะ สวยมากเลย”
“แล้วพี่ไม่มีอะไรให้มิบ้างเหรอ”
“จะว่าไป” พูดแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงนักเรียน “ยังเหลือหัวใจอยู่หนึ่งดวงนะคะพี่ติดให้น้องมิได้ไหม”
เด็กหญิงไม่พูดอะไรพยักหน้ายืนนิ่งให้เขาติดสติกเกอร์ให้
“สุขสันต์วันวาเลนไทน์ค่ะ”
“กลับบ้านไปพี่แกะสติกเกอร์ออกให้หมดเลยนะกุหลาบพวกนี้ก็ทิ้งไปเลยส่วนขนมเอามามิจะกินเอง”
“เอ้าพี่ก็อยากกินช็อคโกแลตเหมือนกันนะพี่อุตส่าห์อดใจรอมาทั้งวัน” เขาหยอกเธอเล่นก่อนยกขนมที่ได้มาให้มินาทั้งหมด
“ไม่ให้กินพี่ห้ามกินขนมวาเลนไทน์ที่คนอื่นให้ ต่อไปห้ามรับดอกไม้กับหัวใจด้วยพี่ต้องรับจากมิคนเดียว”
“แล้วถ้าปีหน้าน้องมิลืมให้พี่พี่ก็ไม่ได้เลยน่ะสิ” คนพี่แกล้งหยอกมินาจึงกอดอกหันหลังพูด
“พี่ก็เอาของขวัญมาให้มิก่อนมิจะได้ไม่ลืม”
“งั้นก็ได้ค่ะตกลงตามนี้นะ”
มื้อเย็นที่เรียนใหญ่ของไร่คุณอนันต์พ่อแม่มินาเตรียมทานข้าวแล้วแต่ไม่เห็นลูกสาว ผู้เป็พ่อจึงเอ่ยถาม “น้องมิไปไหนล่ะ”
“ลูกบอกว่าจะไปกินข้าวบ้านเข็มน่ะค่ะ”
พอได้ฟังคำตอบสีหน้าของอนันต์เครียดขึ้นมาทันทีหนึ่งปีมานี้เขาสังเกตท่าทีลูกสาวกับพระพายมาตลอดเริ่มไม่สบายใจที่ทั้งคู่ชอบพอกันตอนนี้พระพายอายุสิบแปดเป็หนุ่มแล้วส่วนลูกสาวเขาพึ่งจะอายุสิบสี่ถ้าชอบพอกันมันน่าห่วงจริง ๆ
“ต่อไปคุณก็เตือนลูกหน่อยเขาเริ่มเป็สาวแล้วอย่าไปใกล้ชิดกับพระพายจนเกินไปมันดูไม่ดี ไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะพายเป็เด็กดีไม่ทำอะไรเกินเลยกับยัยมิหรอก”
“มันจะใช่อย่างนั้นเหรอเขาเป็ผู้ชายนะแถมลูกเราก็ดูท่าจะชอบเขาด้วย”
“ฉันจะเตือนลูกกับพายแล้วกันค่ะแต่ฉันคิดว่าพวกเขาแค่ชอบพอกันตามประสาเด็กพอโตไปก็จะเลิกไปเอง” มัสยาไม่คิดมากเพราะช่วยเลี้ยงเด็กหนุ่มมาแต่อ้อนแต่ออกนิสัยเขาเป็อย่างไรเธอรู้พอ ๆ กับดอกเข็มอีกอย่างถ้าเด็กทั้งสองรักกันจนถึงวัยแต่งงานเธอก็ยินดีแต่สามีไม่ได้คิดอย่างนั้นด้วย
“คุณยังมีเบอร์ติดต่อพ่อของพระพายไหม” มัสยาขมวดคิ้วเมื่อสามีถามหาเบอร์โทรของศานต์
“เบอร์ที่เคยโทรหาสมัยก่อนยังมีในสมุดโทรศัพท์ของฉันแต่ไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนเบอร์หรือเปล่า คุณถามทำไมเหรอคะ”
“ผมคิดว่าเราช่วยดูแลเด็กคนนี้มานานแล้วจะให้เขาเป็เด็กในไร่ต่อไปก็จะเป็การทำลายอนาคตเขาน่าจะส่งให้พ่อเขารับ่ต่อได้แล้ว”
มัสยาให่วงความรู้สึกเพื่อนรักเกรงเธอจะไม่เห็นด้วย “แต่คุณคะเื่นี้เราควรปรึกษาเข็มก่อน”
“กลัวจะไม่ทันน่ะสิเราควรแยกพระพายกับยัยมิออกจากกันั้แ่ตอนนี้จะได้ไม่เกิดเื่”
“ที่ผ่านมาฉันเห็นคุณเอ็นดูพระพายแต่ทำไมตอนนี้อยากรีบไล่เขาไป แบบนี้พวกเขาจะเสียใจนะคะ”มัสยาคัดค้าน เธอเป็ห่วงความรู้สึกของเพื่อนและหลานไหนจะลูกสาวที่ตัวติดกับพระพายอีก
“ผมไม่ได้รังเกียจถ้าเขากับลูกเราไม่ได้ชอบพอกันผมส่งเขาเรียนปริญญายังได้ผมไม่อยากให้พายกับลูกเราคบกันคุณคิดว่าพวกเขาเหมาะสมกันเหรอแต่ผมไม่เห็นด้วยหรอกนะถึงพ่อเขาจะเป็เศรษฐีแต่ก็ดูสิต้องระหกระเหินมาอยู่นี่ จะให้แต่ง
ลูกสาวกับเด็กที่ผมอุปการะผมยอมรับไม่ได้ต่อไปยัยมิจะเป็นายหญิงของไร่ได้ยังไง”
“แต่ว่า...” มัสยาพูดไม่ออก คำพูดของอนันต์มีเหตุผล อีกทั้งก็เพื่ออนาคตของพระพายด้วยเขาไม่ควรจะเป็แค่เด็กหลังเขาดอกเข็มเองอายุเยอะแล้วจะมีแรงส่งลูกเรียนได้แค่ไหนเชียว
“งั้นฉันจะไปบอกเข็มให้เข้าใจพวกเราทำไปเพราะอนาคตของเด็ก ๆ”
เด็กชายชินวุฒิกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ในห้องนั่งเล่นเสียงโทรศัพท์ทำให้เขาละสายตาจากสมุดเงยหน้ามองหาต้นตอของเสียงดูเหมือนพ่อจะลืมมือถือไว้เขาจึงหยิบมารับแทน
“สวัสดีครับ”
อนันต์ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงเด็กพูดสาย “ฮัลโหล นี่ใช่เบอร์คุณศานต์หรือเปล่าครับ”
“ใช่เบอร์พ่อแต่ว่าพ่ออยู่บนห้องทำงานใครโทรมาครับ”
“จากไร่คุณอนันต์ขอคุยกับคุณพ่อหน่อย”
“รอสักครู่นะครับ” เด็กชายวิ่งขึ้นชั้นสองไปยังห้องทำงานของศานต์เคาะประตูสองสามทีผู้เป็พ่อก็บอกให้เข้าไป
“มีอะไรลูก”
“มีคนโทรหาคุณพ่อครับ”
“อ๋อพ่อลืมโทรศัพท์ไว้นี่เองขอบใจนะ” เขาลุกจากเก้าอี้มารับโทรศัพท์จากลูกชาย
“ศานต์พูดครับ”
“คุณศานต์” เสียงนี้ศานต์ไม่คุ้นหูเลย เป็ใครกันนะ คิดพลางก้มหน้ายิ้มให้ลูก “ผมอนันต์สามีของมัสยานะครับคุณยังจำดอกเข็มกับลูกได้ไหม”
คนเป็พ่อแทบลืมหายใจเมื่อได้ยินชื่อนี้ “จำได้สิ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหรือเปล่าคุณมัสยาเคยบอกผมว่าจะติดต่อมาเมื่อมีเื่เหลือบ่ากว่าแรงเข็มกับลูกเป็อะไรหรือเปล่า”
ความร้อนใจทำให้ศานต์ลืมว่าลูกชายที่ไม่รู้เื่ฟังอยู่ด้วยเด็กชายวัยสิบสองเห็นท่าท่างผู้เป็พ่อแล้วแปลกใจมาก
“คุณไม่ต้องใทั้งสองสบายดี” เขาหายใจผ่อนคลายขึ้น “ผมเห็นว่าตอนนี้พระพายใกล้จบม.หกแล้ว อยากให้เขามีอนาคตที่ดีกว่าการเป็คนงานในไร่ก็เลยติดต่อหาคุณให้คุณมารับเขาไปดูแลส่งเสียต่อ”
“ผมยินดีอยู่แล้วแล้วเข็มล่ะเป็ยังไงบ้าง เธอยินดีให้ผมเจอลูกแล้วใช่ไหม”
“เข็มไม่คัดค้านอะไรที่ผมติดต่อหาคุณมีก็เหตุผลส่วนตัวอยู่ยังไงผมจะให้เบอร์โทรเข็มกับที่อยู่ไร่คุณอนันต์กับคุณจะจัดการเมื่อไหร่ก็แล้วแต่คุณแต่อีกไม่กี่เดือนจะเป็่เอ็นทรานส์เข้ามหา’ลัยคุณมาเร็วหน่อยก็ดีพระพายจะได้เตรียมตัวสอบทัน”
“ครับขอบคุณมากนะครับที่ติดต่อมาน้ำใจที่คุณมีให้เข็มกับลูกผมต้องตอบแทนแน่ถ้ามีอะไรให้ช่วยผมยินดีทำทุกอย่าง”
“ครับไม่เป็ไรครับ”
“คุณพ่อคุยกับใครเหรอครับ” ชินวุฒิถามหลังผู้เป็พ่อวางสายศานต์มองลูกด้วยความลำบากใจอยู่พักหนึ่งจึงจูงเขามานั่งโซฟาด้วยกัน
“พ่อคุยกับคนที่ช่วยดูแลพี่ชายของลูก”
“พี่ชาย?”
“อืมชินมีพี่ชายอยู่อีกคนชื่อว่าพี่พระพายพี่เขาเป็ลูกของพ่อเหมือนกับชินแต่พ่อกับแม่ของพี่พระพายเลิกกันเขาก็เลยไปอยู่กับแม่แต่ตอนนี้พ่อจะรับเขามาอยู่ด้วย ชินโอเคไหมลูก”
เด็กชายไม่รู้จะตอบอย่างไรพึ่งรู้ตัวว่ามีพี่ชาย ตนไม่ใช่ลูกคนเดียว โลกที่สมบูรณ์แบบของเขาบิดเบี้ยว
“ไม่รู้ครับชินไม่เคยรู้จักพี่ชาย”
“ความจริงพ่อเองก็ได้เจอเขาแค่ไม่กี่วันหลังจากเกิดเอาไว้เจอกันพวกเราจะได้ทำความรู้จักเขาพร้อมกันตอนนี้กลับไปทำการบ้านต่อเถอะเดี๋ยวพ่อไปช่วยสอน”
ปกติชินวุฒิจะดีใจมากที่พ่อผู้มีเวลาน้อยสอนการบ้านให้แต่ตอนนี้เขากลับปฏิเสธ
“ไม่เป็ไรครับชินทำเสร็จแล้วชินจะไปหาคุณแม่” ศานต์มองตามแผ่นหลังเล็กไปอย่างกลุ้มใจยังจะต้องคุยกับนิลตาอีก
ก่อนเข้านอนภรรยาเปิดประตูห้องเข้ามาหน้าตึงจ้องมองสามีที่พึ่งอาบน้ำเสร็จอย่างไม่พอใจ
“คุณทำให้ลูกเสียใจแล้วก็ไม่ไปดูเขาเลยนะ”
“มันเป็ความจริงที่เขาต้องยอมรับผมให้เขาอยู่กับตัวเองก่อนค่อยไปคุย หวังว่าคุณจะไม่พูดให้ลูกเกลียดพี่แล้วกัน” ศานต์ว่าเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาหาเื่
“สุดท้ายแม้ฉันจะมีลูกกับคุณแต่ก็ยังเทียบกับสองแม่ลูกนั่นไม่ได้”
“นี่ไม่ใช่เวลามาหึงนะผมไม่ได้สนใจเื่รักใคร่อีกแล้วที่ผมห่วงก็มีแต่ลูก ๆคุณจะว่ายังไงก็ตามผมจะต้องรับพระพายมาอยู่ด้วยให้ได้ถ้าเข็มมาด้วยผมจะให้เขาอยู่กับแม่ แต่ถ้าแม่เขาไม่มาด้วยผมก็จะให้เขามาอยู่ที่นี่”
“นี่มันบ้านฉันนะฉันไม่ยอมให้ลูกอีเมียน้อยนั่นมาอยู่ด้วยหรอก”
“งั้นผมก็จะซื้อบ้านหลังใหม่อยู่กับเขาแต่ผมไม่หวงหรอกคุณกับชินจะไปอยู่ด้วยก็ได้” ศานต์ตั้งใจเด็ดขาดไม่อ่อนข้อให้นิลตาคนที่ช่วยดูแลพระพายถึงกับเอ่ยปากด้วยตัวเอง แสดงว่าพวกเขาไม่อยากรับภาระแล้วถ้าเขาไม่ยืนกรานจะให้ลูกกับดอกเข็มไปพึ่งใครได้